Traderบทความโตโร่สอนเล่นหุ้น มือใหม่

เรียนการดูหุ้น สำหรับเทรดเดอร์

บทความเขียนโดย

 

วันนี้ผมอยากจะสอนเทรดเดอร์ มือใหม่ รวมถึงมือเก่าๆ ให้รู้จักถึงการอ่านคำสั่งซื้อขายหุ้น หรือ ภาษาเทคนิคเรียกว่า Bid/Offer หรือ ที่เป็นทางการขึ้นอีกก็จะเรียกว่า “Order Book” มันคือ ความหมายเดียวกัน

 

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยใช้ระบบแบบ Order Driven คือ จะมีการส่งคำสั่งซื้อขายเข้าไปในระบบและจับคู่คำสั่งตามลำดับราคา และเวลา แตกต่างจากระบบเทรดของอเมริกาเช่นตลาดหุ้น New York (NYSE) ที่จะเป็นแบบ Quote Driven ซึ่งจะมี Market Maker หรือ Dealer คอยส่งราคา Best Bid/Best Offer ให้เท่านั้น ผมจะขอลงรายละเอียดเฉพาะระบบหุ้นไทยนะครับ เพราะ เป็นอะไรที่เราใช้งานกันทุกวัน

 

หน้าจอด้านล่างคือ ราคาหุ้น AH เป็นหุ้นของบริษัท อาปิโก ไฮเทค จำกัด (มหาชน) ทำธุรกิจเกี่ยวกับผลิตชิ้นส่วนอะไรรถยนต์ หน้าจอ Quote หรือ การดูราคาหุ้นจะเป็นดังต่อไปนี้ อันนี้เป็นหน้าจอจากโปรแกรม Steamming ที่ทุกโบรคเกอร์ก็จะสามารถเข้าใช้งานได้อยู่แล้ว

 

 

AH คือ ชื่อย่อหุ้น ส่วน 33 ที่เราเห็นตรงมุมขวา คือ ราคาซื้อขายล่าสุดของหุ้นตัวนี้ +0.25 คือ ราคาเพิ่มขึ้น 25 สตางค์ เทียบจากราคาปิดวันก่อนหน้า (+0.76%) คือ ราคาหุ้นเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น 0.76% เทียบกับราคาปิดวันก่อนหน้า อันนี้ดูง่ายๆ ไม่มีปัญหาอะไร สิ่งที่ผมอยากให้เทรดเดอร์ หรือ นักลงทุนเข้าใจวันนี้ก็คือ Order book หรือ Bid Offer เพราะ ตรงนี้เองจะเป็นกลไกที่ตลาดหุ้นใช้ในการจับคู่คำสั่งซื้อขาย มันจะมีหลายคำศัพท์ และ หลายสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจเพื่อให้การเทรดของท่านมีประสิทธิภาพมากขึ้น นั่นจะส่งผลให้กำไรสูงขึ้นนั่นเอง

 

Volume = ปริมาณหุ้น ที่มีการเสนอซื้อ หรือ เสนอขาย

Bids = ราคาหุ้น ที่มีคนเสนอซื้อ

Offers = ราคาหุ้น ที่มีคนเสนอขาย

 

ระบบของตลาดจะเรียงลำดับราคา โดยให้ราคาสูงสุดที่มีคนเสนอซื้ออยู่ด้านบน ในที่นี้เราจะพบว่าราคา 33.00 คือ ราคาเสนอซื้อที่ดีสุด หากมองด้านซ้ายของราคาจะเห็นเลข 12,400 นั่นคือ จำนวนหุ้นที่มีคนอยากซื้อ ต้องบอกว่าจำนวนหุ้นนี้ไม่ได้มาจากนักลงทุนคนเดียว มันอาจจะมาจากหลายๆ คนซึ่งจะเป็นใครก็ได้ ทั้งกองทุน สถาบัน ต่างชาติ นักลงทุนในห้องค้า หรือ นักลงทุนที่เทรดตามร้านกาแฟ ระบบของตลาดหลักทรัพย์จะนำมาสรุปเป็นจำนวนรวม ซึ่งใครส่งคำสั่งเข้าไปก่อนก็จะได้คิวก่อน

 

มองฝั่ง Bid ราคา 32.75 บาท จะพบว่าราคาลดต่ำลงก็จะอยู่ลำดับสอง จำนวนหุ้น 35,200 คือ จำนวนหุ้นที่มีคนเสนอซื้อที่ราคา 32.75 คนกลุ่มนี้จะซื้อหุ้นได้ก็ต่อเมื่อคนที่รอซื้อ 33 บาท ซื้อได้หมดแล้ว ราคาหุ้น 32.75 จะถูกเลื่อนขึ้นไปเป็นอันดับแรกในระบบทันที ตัวเลขก็จะกระพริบและเปลี่ยนไปตลอดเวลาที่มีการเทรด

 

ตอนนี้เราจะไปดูฝั่ง Offer หรือ ฝั่งคนอยากขายหุ้นบ้าง ราคาขายที่ต่ำที่สุด คือ 33.25 บาท จำนวนหุ้น คือ 16,500 และคนที่ขายในราคาสูงขึ้นไปก็จะเรียงตามคิวเหมือนกัน

 

Bid 33.00 ส่วน Offer 33.25 เราจะพบว่า Spread หรือช่วงห่างคือ 0.25 ตรงนี้เป็นกฏของทางตลาดหลักทรัพย์เอง ดังตารางที่อยู่ด้านล่าง

หุ้น AH ราคา 33 บาท ต่อหุ้น ตกในช่วงราคา 25 – 100 ดังนั้น Spread หรือ ช่วงราคาจึงเป็น 0.25 บาท ตามตาราง อย่างนั้นเองนะครับ เพราะ ฉะนั้น นักลงทุนก็ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมต้องตั้งแบบนี้ ตั้งแปลกกว่านี้ได้มั้ย ไม่ได้นะครับ อันนี้คือ step ราคาหุ้นบ้านเราส่วนใหญ่จะเป็นแบบนี้

 

ระดับราคา
ช่วงราคา
(เริ่มใช้ตั้งแต่ 30 มีนาคม 2552 เป็นต้นไป)
ต่ำกว่า 2 บาท
0.01 บาท
ตั้งแต่ 2 บาท แต่ต่ำกว่า 5 บาท
0.02 บาท
ตั้งแต่ 5 บาท แต่ต่ำกว่า 10 บาท
0.05 บาท
ตั้งแต่ 10 บาท แต่ต่ำกว่า 25 บาท
0.10 บาท
ตั้งแต่ 25 บาท แต่ต่ำกว่า 100 บาท
0.25 บาท
ตั้งแต่ 100 บาท แต่ต่ำกว่า 200 บาท
0.50 บาท
ตั้งแต่ 200 บาท แต่ต่ำกว่า 400 บาท
1.00 บาท
ตั้งแต่ 400 บาทขึ้นไป
2.00 บาท

 

เรื่องที่คุณอาจสนใจ  เล่นหุ้นเป็นอาชีพ มันคล้ายการทำเหมือง

อย่างไรก็ตาม สำหรับหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำ Bid / Offer ราคาอาจจะมีช่องว่างที่ห่างกันมากก็ได้ ก่อนที่จะแสดงให้ดูว่ามันคืออะไร ต้องอธิบายก่อนว่าสภาพคล่องคืออะไร

 

สภาพคล่อง หรือ Liquidity ของหุ้น คือ สภาพที่นักลงทุนอยากขายหุ้นก็ขายง่าย อยากซื้อก็ซื้อได้ง่าย ภาษาบ้านๆ คือ อยากซื้อเมื่อไหร่ก็ซื้อได้ อยากขายเมื่อไหร่ก็ขายได้

 

หุ้นบางตัวสภาพคล่องต่ำมาก เช่น RAM บริษัท โรงพยาบาลรามคำแหง จำกัด (มหาชน)

หากเราดู Bid Offer จะพบช่วงห่างของราคาคือ 10 บาท แต่ปริมาณหุ้น หรือ Volume ซื้อขาย แทบจะไม่มีเลย เป็นต้น หมายความว่าถ้านักลงทุนอยากซื้อหุ้น RAM สัก 3,000 หุ้น ก็อาจจะซื้อได้ไม่ครบในวันนั้น

 

ตัวอย่างของหุ้น PTT บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) คือ หุ้นที่มีสภาพคล่อง ทุกระดับราคามี Volume และช่วงห่างราคาหรือ Spread คือ 2 บาท ตามตารางของตลาดหลักทรัพย์ข้างบน

 

นักเทรดจึงเลือกเทรดเฉพาะหุ้นที่มีสภาพคล่องเท่านั้น หุ้นที่ขาดสภาพคล่อง หรือ สภาพคล่องน้อยๆ นักเทรดก็มักจะหลีกเลี่ยงเนื่องจากเข้าหรือออกจากหุ้นตัวนั้นทำได้ยาก ยิ่งมีเงินลงทุนมากๆ แล้ว การเข้าซื้อหรือขายหุ้นที่สภาพคล่องน้อย อาจจะส่งผลให้ราคาหุ้นเปลี่ยนแปลงขึ้นลงไปมากในวันนั้น

 

ในตลาดหุ้นคนที่เทรดเองก็มีหลากหลายแบบ คนที่ส่งคำสั่งเข้าไปโดยใส่ราคา Bid หรือ Offer ด้วยการระบุราคาหุ้น ภาษาทางการหน่อยเรียกว่าส่ง Limit Order คือ ระบุราคาจำกัดเอาไว้ คำสั่งซื้อ หรือ ขายก็จะถูกส่งผ่านโบรคเกอร์เข้าไปยังตลาดหลักทรัพย์ และทุกคนก็จะเห็น Bid Offer ตามรูปตัวอย่าง จำนวนหุ้นเหล่านั้นเป็นไปได้ว่าอาจจะมาจากคำสั่งซื้อขายของ Market Maker หรือคนที่คอยดูแลสภาพคล่องของหุ้นตัวนั้นก็เป็นได้

 

คนที่ใจร้อนหน่อย หรือคนที่ส่งคำสั่งเข้าไปแล้ว match ทันทีส่วนใหญ่จะใช้คำสั่ง Market Price Order คือ ซื้อให้ครบจำนวนหุ้นที่ต้องการโดยหาราคาที่ดีที่สุด ณ ขณะนั้น ส่วนใหญ่ก็จะเป็นราคา Offer ช่องแรก หากจำนวนหุ้นไม่พอก็จะไปซื้อที่ราคาสูงขึ้น

 

ตัวอย่างด้านล่าง คือ การระบุชนิดของ Order หรือ ชนิดของคำสั่งซื้อขายหุ้น จะมี 2 แบบ

  1. Limit Order คือ order ปกติที่เราส่งไปซื้อขาย
  2. Market Order (MP) คนใจร้อนก็สามารถเลือก MP เพื่อจับคู่ราคาทันทีในตลาดโดยไม่ต้องรอ

จะมีคำสั่งพิเศษอีกแบบคือ ATO/ATC คือ ซื้อหุ้นตามจำนวนโดยไม่ระบุราคาหุ้น ณ ราคาตอนเปิดตลาด หรือ ตอนปิดตลาด

 

คำสั่งที่แตกต่างกันเหล่านั้น เทรดเดอร์ควรจะรู้ถึงความแตกต่างให้ดี เพราะ จะได้สามารถส่งคำสั่งที่เหมาะสมกับความต้องการของตนเองได้ เพื่อให้การเทรดมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นและคล่องตัวมากขึ้น

 

รายละเอียดยังมีอีกมากครับ แล้วผมจะทยอยเขียนมาให้สำหรับผู้ที่ต้องการเรียนการดูหุ้นด้วยตนเองนะครับ หรือ ท่านใดสนใจอบรมกับทางสถาบันเพิ่มเติมสามารถติดต่อ 082-492-7166 หรือ คลิ๊กที่นี่ครับ