บทความโตโร่บทวิเคราะห์หุ้น

สถิติตลาดหลักทรัพย์

บทความเขียนโดย

toro-author

ตลาดหุ้นในครึ่งหลังของปีนี้น่าจะได้กลับมาเห็นดัชนีกลับมาที่ 1,500 จุด และหากมองในแง่ดีที่สุดคงได้เห็นตลาดหุ้นขึ้นไปทดสอบ 1,600 จุด กันอีกรอบ ใครที่กล้าๆ กลัวๆ ยังไม่กล้าซื้อ เพราะคิดว่าหุ้นไทยแพงแล้วเนื่องมากจากค่า P/E ที่ค่อนข้างสูงทีเดียว ก็คงได้แต่อยู่เฉยๆ และมองราคาหุ้นปรับระดับขึ้นต่อเนื่อง

นักลงทุนบางคนอาจจะไปลงทุนในตลาดต่างประเทศเช่นเวียดนาม เพราะคิดว่า P/E ยังต่ำ มีนักลงทุนหลายคนให้ความสนใจ แต่อย่างไรก็ตามตลาดเกิดใหม่มีความเสี่ยงสูงในแง่ของความโปร่งใสของบริษัทจดทะเบียน นักลงทุนก็ควรจะต้องให้น้ำหนักกับเรื่องนี้ค่อนข้างมาก หากเปรียบเทียบก็คล้ายกับตลาดหุ้นไทยย้อนไปสมัยสิบยี่สิบปีที่แล้วที่กฏระเบียบต่างๆ ยังหละหลวม มีช่องโหว่ นอกจากนี้นักลงทุนจะต้องเรียนรู้ ศึกษา และเข้าใจกฏระเบียบที่ออกจากภาครัฐในประเทศเหล่านั้นด้วย

ส่วนตัวผมเองแล้วยังคงชอบตลาดหุ้นไทย และคิดว่าตลาดไทยยังคงมีเสน่ห์เสมอ หากนักลงทุนต่างชาตินึกถึงตลาดเกิดใหม่แถบเอชีย หนึ่งในประเทศนั้นคงหนี้ไม่พ้นหุ้นไทยเป็นแน่นอน เพราะด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ ที่เพรียบพร้อม และรวมถึงเป็นฐานด้านการผลิตสินค้าต่างๆ ป้อนตลาดโลก อาทิเช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าเกษตร อาหาร ฯลฯ แต่อาจจะเริ่มเสียเปรียบบ้างในแง่ค่าแรง โดยเฉพาะค่าแรงขั้นต่ำขึ้น ได้ส่งผลกระทบต่อสภาวะการแข่งขันของแรงงานไทยกับประเทศข้างเคียง ซึ่งประเทศไทยคงต้องพัฒนาสินค้าและบริการที่มี Value Added หรือ มีมูลค่าเพิ่มให้มากขึ้น จึงจะสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

ออกนอกเรื่องไปไกลเลย เรากลับมาที่สภาวะตลาดหุ้นไทยในชั่วโมงนี้ต้องเรียกว่า HOT จริงๆ คือ หุ้นปรับตัวขึ้นแรงต่อเนื่องตั้งแต่หลัง Brexit หรือ การที่อังกฤษ โหวตออกจากกลุ่มอียู ทำให้หุ้นดิ่งกว่าสี่สิบจุด ในวันที่ผลประชามติออกมา แต่ตามมาด้วยแรงซื้อต่อเนื่องจนถึงวันที่ผู้เขียนได้เขียนบทความนี้

set-today

 

วันนี้ตลาดหุ้นปิด 1,474.92 จุด มูลค่าการซื้อขายหนาแน่นมากเกือบเจ็ดหมื่นล้านบาท ต่างประเทศยังเข้าซื้ออีกเยอะ อาจจะเป็นเพราะประเทศญี่ปุ่นได้อัดฉีดเงินเข้าระบบและส่วนหนึ่งได้ออกมาลงที่หุ้นไทย นอกเหนือจากนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นทำ New High (S&P500) เนื่องมาจากตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ เริ่มออกมาดูดีขึ้น ยังไงซะผมเชื่อว่าเม็ดเงินยังคงเข้าหุ้นไทยต่อเนื่อง ปีนี้ผมบอกหลายๆ คนให้มีเงินในหุ้นให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพราะโอกาสที่หุ้นปรับขึ้นเร็วๆ แรงๆ แบบนี้มีได้ไม่บ่อย ต้องรีบเก็บกำไรให้ได้มากที่สุด ก่อนที่หุ้นจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ

 

ผมอยากจะขอพูดถึงสถิติตลาดหลักทรัพย์ในช่วงนี้เพราะ หุ้นปรับตัวขึ้นมาก หลายคนน่าจะมีกำไรเป็นกอบเป็นกำ หากซื้อหุ้นได้ถูกตัว แต่ก็มีหุ้นอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้ทำกำไร ถือไว้มีแต่จะขาดทุน (ตรวจสอบงบการเงินบริษัทที่ท่านถือด่วนหากหุ้นไม่ขึ้น)

set

สถิติข้างต้นทำให้เราเห็นว่า P/E ตลาดหุ้นไทยรวมอยู่ที่ 22.50 เท่า สูงไม่ใช่น้อย หากใครที่เน้นการลงทุนแบบ Value Investment (VI) แล้วอาจจะไม่กล้าซื้อหุ้นในช่วงนี้เพราะหุ้นไทยเหมือนจะแพงมากแล้ว แต่อย่างไรซะคงต้องเจาะไปในหุ้นรายตัวเพื่อศึกษาถึงพื้นฐานและงบการเงินให้แน่นอนก่อนที่จะเข้าซื้อ เพื่อป้องกันการขาดทุน เพราะงบการเงินเป็นเหมือนหน้าต่างของหัวใจ หรือ เป็นเหมือนสิ่งที่นักลงทุนสามารถจับต้องได้ว่าบริษัทที่เราเข้าซื้อลงทุนนั้นมีพื้นฐานดีขนาดไหน กำไรที่เห็นเป็นกำไรปลอมๆ หรือไม่ จะเอาตัวรอดจากการฉ้อฉลของผู้บริหารบางบริษัทที่มักเอารัดเอาเปรียบนักลงทุนรายย่อยได้อย่างไร การอ่านงบการเงินจะเป็นตัวชี้เป็นชี้ตายระยะยาวของนักลงทุนเลยทีเดียว ทางสถาบันเองได้เล็งเห็นความสำคัญ และได้เปิดหลักสูตรอบรมเพื่อให้ความรู้กับนักลงทุน สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมคลิ้กที่นี่ ซึ่งหลักสูตรนี้จะถ่ายทอดจากประสบการณ์การอ่านงบการเงิน และลงทุนจริงในตลาดหุ้นกว่าสิบปี

ในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมาตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนกว่า 7.19% สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยฝากประจำที่ฝากไว้กับธนาคาร และ 6 เดือนล่าสุดผลตอบแทนอยู่ที่ 18.95% หากใครที่ซื้อหุ้นเก็บไว้ถือมาหกเดือนก็ต้องถือว่าผลตอบแทนเป็นที่น่าพอใจมากทีเดียว และหากมองผลตอบแทนตั้งแต่ต้นเดือน ม.ค. ถึงขณะนี้อยู่ที่ 14% เรียกได้ว่าเยี่ยมสำหรับการลงทุนในหุ้นปีนี้ เงินปันผลตอบแทนอยู่ที่ 3.21% ก็ยังดีกว่านำเงินฝากเอาไว้ในธนาคารที่นับวันผลตอบแทนด้านดอกเบี้ยจะต่ำติดดิน บางธนาคารไปถึง 0% แล้วก็มี แบบนี้เอาเงินมาซื้อหุ้นยังจะดีซะกว่า

อันนี้คือภาพรวมของหุ้นโดยส่วนใหญ่ แต่ก็มีบางกลุ่มนักลงทุนมักจะชอบหุ้นบริษัทเล็กๆ บริษัทที่ราคาหุ้นอาจจะต่ำบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในตลาด mai (อาจจะไม่เสมอไป) หุ้นใน mai จัดเป็นหุ้นบริษัทขนาดเล็กหรือขนาด SME ที่มีทุนจดทะเบียนไม่สูงนัก บริษัทมักจะมีโอกาสทางด้านการเติบโตสูง ทำให้ราคาหุ้นหวือหวาน่าสนใจ

mai

แต่หากเรามองในภาพรวม หุ้นใน Mai ให้ผลตอบแทนน้อยกว่าใน SET มาก ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาทำผลตอบแทนได้เพียง 3.7% เท่านั้น หากเทียบกับหุ้นขนาดใหญ่ขึ้นผลตอบแทนจากเงินปันผลก็น้อยกว่า และหากมองที่ P/E แล้วสูงกว่า 61.39 เท่าเลยทีเดียว ผมคิดว่าน่าจะมาจากผลกำไรบริษัทใน Mai ส่วนใหญ่ออกมาไม่ดีนัก จึงทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นได้น้อยกว่าบริษัทขนาดใหญ่แต่กำไรดี

ใครที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้อาจจะนึกว่าหุ้นใน SET ให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นใน Mai ดังนั้น ไม่ควรลงทุนในหุ้น Mai ต้องบอกว่าผิดทีเดียวครับ เพราะหุ้นบางตัวใน Mai ผลตอบแทนจากราคาหุ้นดีมาก และส่วนตัวผู้เขียนเองแล้วชอบและลงทุนในหุ้น Mai มากกว่า SET เสียอีก แต่มันจะมีหุ้นเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้นที่น่าลงทุน และผลตอบแทนมหาศาล เพียงแต่นักลงทุนส่วนใหญ่อาจจะมองไม่เห็นก็เท่านั้น

ดัชนีคือภาพใหญ่ เพราะมันเฉลี่ยจากหุ้นโดยรวม แต่กำไรจากหุ้นจะมาจากการคัดกรองเลือกหุ้นที่นักลงทุนขยันทำการบ้านเท่านั้นถึงจะนำเงินออกจากตลาดได้ ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ โดยเฉพาะในตลาดหุ้น ที่นักลงทุนต้องรู้ให้เท่านั้นเกมส์ทั้งของรายใหญ่ และสถาบันการเงิน และกองทุนต่างๆ จะได้รู้ว่าเราควรจะเล่นแบบไหนถึงจะได้เปรียบและสามารถทำกำไรจากตลาดหุ้นได้ในระยะยาว อย่างยั่งยืน ไม่ใช่ได้แบบฉาบฉวย ได้ไวแต่เสียไปหมด อันนี้ก็ไม่ดี

 

ช่วงนี้หุ้นขึ้นเยอะมาก ขอให้ทุกท่านใช้สติในการเลือกตัดสินใจลงทุนนะครับ