ความรู้เรื่องหุ้นบทความโตโร่บทวิเคราะห์หุ้นวิเคราะห์หุ้น

ลงทุนหุ้นธนาคารไหนดี

บทความเขียนโดย

การลงทุนในหุ้นไทย ส่วนใหญ่นักลงทุนก็มักจะนึกถึงแต่หุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารขนาดใหญ่ ที่ดูแล้วรู้จักใกล้ตัว บางทีอาจจะถูกนำเอาความรู้สึกชอบส่วนตัวมาตัดสินใจซื้อขายหุ้นลงทุน แต่ในหลายๆ ครั้ง ความรู้สึกชอบเป็นการส่วนตัว อาจจะส่งผลให้การลงทุนเสียหายจนเราคาดไม่ถึง

 

วันนี้ผมนำเอาข้อมูลด้านผลตอบแทนในการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคาร ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งธนาคารเหล่านี้ นักลงทุนน่าจะรู้จักเป็นอย่างดี และสามารถซื้อขายหุ้นลงทุนได้ทุกวันที่ตลาดเปิดทำการ อย่างไรก็ตามบางธนาคารอาจจะไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เช่น ธ.ออมสิน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นธนาคารที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เรียบร้อยแล้ว

หลายคนคิดว่าซื้อหุ้นลงทุนในธนาคารที่มีขนาดใหญ่สุด จะทำให้ได้กำไรจากหุ้นมากที่สุด นั่นอาจจะเป็นความคิดที่ผิดพลาดของคนส่วนใหญ่ เนื่องจากข้อมูลทางสถิติออกมาตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง

ก่อนจะไปดูข้อมูลจริงทางสถิติ ท่านลองทายดูสิครับว่าธนาคารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในปี 2017 นี้คือธนาคารอะไร โดยใช้เกณฑ์มูลค่าหลักทรัพย์ตามตลาด หรือ Market Capitalization มาเป็นตัวจัดอันดับ

เราจะพบว่า SCB หรือ ธนาคารไทยพาณิชย์ มีขนาดใหญ่ที่สุดในตลาดหุ้นไทยในกลุ่มธนาคาร รองลงมาจะเป็น KBANK และ BBL หรือ ธนาคารกรุงเทพ ตามลำดับ

ผมให้ทายต่อว่าหุ้นเหล่านี้ตัวไหนให้ผลตอบแทนสูงที่สุด ถ้านับจากราคาหุ้นปี 2015 เป็นต้นมา จึงถึงสงกรานต์ปี 2017 ณ ขณะที่ผมเขียนบทความ

  • SCB ธนาคารไทยพาณิชย์
  • KBANK ธนาคารกสิกรไทย
  • BBL ธนาคารกรุงเทพ
  • BAY ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
  • TISCO ธนาคารทิสโก้
  • TMB ธนาคารทหารไทย
  • CIMBT ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย
  • KKP ธนาคารเกียรตินาคิน
  • KTB ธนาคารกรุงไทย
  • TCAP ธนาคารธนชาต

ผมคิดว่าคำตอบที่จะได้รับจากนักลงทุนส่วนใหญ่คือ KBANK, SCB, BBL, KTB เนื่องจากเป็นธนาคารขนาดใหญ่และมีสาขาจำนวนมาก น่าจะให้ผลตอบแทนด้านการลงทุนสูงที่สุด แต่มันไม่ใช่แบบนั้นเสมอไปในโลกของการลงทุนโดยเฉพาะในหุ้น

 

ผมนำเอาข้อมูลผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ 2015 ต้นปีถึงปัจจุบันมาให้ดูกัน

จากกราฟข้างต้น คือ ผลตอบแทนเฉลี่ยตั้งแต่ปี 2015 ถึงปัจจุบัน นักลงทุนนำเอาเลขที่อ่านได้ไปคูณ 100 จะได้ผลตอบแทนออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ ท่านจะพบว่าหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดสามอันดับแรก ได้แก่

  1. KKP
  2. TISCO
  3. TCAP

ผลตอบแทนสองปีกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ นั่นคือ นักลงทุนซื้อหุ้นลงทุนเอาไว้และถือไว้สองปีก็จะได้ผลตอบแทนเกือบเท่าตัว ไม่นับรวมเงินปันผลตอบแทนที่ได้รับในแต่ละปี

เราจะพบว่าธนาคารเหล่านี้ไม่ได้เป็นธนาคารขนาดใหญ่ที่สุด แต่เป็นขนาดเล็กกว่า ในทางกลับกันหากเราลองเทียบกับหุ้นธนาคารขนาดใหญ่จะพบว่า ถ้านักลงทุนซื้อหุ้นขนาดใหญ่เหล่านั้น และถือมาสองปี จะได้รับผลตอบแทนติดลบ นั่นคือหุ้นบางตัวถือมาต่อเนื่องยังขาดทุน บางตัวเพิ่งจะเท่าทุน

 

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

นักลงทุนที่ลงทุนในหุ้นก็มักจะเฟ้น และคัดเลือกหุ้น หุ้นของบริษัทที่มีกำไรเติบโต และรายได้ขยายเพิ่มขึ้น เพราะบริษัทสามารถจ่ายผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลได้มาก และราคาหุ้นก็มักจะปรับตัวสูงขึ้นได้เยอะอีกด้วย ดังนั้น ราคาหุ้นจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความคุ้นเคยของคนไทยส่วนใหญ่ที่เข้าไปใช้บริการธนาคารเหล่านั้นอย่างเดียว

ผมเองเป็นคนที่ชอบลงทุนในหุ้นขนาดเล็ก เป็นพิเศษเนื่องจากผลตอบแทนด้านราคาหุ้นจะสูงกว่าบริษัทขนาดใหญ่ๆ มาก นักลงทุนที่มีความรู้ความสามารถควรจะเฟ้นเลือกหุ้นขนาดเล็ก พื้นฐานดี ลงทุนจะได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเฉลี่ย ทั้งนี้อาจจะต้องอาศัยความพยายาม และความขยันในการศึกษาหาข้อมูลวิเคราะห์หุ้น แต่ท้ายที่สุดแล้วผลตอบแทนที่ได้รับมักจะน่าชื่นชมเสมอ

 

ไหนๆ ก็พูดถึงธนาคารแล้วก็อดที่จะพูดถึงราคาหุ้นไม่ได้ เพราะนักลงทุนที่เป็นนักเทรด หรือคนที่เทรดหุ้นบ่อยๆ ก็ชอบที่จะหาโอกาสและจังหวะเข้าไปเก็งกำไรจากราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นลง

 

ผมเองก็ชอบที่จะเทรด เมื่อมีโอกาสที่ดี เพื่อทำกำไรระยะสั้นๆ จากราคาหุ้นที่ผันผวนในแต่ละวันนั่นเอง

 

ตารางด้านล่าง แสดงถึงความสัมพันธ์ของราคาหุ้นทุกธนาคารว่ามีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร ยิ่งตัวเลขเข้าใกล้หนึ่งมาก แสดงว่าราคาหุ้นสัมพันธ์กันสูง เช่น BBL vs KBANK เราอ่านค่าได้ตัวเลข 0.622977 หมายความว่าราคาหุ้น BBL ขึ้นไป 1 บาท หุ้น KBANK ราคาจะปรับขึ้นไป 0.63 บาท เป็นต้น

 

ตาราง Correlation ของราคาหุ้น

วิธีการใช้งานตารางข้างต้นก็ไม่ยากเย็นนัก เพียงอ่านตัวเลข เราจะพบว่า BBL, KBANK, SCB, KTB, TMB เป็นธนาคารขนาดใหญ่ ราคาหุ้นมักจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกัน เพราะตัวเลขในตารางออกมาแล้วค่าค่อนข้างสูง หรือเข้าใกล้เลข 1

ยกตัวอย่างเช่น หุ้นตัวใดตัวหนึ่งขึ้น หุ้นในกลุ่มก็จะขึ้นเหมือนกัน ในที่นี้ คือ ถ้า BBL ขึ้น หุ้น KBANK, SCB, KTB, TMB ก็มักจะขึ้นเสมอ หรือถ้าตัวใดตัวหนึ่งลง หุ้นในกลุ่มก็มักจะลงเสมอ

ดังนั้น เราสามารถเก็งกำไรระยะสั้นได้โดยอาศัยข้อมูลข้างต้น เพื่อทำการเทรด

เช่น ตลาดหุ้นเปิดมา BBL ราคาปรับตัวสูงขึ้นมาก หาก KBANK ราคายังไม่ได้ปรับตัวขึ้น มันก็เป็นโอกาสอันงดงามที่เราจะซื้อหุ้น เพราะ KBANK ก็จะปรับตัวสูงขึ้นตาม BBL ไปนั่นเอง นี่เป็นเพียงข้อมูลส่วนใหญ่ที่นักเทรดสามารถนำเอามาใช้ประกอบการตัดสินใจเทรดหุ้นได้ หากท่านสนใจการเทรดจริงจังแล้วหละก็ข้อมูลพวกนี้จะสามาทำให้ท่านเทรดแล้วโอกาสผิดพลาดลดน้อยลง

 

สรุปคือ หุ้นขนาดใหญ่ใช่ว่าจะดีเสมอไป ตัวเล็กแต่กำไรมาก เป็นข้อเท็จจริงที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้

 

 

 

toro-course-header

หลักสูตรเทคนิค แบบกลุ่ม (Group) Click

หลักสูตร Value Investment (VI) แบบกลุ่ม (Group) Click

หลักสูตร Value Investment (VI) และ เทคนิค แบบตัวต่อตัว (Private) Click

หลักสูตรมือใหม่เล่นหุ้น Click

บทความที่ท่านอาจสนใจ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ  เทรดหุ้น CBG คาราบาวแดงด้วย อินดิเคเตอร์