บทความโตโร่

เล่นหุ้นแบงค์ใหญ่ ตัวไหนเจ็บสุด

บทความเขียนโดย

 

วันนี้ได้ทำวิจัยเกี่ยวกับราคาหุ้นธนาคารขนาดใหญ่หลายตัว เลยอยากจะนำข้อมูลบางส่วนมาให้นักลงทุน หรือเทรดเดอร์ หรือใครก็แล้วแต่ที่กำลังสนใจเล่นหุ้น ได้นำข้อมูลไปประกอบการตัดสินใจ

 

หุ้นที่ผมนำมาให้ดูประกอบไปด้วย BBL, KBANK, SCB, และ KTB ซึ่งเป็นธนาคารที่ทุกท่านล้วนแล้วแต่เคยใช้บริการกันแล้วทั้งนั้น

  • BBL หุ้นธนาคารกรุงเทพ กราฟเส้นสีน้ำเงิน
  • KBANK หุ้นธนาคารกสิกรไทย กราฟเส้นสีส้ม
  • SCB หุ้นธนาคารไทยพาณิชย์ กราฟเส้นสีแดง
  • KTB หุ้นธนาคารกรุงไทย กราฟเส้นสีเขียว

ธนาคารเหล่านี้เป็นธนาคารที่อยู่คู่ประเทศมาช้านาน ผ่านประสบการณ์ปี 40 หรือปีที่สถาบันการเงินเกือบสี่สิบแห่งล้มหายตายจากไป จนเหลือธนาครเท่าที่เห็นใจปัจจุบัน

ผมได้นำเอาข้อมูลการซื้อขายหุ้นตั้งแต่ปี 1986 จนถึงปีล่าสุด 2017 มาให้ดู เพื่อจะได้ทราบถึงวัฎจักร ความเป็นมาเป็นไปในอดีตจนถึงปัจจุบัน มันจะทำให้เราเห็นถึงความรุ่งโรจน์ในอดีต และ ความหายนะ ในบางช่วงเวลา เมื่อกาลเวลาผ่านไป คนในปัจจุบันอาจจะได้เรียนรู้บางอย่างจากข้อมูลในอดีต เพื่อป้องกันไม่ให้ซ้ำรอยเดิม

 

กราฟข้างต้นแสดงถึงความรุ่งเรืองจนถึงขีดสุดของตลาดหุ้นไทยก่อนปี 40 ขณะนั้นตลาดหุ้นได้ขึ้นไปทดสอบระดับ 1,700 จุด สูงที่สุดตั้งแต่ตั้งตลาดหุ้นไทยมา เนื่องจากรัฐบาลในขณะนั้น นำโดย พลเอก ชาติชาย ที่ต้องการเป็นเสือในอาเซียน มีการลงทุนขนาดใหญ่มากมายมหาศาล กู้เงินต่างประเทศเข้ามาลงทุนกันมือเติบ หากมองธุรกิจทั้งภาครัฐและเอกชนขณะนั้น ทุกคนต่างมองถึงความรุ่งโรจน์อย่างฉุดไม่อยู่

 

อย่างไรก็ตาม สูงสุด อาจจะคืนสู่สามัญได้ หากรากฐานไม่มั่นคง ช่วงปี 40 พลเอก ชวลิต ได้ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท จาก 50 หรือ 25 บาทในช่วงข้ามคืน ทำให้ทุกคนที่ยืมเงินในประเทศหน้ามืด จากหนี้ล้าน กลายเป็น สองล้านในทันที แน่นอนดอกเบี้ย พุ่งขึ้นเท่าตัว เศรษฐกิจในประเทศชะงักงันตามมา

 

หลายคนอาจจะเคยเห็น หรือ เคยได้ยินข่าว คนฆ่าตัวตาย เนื่องจากตลาดหุ้นดิ่งเหว เพราะหลังจากปี 40 จะพบว่าราคาหุ้นดิ่งเหว กันทุกตัว รวมถึงหุ้นธนาคารที่ท่านกำลังดูกราฟอยู่ด้านบน ราคาหุ้นถอยกลับลงมาเกือบเท่าเดิม เหมือนเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่ ช่วงนั้นหากใครได้ช้อนซื้อหุ้นเอาไว้ ในยามที่ทุกอย่างดูสิ้นหวัง ก็จะเป็นเศรษฐีในปัจจุบัน ดังที่ท่านจะได้พบกับกูรูหุ้นมากมาย ที่หากผ่านช่วงนั้นมาได้ และได้ช้อนของถูกไว้เต็มพอร์ต ทุกวันนี้ก็ได้แต่เสพสุขกับผลตอบแทนมหาศาล เพราะหากท่านดูกราฟหุ้นธนาคารเหล่านี้ได้ดีดกลับมาเกือบจุดสูงสุดเดิมในปี 2017 นี้

 

ที่ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพราะตอนนี้ดัชนีหุ้นไทยกลับมาปิดที่ 1635 จุด อีกเพียง 65 จุด ก็จะเท่าจุดสูงสุดเดิม คือ 1700 จุด เมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว ราคาหุ้นต่างๆ ล้วนวิ่งกันฝุ่นตลบ อย่างไรก็ตาม เมื่อ 20 ปีที่แล้วกับวันนี้ หลายอย่างแตกต่างกันมาก เศรษฐกิจของประเทศไม่ได้อ่อนแอ หรือเกิดฟองสบู่ อย่างที่เคยเกิดขึ้น ดังนั้น การที่จะคาดหวังให้ตลาด Crash หรือ ตกต่ำอีกรอบเหมือน 20 ปีก่อนอาจจะเป็นไปได้ยาก

 

นักลงทุนควรจะใช้เหตุและผลในการคิดวิเคราะห์และเลือกตัดสินใจลงทุนในหุ้น ต่างๆ อย่างมีเหตุมีผล จากกราฟหุ้นธนาคารข้างต้นเราจะพบว่าหุ้นที่มีผลตอบแทนแย่ที่สุดคือ KTB เพราะ หากเทียบกับหุ้นใน Sector เดียวกันแล้วหุ้นตัวนี้ราคาหุ้นแทบจะเรียกว่าไม่ปรับขึ้นเลยถึงแม้หุ้นตัวอื่นราคาหุ้นจะวิ่งกันมาก แต่ KTB ราคายังคงอยู่ที่เดิม มีเหตุปัจจัยหลายอย่าง แต่ผมขอไม่พูดดีกว่าครับ

 

จากรูปด้านบน หากท่านลงทุน 1 บาทในหุ้นธนาคารต่างๆ ตัั้งแต่ประมาณปี 1986 และถือหุ้นมาถึงปี 2017 จะเห็นว่าเงิน 1 บาทเติบโตขึ้นเป็นเท่าไหร่บ้าง

  • KBANK ประมาณ 15 บาท
  • SCB ราว 9 บาท
  • BBL ราว 9 บาท
  • KTB ราว 1.5 บาท

(ทั้งนี้ไม่นับรวมเงินปันผลที่บริษัทจ่ายในแต่ละปีนะครับ)

 

สรุปก็คือ หากจะเล่นหุ้น แล้วอยากมีกำไรมากๆ ในระยะยาว ควรหลีกเหลี่ยงหุ้น KTB เนื่องจากผลประกอบการณ์ และ ผลตอบแทนจากราคาหุ้นแทบจะไม่ได้ดีไปกว่าการไม่เล่นหุ้นเสียเลยด้วยซ้ำ

 

ข้อมูลตรงนี้สรุปมาจากข้อเท็จจริงด้านราคาหุ้นตัั้งแต่เข้ามาเทรดในตลาด จนถึงปีปัจจุบัน ดังนั้น ท่านพอจะเห็นภาพอนาคตของหุ้นธนาคารหรือยังครับ