บทความโตโร่บทวิเคราะห์หุ้นสอนเล่นหุ้น มือใหม่

บทความการลงทุน

บทความการลงทุนเขียนโดย

การลงทุนมีหลากหลายรูปแบบ แต่ที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันคือ การเล่นหุ้น หรือ การลงทุนในหุ้น วันนี้ผมอยากนำเสนอบทความด้านการลงทุนที่อยากนำเสนอถึงความเสี่ยงบ้าง หลายคนรู็จักตลาดหุ้น เพราะเพื่อนเล่าให้ฟังว่ากำไรดีมาก หรือได้ยินมาว่าคนเล่นหุ้นแล้วรวย หรือบางคนกลายเป็นเศรษฐีจากหุ้น จริงๆ แล้วเรื่องราวเหล่านี้ก็มีส่วนจริงบ้างสำหรับผู้ที่ประสบความสำเร็จจากการเล่นหุ้น แต่มีคนเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถทำกำไรได้สม่ำเสมอ และร่ำรวยจากการเล่นหุ้น เนื่องจากมันมีความเสี่ยงปะปนอยู่กับความน่าสนใจ

ความเสี่ยงในการเล่นหุ้น คืออะไร? หลักๆ แล้วมันก็คือความเสี่ยงที่ราคาหุ้นลดลงหลังจากที่เราซื้อแล้ว ยกตัวอย่างเช่น หุ้น OSP

OSP : บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน)

บริษัทนี้ทุกคนน่าจะรู้จักเป็นอย่างดี เพราะทำธุรกิจ ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค โดยมีกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มบำรุงกำลังภายใต้ ตราสินค้า เช่น เอ็ม-150 ลิโพ เป็นต้น เครื่องดื่มเกลือแร่ และกาแฟพร้อมดื่ม และกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลภายใต้ตราสินค้าเบบี้มายด์ และทเวลฟ์พลัส รวมทั้งธุรกิจให้บริการผลิตสินค้า บรรจุภัณฑ์ และจัดจำหน่ายสินค้า

เพิ่งเข้าตลาดหุ้นได้ไม่นาน ด้วยราคา IPO หรือ ราคาแรกที่ขายให้กับนักลงทุน อยู่ที่ 25 บาทต่อหุ้น (พาร์ 1 บาท) จัดจำหน่ายโดย บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) และ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) วันที่เริ่มซื้อขายวันแรกปิดไปอยู่ราวๆ 30 บาท ต่อหุ้น ดังกราฟข้างต้นที่ท่านเห็น เราจะพบว่า จะมีนักลงทุนกลุ่มหนึ่งซื้อหุ้นได้ราคา IPO คือ 25 บาท แต่วันซื้อขายวันแรกราคาซื้อขายกัน 30 บาท หรือ คิดเป็นกำไร 20% หากนักลงทุนขายวันแรก มันคือหลุมพรางของนักลงทุนมือใหม่ หรือนักลงทุนที่ไม่รู้เรื่องก็อาจจะเข้าไปซื้อขายกันวันแรกหรือช่วงสองสามวันแรกหลังจากเปิดให้ซื้อขาย นักลงทุนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นนักลงทุนมือใหม่ หน้าใหม่เพิ่งเข้ามาในตลาด เปิดมือ ticker ดู quote เห็นราคาบวกแรงดี ก็เข้าไปซื้อตามบ้างเพราะ ช่วงนั้นโบรคเกอร์ก็จะประโคมข่าวการเข้ามาของหุ้น OSP ทำให้ความ HOT ในหุ้นตัวนั้นดึงดูดใจ หลายๆ คนก็กดซื้อกันไปตามกำลังเงินที่มี โดยอาจจะไม่ได้คาดคิดว่า 3-4 เดือนย้อนหลัง ราคาจะลดลง ณ ปัจจุบันราคากลับมาอยู่แถวๆ ราคา IPO P/E ตอนนี้อยู่แถวๆ 30 เท่า ถือว่าแพงพอควร ต้องลุ้นกันว่าบริษัทจะมียอดขายให้นักลงทุนที่ถือหุ้นได้ชื่นใจหรือไม่

ดังนั้นความเสี่ยงของหุ้น IPO คือ ถ้าเราไม่ได้ซื้อที่ราคาจองระวังการซื้อขายวันแรกๆ ให้ดี เพราะ ยิ่งราคาพุ่งแรงเท่าไหร่ โอกาสที่ราคาตกลงมาก็จะมีสูงขึ้นให้นักลงทุนได้เจ็บตัว

ตัวอย่างถัดไป คือหุ้นบริษัท TIGER

TIGER บริษัท ไทย อิงเกอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) TIGER ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) มีบริษัท ไทย อิงเกอร์ จำกัด (TEC) เป็นบริษัทแกน ซึ่งประกอบธุรกิจให้บริการรับเหมาก่อสร้างงานวิศวกรรมโยธาทุกประเภท รวมทั้งงานออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม

เพิ่งเข้าตลาดหุ้นได้ไม่นานอีกเช่นกัน  ราคา IPO 3.65 บาทต่อหุ้น จัดจำหน่ายโดย บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด วันซื้อขายวันแรกราคาเรียกว่าไม่พุ่งแรงเหมือนหุ้น IPO ทั่วไป ผู้จัดจำหน่ายอาจจะไม่ได้เครดิตสักเท่าไหร่นัก แต่ราคาหุ้นหลังจากเข้ามาได้ประมาณหนึ่งเดือนก็ปรับตัวขึ้นไปถึงราวๆ 4.50 บาท หรือ ประมาณ +32% กินเวลาเดือนกว่าๆ หากนักลงทุนตามซื้อ หากซื้อที่ราคา 4.50 หรือประมาณ ยอด ของกราฟ วันนี้ราคาหุ้นตกลงมาต่ำกว่าราคา IPO นักลงทุนคนนั้นก็จะขาดทุนราวๆ -35% กินเวลาเพียง 6 วันเท่านั้น! หลายคนเรียกอาการแบบนี้ว่า “ติดดอย” เพราะซื้อหุ้นติดที่ราคาสูง ขายออกก็ขาดทุนหนัก เลยถือยาวดีกว่า…

ความเสี่ยงของหุ้นอีกอันที่นักลงทุนต้องระวังคือ ช่วงเวลาที่หุ้นขึ้นนั้น ราคาหุ้นมักจะขึ้นช้าๆ กินเวลาเป็นเดือน แต่ตอนลงมักจะพุ่งแรง ยิ่งกว่าของหล่น ขาดทุนหนัก นักลงทุนต้องเข้าใจว่าการจะได้กำไรมันจะค่อยๆ มาวันละเล็กละน้อย แต่ตอนขาดทุนจะรวดเร็วจนหลายคนทำใจไม่ได้เลิกเล่นกันไป

บทความวันนี้ไม่ได้อยากจะบั่นทอนจิตใจ หรือทำให้หลายคนที่สนใจเล่นหุ้นหมดกำลังใจไปนะครับ เพียงแต่หากเราเรียนรู้บทเรียนนี้ไว้ ผมนำเอาประสบการณ์ที่ได้อยู่ในตลาดมาเพื่อเป็นบทเรียนให้กับนักลงทุนหน้าใหม่ๆ จะได้ระวัง ไม่พลาดกับสิ่งที่มันอาจจะเกิดขึ้น หวังว่าจะทำให้ทุกท่านพัฒนาต่อยอดความรู้ด้านการลงทุนต่อไปครับ

แล้วพบกันบทความหน้า อย่าลืมกดเข้ามาอ่านกันนะครับ ผมจะได้มีกำลังใจเขียนต่อ

หรือท่านใดต้องการปูพื้นฐานความรู้ด้านการลงทุนในหุ้นอย่างถูกต้อง ถูกวิธี ประหยัดเวลา กดที่นี่ได้เลยครับ

หรือ โทร 082-492-7166