Money Management

การบริหารจัดการเงิน

ทำความเข้าใจกับการบริหารจัดการเงิน

เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จแทบทุกคนจะต้องมีการพูดถึงการบริหารจัดการเงิน หรือ money management ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม อาจจะโดยมีหลักการ หรือโดยสัญชาตญาณ ก็ตามที คอร์สการลงทุนและหลักสูตรการลงทุนก็มีการกล่าวถึงการบริหารจัดการเงิน ซึ่งเป้าหมายของบทความนี้มีความตั้งใจที่จะอธิบายถึงหลักการที่สามารถจับต้องได้ และนำไปปฏิบัติได้จริง ในการเทรดหุ้น หรือฟิวเจอส์ หรือการซื้อตราสารทางการเงินอื่นๆ ในบทต่างๆ ที่ท่านจะได้อ่านมีการแบ่งเนื้อหาออกเป็นส่วนหลักๆ ดังนี้ การเลือกหุ้นที่จะเล่น, การควบคุมความเสี่ยง, การวิเคราะห์หาความเสี่ยงในการเทรดแต่ละครั้ง, และการจัดสรรเงินลงทุน ซึ่งเนื้อหาที่จะพูดถึงเหล่านี้จะทำให้เทรดเดอร์เห็นภาพรวมทั้งหมดของการเป็นเทรดเดอร์อาชีพ หรือมือสมัครเล่น

สัญญาณที่จะบอกเราว่าจะซื้อ หรือขาย หุ้นนั้น สามารถใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิค (การวิเคราะห์กราฟ) เพื่อศึกษาถึงราคาหุ้นในอดีต ท่านยังสามารถใช้การวิเคราะห์แบบพื้นฐานหุ้น หรือ วิเคราะห์ Demand & Supply ของสินค้าหรือบริการที่เราสนใจลงทุน การหาสัญญาณที่จะบอกให้ท่านซื้อ หรือขายหุ้น ไม่ได้เป็นหลักใหญ่ใจความของบทความนี้ แต่ผมจะเน้นไปที่กระบวนการในการตัดสิน หลังจากที่ได้สัญญาณซื้อ-ขาย หุ้นมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

ลำดับขั้นตอนในการบริหารจัดการเงิน

ขั้นแรกเทรดเดอร์จะต้องตอบตัวเองให้ได้เสียก่อนว่าจะทำตามสัญญาณซื้อ หรือขายหุ้น หรือไม่ การตัดสินใจตรงนี้ไม่ง่ายเลยเพราะในตลาดหุ้น หรือตลาดฟิวเจอร์ มีโอกาสผ่านเข้ามาให้เราลงทุนตลอดเวลา มันเป็นปัญหาโลกแตกของนักลงทุน หรือเทรดเดอร์ เลยก็ว่าได้เพราะตลาดหุ้นไทยมีหุ้นเป็นพันตัว แต่เงินลงทุนเรามีจำกัด

ขั้นต่อมา หลักจากตัดสินใจไปแล้วว่าหุ้นตัวนั้นน่าซื้อ เทรดเดอร์ก็ต้องคิดต่อว่าจะลงทุนกับหุ้นตัวนั้นเท่าไหร่ที่เค้าพร้อมจะเสี่ยง เป้าหมายหลักคือการทำกำไรให้ได้มากที่สุดโดยมีความเสี่ยงกับเงินลงทุนรวมน้อยที่สุด ทางเลือกที่ชัดเจนที่สุดคือเทรดเดอร์อาจจะเลือกว่าท่านสามารถเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินเป็นจำนวนเท่าไหร่ในการเทรดแต่ละครั้ง ที่ง่ายไปกว่านั้นเทรดเดอร์เลือกได้อีกว่าจะเทรดแต่ละครั้งเป็นจำนวนเท่าๆ กันในหุ้นแต่ละตัว แต่อย่างไรก็ตามกำไรที่ได้จากการเทรดแบบนี้ไม่ได้ดีที่สุด มันเหมือนการสุ่มเดาแบบไร้หลักการ

จริงๆ แล้วการเทรดแต่ละครั้งเราต้องรู้ให้ได้ว่าราคาไหนที่จะขายออกไป หรือจุดตัดขาดทุน (stop-loss price) ถ้าหากราคาหุ้นไม่ได้เป็นไปตามคาด จุดนั้นคือ stop price เงินส่วนต่างระหว่างราคาที่เราเข้าซื้อ และจุดตัดขาดทุน เป็นตัวกำหนดความเสี่ยงสูงสุดที่เป็นไปได้ในการซื้อหุ้นแต่ละครั้ง หรือการซื้อฟิวเจอร์แต่ละคอนแทร็ค ดังนั้นในการหาว่าเราสามารถเสี่ยงหรือซื้อฟิวเจอร์ได้กี่สัญญาสามารถหาได้โดยเอาเงินทุนของเราทั้งหมด หารด้วยความเสี่ยงสูงสุดที่เป็นไปได้แต่ละคอนแทร็ค เราจะได้ขนาดของคอนแทร็คที่เราสามารถเปิดสถานะได้ สำหรับคนที่ไม่เคยเล่นฟิวเจอร์ก็ยังไม่ต้องตกใจนะครับถ้าอ่านไม่เข้าใจ แล้วผมจะพยามยามแทรกเนื้อหาเกี่ยวกับฟิวเจอร์เข้ามานะครับ

สรุปคร่าวการบริหารจัดการเงินทุน มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. จัดอันดับการลงทุนในหุ้นแต่ละตัวว่าตัวไหนน่าลงทุนที่สุด ตามเป้าหมายของท่านเอง เนื้อหาในการเลือกหุ้นจะอยู่นอกเหนือจากบทความนี้
  2. ตัดสินใจว่าจะเสี่ยงได้เท่าไหร่ในการเทรดแต่ละครั้ง
  3. การจัดสรรเงินลงทุนกับความเสี่ยง
  4. คำนวณค่าความเสี่ยงสูงสุดที่เป็นไปได้ของการเทรดแต่ละครั้ง
  5. ตัดสินใจว่าจะเปิดสถานะกี่สถานะ (contract size) สำหรับการเทรดฟิวเจอส์

รายละเอียดของห้าหัวข้อด้านบทสามารถสรุปรายละเอียดได้ดังนี้

จัดดันดับความน่าสนใจในการลงทุนหุ้นแต่ละตัว

ในตลาดหุ้นมีโอกาสให้เราเลือกลงทุนมากมาย หุ้นมีเป็นร้อยๆ ตัว และฟิวเจอร์ก็มีเยอะ การที่เราจะเทรดทุกตัว หรือหลายๆ ตัวเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก หรือเป็นไปไม่ได้เพราะเงินทุนเรามีจำกัด และเราจะขาดการมุ่งเป้า ดังนั้นการจัดดับหุ้นที่เราสนใจลงทุนโดยการพิจารณา 3 ปัจจัยหลัก คือ 1) กำไรที่คาดว่าจะได้รับ 2) ความเสี่ยงของการเทรดนั้น 3) เงินลงทุนขั้นต่ำสำหรับการเทรดแต่ละครั้ง (minimum margin)

 

ตัดสินใจว่าจะเสี่ยงได้เท่าไหร่ในการเทรดแต่ละครั้ง

ความเสี่ยงรวมของพอร์ตการลงทุนทั้งหมด จะเท่ากับผลรวมของความเสี่ยงในการเทรดแต่ละครั้ง การที่จะเสี่ยง 100% ของเงินลงทุนทั้งหมดที่มีมันคือหายนะโดยแท้จริง ถ้าหากว่าทุกๆ การเทรดนั้นให้ผลขาดทุน ดังนั้นเทรดเดอร์ที่ชาญฉลาดจะต้องมั่นใจเสมอในความเสี่ยงรวมว่าไม่ได้มากจนเกินพอดี หรือทำให้พอร์ตรวมเสี่ยงทั้ง 100% เพราะว่าถ้าหากพลาดพลั้งไปขาดทุนทั้งหมด การที่จะอยู่เทรดในตลาดต่อไปเป็นไปได้ยาก

การจัดสรรเงินลงทุนตามความเสี่ยง

หลังจากเทรดเดอร์ตัดสินใจแล้วว่าสามารถเสี่ยงเงินลงทุนได้ทั้งหมดเท่าไหร่ ในส่วนถัดไปจะเป็นจัดสรรสัดส่วนเงินลงทุนไปในการเทรดแต่ละครั้ง วิธีที่ง่ายที่สุดคือการแบ่งเงินเท่าๆ กันในการเทรดแต่ละครั้ง สมมุตว่ามีหุ้นห้าตัวก็แบ่งเงินลงทุนเป็นห้าส่วน วิธีการนี้เป็นวิธีที่ช่วยให้เทรดเดอร์ที่ไม่สามารถหาความน่าจะเป็นที่จะกำไรหรือขาดทุนออกมาได้ อย่างไรก็ตามวิธีการนี้อยู่ในสมมุติฐานที่ว่าทุกๆ การเทรดให้ผลตอบแทนที่เท่าๆ กันหมด เทรดเดอร์ที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้อาจจะมีการจัดสรรเงินโดยใช้หลักต่อไปนี้ 1) ระบุความแตกต่างของการเทรดแต่ละอัน 2) ระบุความต่างของความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

ซึ่งความแตกต่างของความเสี่ยงนั้นสามารถวัดได้ 2 แบบดังนี้ 1) โอกาสที่จะมีกำไร 2) risk to reward ratio สำหรับการเทรด คำนวณจากผลตอนแทนที่คาดว่าจะได้รับหารด้วยกรณีที่แย่ที่สุดที่จะขาดทุนได้

โปรดติดตามตอนต่อไป…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *