Uncategorized

ตลาดหุ้นนิวยอร์ค (NYSE) และแนสแด็ก (NASDAQ)

บทความเขียนโดย

 

ตลาดหุ้นในประเทศอเมริกาจะมีอยู่สองตลาดใหญ่ ก็คือ ตลาดหุ้นนิวยอร์ค (NYSE) และ ตลาดหุ้นแนสแด็ก (NASDAQ) จริงๆ แล้วมีตลาดอื่นๆ อีกสองสามที่ แต่สองแห่งนี้มีขนาดใหญ่และเป็นที่นิยมในหมู่ของนักลงทุน หากเทียบในประเทศไทยเราก็จะมีเพียงแห่งเดียวก็คือ Stock Exchange of Thailand (SET)

 

วันนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังถึงความแตกต่างของตลาดหุ้นทั้ง 3 แห่ง โดยเน้นไปที่ตลาดหุ้นอเมริกา

ความแตกต่างมีประเด็นหลักดังต่อไปนี้

 

1. Trading Structure ระบบการส่งคำสั่งซื้อขาย

NYSE เป็นตลาดที่เหมือนการประมูล ที่โบรคเกอร์จะเป็นตัวแทนในการบิตคำสั่งซื้อขายแทนลูกค้า ซึ่งการซื้อขายที่เกิดขึ้นจริงจะเกิดจากการซื้อขายกันระหว่างคนที่เทรดในตลาด หากเราจินตนาการถึงห้องกว้างๆ ที่ทุกคนต้องการซื้อขายหุ้นจะไปยืนออกัน และตะโกน เพื่อซื้อ หรือขายหุ้น ที่ราคาแตกต่างกัน ดังรูปด้านล่างนี้

หากเราเทรดหุ้นที่อยู่ในตลาด NYSE คำสั่งซื้อจะไปที่โบรคเกอร์ โบรคเกอร์ก็จะโทรไปที่ฟลอร์โบรคเกอร์ ก็คือ คนที่อยู่ในห้องเทรดนั้น เพื่อทำการซื้อขาย หุ้นทุกตัวจะมี market specialist หรือ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเทรดประจำอยู่ เพื่อโพสต์ราคาซื้อขาย และทำการจับคู่ซื้อขายให้

 

NASDAQ และ SET เอง ไม่มีฟลอร์ที่เอาไว้ทำการซื้อขายเหมือน NYSE แต่จะใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการจับคู่คำสั่งซื้อขายทั้งหมด หมายความว่า คำสั่งซื้อ ขาย หุ้น ของนักลงทุนจะถูกส่งเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ของตลาด เพื่อจับคู่อัตโนมัติ ไม่ได้ผ่านฟลอร์โบรคเกอร์เหมือน NYSE เนื่องจากว่าตลาด NASDAQ เป็นระบบอิเล็คทรอนิกส์ หรือคอมพิวเตอร์ทั้งหมด เวลาในการเทรดจึงยาวนานกว่าด้วย

 

2. Listing Restrictions การจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

NYSE คุณสมบัติของบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนจะสูงกว่า NASDAQ มาก และค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนจะสูงกว่า 70-80% ของ NASDAQ

  • มีผู้ถือหุ้นมากกว่า 2,200 คน
  • 100,000 หุ้น ต้องมีการซื้อขายในแต่ละเดือน
  • มูลค่าตลาดบริษัทต้องสูงกว่า $100 ล้านเหรียญ
  • รายได้ต้องมากกว่า $75 ล้านเหรียญต่อปี

ถ้าบริษัทใดไม่ผ่านเกณฑ์เหล่านี้จะถูก de-list หรือ ถูกถอดถอนจากการเป็นบริษัทจดทะเบียน แตกต่างจาก NASDAQ ที่คุณสมบัติจะไม่สูงทำให้บริษัทเล็กๆ สามารถเข้าจดทะเบียนได้ง่าย จึงทำให้บริษัท startups ต่างๆ มักจะเข้าไประดมทุน และจดทะเบียนในตลาด NASDAQ กันเป็นจำนวนมาก ทำให้ตลาดนี้ กลายเป็นตลาดหุ้นขนาดใหญ่สำหรับบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ ที่คุณสมบัติยังไม่ผ่านเกณฑ์ NYSE มักจะเข้ามาจดทะเบียน

 

อย่างไรก็ตามหากบริษัทผ่านเกณฑ์ของ NYSE ก็ควรจะเข้าไปจดทะเบียนในตลาดนั้น เนื่องจากตามสถิติแล้ว บริษัทจะขาย IPO ได้ดีกว่ามาก และได้เงินทุนมากกว่า NASDAQ ดังนั้นบริษัทใหญ่ๆ จึงมักจะเข้าไปที่ NYSE

 

แล้วนักลงทุนควรจะไปซื้อหุ้นตลาดไหนดี NYSE, NASDAQ, SET จากสถิติจะพบว่า NASDAQ ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า NYSE แต่ก็ตามมาด้วย Risk ที่สูงขึ้น เนื่องจากเป็นบริษัทขนาดเล็กกว่า รายได้ และกำไรจึงค่อนข้างผันผวน ยิ่งหากเป็นตลาดหุ้นไทยด้วยแล้วยิ่งผันผวนสูง นักลงทุนเองควรจะเลือกว่าหุ้นบริษัทไหน หรือ ตลาดไหนจะตอบโจทย์ตัวเองมากกว่ากัน