Uncategorized

ผลตอบแทนจากการลงทุน

การลงทุน คือ การที่เราลงทุนลงแรงทำอะไรซักอย่าง เพื่อหวังผลตอบแทนอาจจะในรูปตัวเงิน หรือ ความพึงพอใจ เช่น ลงทุนไปซื้อลูกชิ้น พร้อมทั้งอุปกรณ์ในการปิ้งย่าง รถเข็น หรือวางขายบนห้าง เพื่อหวังผลกำไรจากการประกอบธุรกิจ หรือ บางคนลงทุนพร้อมลงแรงตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อประกอบธุรกิจในสิ่งที่ตนเองชอบหรือถนัด เพราะความพอใจ โดยไม่ได้คาดหวังกำไรจากการลงทุนมาก

ROI

คำว่าลงทุน เป็นคำกว้างๆ คำนึง และสามารถใช้ในหลากหลายกรณี มันจึงนำมาสู่รูปแบบการลงทุนที่หลากหลาย คำถามก็คือ แล้วเราจะเลือกลงทุนอะไรดีหละ ? ซื้อของมาขาย ซื้อทองเก็บไว้ ซื้อเงินดอลล่าห์เก็บเอาไว้โดยคาดว่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงจะทำให้ได้รับผลกำไร ซื้อที่ดิน ซื้ออสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าจะเป็นบ้าน คอนโด ตึกแถว ซื้อกระเป๋าหลุยส์ ซื้อนาฬิกาหายากสะสมไว้ ฯลฯ จะเห็นว่าเราสามารถลงทุนได้หลากหลาย ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ความรู้ และความชอบส่วนตัว ยังมีการลงทุนอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน คือ การลงทุนในหุ้น ผมเองเป็นคนที่ชอบการลงทุนในหุ้นมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย กินเวลาตอนนี้ก็ปาเข้าไปสิบกว่าปี เรียกได้ว่า ศึกษาค้นคว้า เพราะหลงใหลในมนต์เสน่ห์ของตลาดหุ้น และอยากเดินรอยตามนักลงทุนระดับโลก เพราะเชื่อว่าเป็นรูปแบบการลงทุนที่ดีและเหมาะสมกับตนเองที่สุด

อย่างไรก็ตามการลงทุนในหุ้นอาจจะไม่เหมาะกับทุกคน … ที่ต้องพูดแบบนี้ก่อนเพราะว่า การลงทุนในหุ้นนั้น ต้องมีสิ่งสำคัญก่อน คือ ความรู้ เหมือนกับการทำธุรกิจในรูปแบบอื่นๆ ครับ เช่น จะลงทุนขายของอะไรซักอย่าง เราก็ต้องค้นคว้าว่าคนชอบอะไร จะขายที่ไหน สินค้าคืออะไรคนถึงจะชอบ และสามารถขายได้ราคาประมาณเท่าไหร่ จะมีกำไรหรือไม่ จะเห็นว่าคนที่ทำธุรกิจนั้นๆ ก็ต้องศึกษาค้นคว้าถึงแกนหลักในการทำธุรกิจให้เป็นเสียก่อน ถึงจะสามารถนำมาปรับ ประยุกต์ ทำการตลาด วางแผนการขาย โฆษณาประชาสัมพันธ์ ฯลฯ การลงทุนในหุ้นก็ไม่แตกต่างกันครับ มันต้องเริ่มจากแก่นของการลงทุน เริ่มศึกษาถึงที่มาที่ไปของหุ้น และมองหาช่องทางในการทำกำไรจากหุ้น ทุกธุรกิจมีเบอร์หนึ่ง ก็ต้องมีเบอร์ถัดๆ ไป ไม่ใช่คนเข้ามาทำธุรกิจทุกคนจะสำเร็จ หากมองลึกเข้าไปแล้วคนที่ล้มเหลวส่วนมากจะไม่เข้าใจจริงๆ ในตัวธุรกิจที่ตนเองทำ การลงทุนในหุ้นผมก็มองว่าคล้ายกัน คือ มองไม่ออกว่าหุ้นแบบไหนน่าลงทุน และหุ้นแบบไหนควรหลีกเลี่ยง (เพราะจะทำให้ขาดทุนมาก)

หลังจากเราเริ่มเข้าใจในการลงทุนหุ้นแล้ว เราก็ต้องรู้จักเปรียบเทียบด้วยว่า เราควรจะลงทุนในหุ้นตัวไหน แล้วเราจะเปรียบเทียบกับอะไรก่อนหละ? อย่างแรกเลย คือ เราต้องหาผลตอบแทนจากการลงทุนให้เป็นก่อน ถึงจะนำตัวเลขนั้นไปเปรียบเทียบกับการลงทุนในแบบอื่นๆ ได้ แล้วเจ้าผลตอบแทนจากการลงทุนมันหายังไงหละ?

gold-stock

ผมขอยกตัวอย่างง่ายๆ เลยแล้วกัน มีเพื่อนผมคนหนึ่งทำธุรกิจให้เช่าห้องพัก โดยลงทุนทำห้องพักโดยเฉลี่ยแล้วตกห้องละ 2,4000,000 บาท เดือนหนึ่งสามารถหารายได้ตกเดือนละประมาณ 29,000 บาท ต่อห้อง หักค่าใช้จ่ายแล้วจะเหลือประมาณ 13,200 บาท เป็นกำไรที่จะได้ต่อห้อง หากเพื่อนผมเค้าต้องการหาผลตอบแทนจากการลงทุนจะคิดอย่างไร เรามาดูกันครับ

ก่อนอื่นแล้วต้องคิดรายได้ให้ครบหนึ่งปีก่อน

นั่นคือ เงินลงทุน 2,4000,000 บาท
รายได้ตกปีละ 348,000 บาท หักค่าใช้จ่ายแล้วเหลือกำไรสุทธิ 158,400 บาท ต่อปี

การหาผลตอบแทนจากการลงทุนครั้งนี้ = ผลตอบแทนที่ได้รับ / เงินลงทุนที่ลงไป

จะได้ ผลตอบแทนจากการลงทุน = 158,000/2,4000,000 = 6.6% ต่อปี

จะเห็นว่าเพื่อนของผมคนนี้สามารถทำผลตอบแทนได้ประมาณ 6.6% ต่อปี อย่างไรก็ตามหากเค้าสามารถขึ้นค่าเช่า % ผลตอบแทนก็จะเพิ่มขึ้นไป และยังไม่นับผลตอบแทนจากราคาอสังหาริมทรัพย์ที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตอีกด้วย

คราวนี้คำถามถัดไปคือ การลงทุน 6.6% มันน่าดึงดูดใจในการทำหรือไม่ เราจะเอาไปเทียบกับอะไร?

ก็ต้องบอกว่า “เราควรจะนำผลตอบแทนจากการลงทุน” ไปเทียบกับอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งมันคือตราสารหนี้แบบหนึ่งที่ส่วนใหญ่แล้วความเสี่ยงค่อนข้างจะน้อยมากหรือเรียกได้ว่าใกล้เคียงศูนย์ แล้วเราจะไปหาข้อมูลจากที่ไหน

http://www.thaibma.or.th/PriceYield.html

ลิงก์ด้านบนเป็นลิงก์ที่แสดงผลตอบแทนอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรของรัฐบาลเราจะพบว่าดอกเบี้ยที่สูงที่สุดจะอยู่อยู่ 5.625% นั่นคือ แทนที่เราจะเอาเงินเราไปลงทุนทำธุรกิจ ลงทุนในหุ้น ลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ เราเอาไปซื้อพันธบัตรจะได้ดอกเบี้ยอยู่ประมาณ 5% ดังนั้น เราควรจะมองหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า 5% จึงจะคุ้มค่ากับความเสี่ยงหน่อย

กลับมาที่ตัวอย่างห้องเช่าของเพื่อนได้ผลตอบแทนอยู่ 6.6% ยังถือว่าดีกว่าพันธบัตรแต่ไม่ได้มากจนน่าสนใจ อย่างไรก็ตามเป้าหมายของการลงทุนของเพื่อนคนนี้บอกว่าจะนำเอาสินทรัพย์ออกขายหลังจาก 5 ปีที่ถือครองผลตอบแทนจะได้มากกว่า 10% แบบนี้เค้าเรียกว่า “เริ่มใช้เงินให้ทำงานแทนเราแล้ว”

กลับมาที่เรื่องหุ้น เพราะผมสนใจลงทุนในหุ้นและเชื่อว่าทุกท่านที่ติดตามอ่านบทความของผมก็สนใจลงทุนในหุ้นมากกว่าการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ investment analysis

การที่จะเลือกซื้อหุ้นซักตัวเข้าพอร์ต เราควรจะต้องตอบให้ได้ก่อนว่าผลตอบแทนที่จะด้รับมากกว่า 5% หรือไม่ เพราะถ้าน้อยกว่าเราเอาเงินไปซื้อพันธบัตรแล้วอยู่เฉยๆ จะดีกว่า เรื่องอะไรจะนำเงินไปเสี่ยงถูกหรือไม่ครับ? แต่หากเราพบว่าหุ้นตัวไหนมีผลตอบแทนต่อเงินลงทุนมากจนน่าสนใจเราก็ไม่ควรจะรีรอซื้อหุ้นเข้าพอร์ตแล้วให้เงินทำงานไปเรื่อยๆ

การมองผลตอบแทนจากหุ้นก็เหมือนตัวอย่างการลงทุนของเพื่อนผม ตัวอย่างเช่น มีหุ้นตัวหนึ่งทำรายได้ปีละ 1,000,000 บาท ทั้งบริษัทมีล้านหุ้น เพราะฉะนั้นกำไรสุทธิต่อหุ้นจึงเท่ากับรายได้ทั้งหมดหารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดออกมาได้กำไรหุ้นละ 1 บาท (EPS: earning per share) เราอยากจะหาผลตอบแทนการลงทุนเราจะต้องรู้ว่าต้นทุนที่เราจะซื้อหุ้นเป็นเท่าไหร่ เช่น หุ้นตัวนั้นตอนนี้ ราคาหุ้นอยู่ 10 บาท ต่อหุ้น

ผลตอบแทนการลงทุน = 1/10 = 10%

หากเราหาได้แบบนี้เราก็สามารถนำผลตอบแทนไปเทียบกับการลงทุนที่ไร้ความเสี่ยง คือ พันธบัตรรัฐบาล จะพบว่าผลตอบแทนน่าดึงดูดใจ เราก็ทำการโยกเงินเข้าหุ้นตัวนี้ได้ หุ้นหลายๆ ตัวมีผลตอบแทนต่อเงินลงทุนมากกว่า 10% แถมยังมีปันผลอีกด้วย หุ้นไทยมีให้เราเลือกลงทุนหลายร้อยบริษัทบางทีราคาหุ้นก็แพง (เมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่จะได้รับ) บางทีราคาหุ้นก็ถูกมากจนน่าสนใจลงทุน บางคนอาจจะเกิดคำถามว่าทุกคนก็รู้แบบนี้เหมือนกัน แล้วราคาหุ้นมันจะถูกได้ยังไง? มีหนังสือเล่มหนึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของแนวทางการลงทุนแบบเน้นคุณค่าหรือ Value Investment กล่าวเอาไว้อย่างเห็นภาพชัดเจนถึง Mr.Market หรือนายตลาด ที่จะทำหน้าที่เสนอราคาหุ้นมาให้เราในแต่ละวัน ถูกบ้างแพงบ้าง นายตลาดที่ว่า คือ ตลาดหุ้นนั่นเอง หากเราอยู่ในตลาดหุ้นมานานพอจะพบว่าบางทีนักลงทุนทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นก็มักจะตัดสินใจเพียงเพราะอารมณ์ ดังนั้น เราจะเห็นว่าในบางช่วงเวลาราคาหุ้นจะตกลงอย่างมาก จนหุ้นมีราคาถูก โดยดูจากผลตอบแทนจากการลงทุน บางทีราคาหุ้นก็ขึ้นแรงจนแพงไป

เราควรจะต้องตั้งสติ และตัดสินใจด้วยเหตุและผล ในการลงทุน มองหาจังหวะและโอกาสดีๆ ที่ลอยเข้ามา ซึ่งบางทีอาจจะไ่ม่ได้มีบ่อยๆ อย่างช่วงเวลานี้เอง ขณะที่ผมเขียนบทความ SET Index อยู่ในระดับประมาณ 1,400 จุด ลดลงมา 200 จุด เทียบกับเมื่อต้นปี ราคาหุ้นหลายตัวเริ่มมีราคาถูก ผลตอบแทนการลงทุนสูงขึ้นจนน่าสนใจ เมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาล…อยู่ที่เราที่พร้อมจะคว้าโอกาสหรือมองเห็นมันหรือไม่

เรื่องที่คุณอาจสนใจ  BAFS : บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

กลับมาที่เรื่องการลงทุน ที่ผมจั่วหัวข้อเอาไว้ เราสามารถมองการลงทุนของเราเป็นเหมือนกระแสน้ำไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ คือ เงินวิ่งไปหาผลตอบแทนที่มากที่สุด และดีที่สุด จะเห็นว่าจริงๆ แล้วการเลือกหุ้นเป็นเรื่องที่ไม่ได้ยากเย็นเพียงแต่เราอาจจะคาดไม่ถึงว่ามันง่ายขนาดนี้เลยเหรอ? ผมต้องบอกว่ามันง่ายแบบนี้จริงๆ ครับ Simple is the best ผมเคยได้ยินฝรั่งพูดเอาไว้ แต่จำไม่ได้ว่าใครพูด แต่ผมว่ามันใช้ได้จริงกับการลงทุน และในชีวิตจริงด้วย ไม่จำเป็นต้องทำอะไรให้ยุ่งยากซับซ้อน โดยเฉพาะเรื่องการลงทุนในหุ้น ผมอยากจะเปลี่ยนมุมมองและความคิดให้ทุกคนได้เข้าใจใหม่ว่าทุกคนสามารถทำได้และเข้าใจไม่ยาก

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *