Aug
27/10
SSE บริษัท ซันไชน์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
Last Updated on Friday, 27 August 2010 06:30
Written by admin
Friday, 27 August 2010 05:29

แรกเริ่มประกอบธุรกิจขายเช่าซื้อยี่ห้อ “ไดสตาร์” ประเภทเครื่องใช้ภายในบ้าน เครื่องใช้สำนักงาน รถจักรยานยนต์ และอื่นๆ พร้อมบริการก่อนและหลังการขายถึงบ้าน อาทิ บริการจัดส่งสินค้า บริการเก็บค่างวดเช่าซื้อ และบริการซ่อมแซมสินค้า เป็นต้น ให้แก่กลุ่มลูกค้ารายย่อยที่อาศัยอยู่นอกเขตเทศบาลในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ และได้ขยายการดำเนินธุรกิจขายและให้เช่าซื้อรถยนต์ซึ่งส่วนใหญเป็นรถรับจ้างสาธารณะ (รถแท็กซี่)

ต่อมาในปี 2549 การดำเนินธุรกิจทางด้านเช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าของบริษัทลดลงอย่างมาก เนื่องมาจากภาวการณ์ชะลอตัวของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า ในขณะเดียวกันบริษัทต้องมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสูงขึ้น อันสืบเนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องและต้นทุนในการตรวจสอบคุณภาพของลูกหนี้และการติดตามหนี้เพิ่มขึ้น

ต้นปี 2550  บริษัทได้มีนโยบายหยุดการให้สินเชื่อเช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า   และ สินเชื่อรถรับจ้างสาธารณะ เนื่องจากพอร์ตดังกล่าวมีมูลค่าลดลง  ไม่คุ้มต่อค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ เนื่องด้วยการปล่อยสินเชื่อเกี่ยวกับรถยนต์หรือรถรับจ้างสาธารณะนั้น ต้องใช้เงินทุนที่ค่อนข้างสูง หากพอร์ตสินเชื่อไม่ใหญ่พอ จะไม่คุ้มต่อค่าใช้จ่าย

ปัจจุบันบริษัทมีรายได้จากการเก็บชำระหนี้จากพอร์ตลูกหนี้เช่าซื้อเดิม ทำให้บริษัทมีเงินสดจากการเก็บเงินของลูกหนี้นำไปลงทุนในธุรกิจอื่นได้ บริษัทได้นำเงินลงทุนในบริษัทต่างๆที่บริษัทพิจารณาว่ามีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ

ในปี 2552 บริษัทได้มีการปรับปรุงโครงสร้างภายใน เพื่อให้การดำเนินงานของธุรกิจเดิมและที่บริษัทได้ลงทุนเพิ่มมีประสิทธิภาพในการติดตามหนี้ และปรับปรุงให้มีความคล่องตัวขึ้น อีกทั้งได้มีการพิจารณาการลงทุนในธุรกิจใหม่ แต่เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก และสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ ฝ่ายจัดการจึงต้องพิจารณาการลงทุนในธุรกิจใหม่ด้วยความระมัดระวัง การดำเนินงานในปี 2552 บริษัทจึงมุ่งเน้นการปรับปรุงระบบงานภายใน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลโดยรวมในระยะยาว

ภาพรวมการประกอบธุรกิจ

ธุรกิจขายเช่าซื้อ

บริษัทดำเนินธุรกิจขายเช่าซื้อสินค้ายี่ห้อ “ไดสตาร์” ประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เครื่องใช้สำนักงาน รถจักรยานยนต์ และอื่นๆ พร้อมบริการก่อนและหลังการขายถึงบ้านให้แก่กลุ่มลูกค้ารายย่อยระดับกลาง-ล่างที่อาศัยอยู่นอกเขตเทศบาลในจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ โดยบริษัท มีรูปแบบการขายเช่าซื้อ 2 วิธี คือ

1. การขายเช่าซื้อผ่านสาขาของบริษัท : บริษัท ดำเนินการขายเช่าซื้อให้แก่ลูกค้ารายย่อยโดยพนักงานของบริษัท

2. การขายเช่าซื้อผ่านตัวแทนขายเช่าซื้อ : บริษัท ดำเนินการขายเช่าซื้อให้แก่ตัวแทนขายเช่าซื้อ (ตัวแทนฯ)
ในราคาที่ถูกกว่าและระยะเวลาการผ่อนชำระที่สั้นกว่าการขายเช่าซื้อโดยตรงให้แก่ลูกค้ารายย่อย ซึ่งตัวแทนฯ เหล่านี้จะนำสินค้าดังกล่าวไปจำหน่ายต่อทั้งในรูปแบบเงินสดและขายเช่าซื้อให้แก่กลุ่มลูกค้าของตัวแทนรายนั้นฯ ต่อไป

ในขั้นตอนการขายเช่าซื้อผลิตภัณฑ์นั้น บริษัทจะซื้อสินค้าจากผู้ผลิต คือ บริษัท ไดสตาร์ อิเลคทริก คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เพื่อนำมาขายเช่าซื้อให้แก่ผู้บริโภคและตัวแทนฯ ด้วยนโยบายการขายเช่าซื้อแบบการเข้าถึงตัวลูกค้า

กรณีขายผ่านสาขานั้น บริษัท จะนำสินค้าและบริการจากสาขาไปขายให้ลูกค้ายังที่พักอาศัย ซึ่งบริการรวมถึง บริการแลกสินค้าเก่าเพื่อชำระเงินดาวน์สินค้าเช่าซื้อใหม่ บริการส่งสินค้าพร้อมติดตั้ง บริการรับชำระเงินดาวน์และค่างวดเช่าซื้อ บริการซ่อมสินค้า สำหรับตัวแทนนั้น บริษัท พิจารณาให้เช่าซื้อในราคาและเทอมการผ่อนชำระที่พิเศษกว่าลูกค้าเช่าซื้อปกติ เนื่องจากมียอดการซื้อสินค้าต่อเดือนที่ค่อนข้างสูงและสม่ำเสมอ อีกทั้งบริษัทให้บริการการจัดส่งสินค้า ณ ที่ทำการของตัวแทนฯ รวมทั้งรับประกันและซ่อมแซมสินค้าเหมือนลูกค้าเช่าซื้อรายย่อยทั่วไป

ในปี 2549 การดำเนินธุรกิจทางด้านเช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าของบริษัทลดลงอย่างมาก เนื่องมาจากภาวการณ์ชะลอตัวของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมทั้งการประสบปัญหาการปรับราคาจำหน่ายลดลงของเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ในขณะเดียวกันบริษัท ต้องมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสูงขึ้น อันสืบเนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องและคุณภาพของลูกหนี้ บริษัท จึงมีนโยบายชะลอตัวในธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าจนถึงเดือนธันวาคม 2549 บริษัท แทบจะหยุดธุรกิจด้านนี้แล้ว

ในส่วนของรถแท็กซี่ บริษัท ได้หยุดปล่อยสินเชื่อการให้เช่าซื้อรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2550   เนื่องจากพอร์ตรถแท็กซี่ของบริษัท  ปัจจุบันมีมูลค่าน้อย ไม่คุ้มต่อค่าใช้จ่ายในการดำเนินการซึ่งการปล่อยสินเชื่อเกี่ยวกับรถยนต์หรือรถแท็กซี่นั้น ต้องใช้เงินทุนที่ค่อนข้างสูงซึ่งหากพอร์ตสินเชื่อไม่ใหญ่พอ จะไม่คุ้มต่อค่าใช้จ่าย  โดยทางบริษัท จะเก็บเงินจากพอร์ตลูกหนี้เดิมเท่านั้น  บริษัท จะมีเงินสดจากการเก็บเงินของลูกหนี้ซึ่งจะสามารถลงทุนในธุรกิจอื่นได้โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างเครือข่ายของบริษัท ไมด้า แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) กับของบริษัทเอง ซึ่งหากการเก็บหนี้เสร็จสิ้น     บริษัท จะมีรายได้เพียง     เงินปันผลรับจากธุรกิจที่บริษัทลงทุนเท่านั้น

ธุรกิจการลงทุนและการพัฒนา สรรหาธุรกิจหลัก

1. บริษัท เจ.อาร์.ดีล จำกัด (“เจ.อาร์.ดีล”) (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท อควา คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน))

ในเดือนมีนาคม 2550 บริษัท ได้ลงทุนในบริษัท เจ.อาร์.ดีล จำกัด (“เจ.อาร์.ดีล”) (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท   อควา คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน))    ในสัดส่วนร้อยละ 50 โดยการซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ เจ.อาร์.ดีล จำนวน 1,500,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 100 บาท มูลค่าเงินลงทุน 150,000,000 บาท โดยมีนายยุวพล พรประทานเวช และนางจริยา นักสอน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมของ เจ.อาร์.ดีล ถือหุ้นในบริษัท เจ.อาร์.ดีล จำกัด อีกร้อยละ 50 นายยุวพล พรประทานเวช และนางจริยา  นักสอน เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท เจ.อาร์.ดีล จำกัด ในเดือนธันวาคม 2543 และมีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์ในธุรกิจสื่อป้ายโฆษณาเป็นเวลานาน ทั้งนี้ บริษัท เจ. อาร์. ดีล จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2543 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 1 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบธุรกิจให้บริการเช่าพื้นที่และรับจ้างผลิตสื่อป้ายโฆษณาและบันเทิง โดยมุ่งเน้นงานโฆษณาที่ใช้สื่อป้ายโฆษณาภายนอกที่อยู่อาศัย (Out of Home Media) ซึ่งสินค้าหลักของบริษัทคือสื่อป้ายโฆษณาประเภท Billboard

ณ วันที่ 23 กรกฎาคม 2550  บริษัท เจ.อาร์.ดีล จำกัด จดทะเบียนเพิ่มทุนจำนวน 16 ล้านบาท จากทุนเดิม 300 ล้านบาท เป็นทุนใหม่ 316 ล้านบาท เนื่องจากผู้ถือหุ้นเดิม คือ กลุ่มนายยุวพล พรประทานเวช และบริษัทได้สละสิทธิ และนำหุ้นสามัญ จำนวน 160,000 หุ้น ๆ ละ 100 บาท ขายให้กับนายอธิปัตย์ เนียมอำพัน และนำเงินที่ได้จากการเพิ่มทุนจำนวน 16 ล้านบาท เพื่อชำระค่าซื้อทรัพย์สินประเภทโครงป้ายโฆษณา และสิทธิการเช่าที่ดินในราคา 16 ล้านบาท รวมทั้งนายอธิปัตย์ เนียมอำพัน เป็นบุคคลที่มีประสบการณ์ทางด้านสื่อโฆษณา ทำให้ ปัจจุบัน บริษัท เจ.อาร์.ดีล จำกัด มีทุนจดทะเบียนเพิ่มขึ้นเป็น 316 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญ 3.16  ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท ต่อมา ณ วันที่ 28 กันยายน 2550 บริษัท จดทะเบียนเพิ่มทุนอีกจำนวน 23.20 ล้านบาท จากทุนเดิม 316 ล้านบาทเป็นทุนใหม่ 339.20 ล้านบาท ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของบริษัท ใน เจ.อาร์.ดีล ลดลงเหลือร้อยละ 44.22 เนื่องจากผู้ถือหุ้นเดิม คือ กลุ่มนายยุวพล พรประทานเวช, นายอธิปัตย์ เนียมอำพัน และบริษัท ได้สละสิทธิและนำหุ้นสามัญ จำนวน 232,000 หุ้น ๆ ละ 100 บาท ขายให้กับ นายชัยรัตน์ ศรีวิริยานนท์ จำนวน 200,000 หุ้น และ          นายกมลพรรธน์ เมฆวรวุฒิ จำนวน 32,000 หุ้น โดยทั้ง 2 ท่านนี้เป็นเจ้าของทรัพย์สินโครงป้ายโฆษณา และเป็นโครงป้ายโฆษณาที่มีรายได้อยู่แล้ว รวมจำนวน 18 โครง ซึ่งได้ตกลงราคาซื้อขายทรัพย์สินดังกล่าวกันในราคา 23,200,000 บาท ซึ่งเป็นราคาทุน    ไม่มี Premium รวมทั้งนายชัยรัตน์ ศรีวิริยานนท์ และนายกมลพรรธน์  เมฆวรวุฒิ เป็นบุคคลที่มีประสบการณ์ทางด้านสื่อโฆษณา  และเมื่อวันที่ 16 มกราคม  2551 สัดส่วนการถือหุ้นในบริษัท เจ.อาร์.ดีล จำกัด  ลดลงเหลือ 38.64% เนื่องจากบริษัทได้ขายหุ้นในบริษัท  เจ.อาร์.ดีล  จำกัด ให้บริษัท ไมด้า แอสเซ็ท จำกัด(มหาชน) จำนวน 189,400  หุ้นในราคาหุ้นละ 105.59 บาท เป็นจำนวนเงิน 19.99 ล้านบาท

ที่ผ่านมาบริษัท เจ.อาร์.ดีล จำกัด ได้มีการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยขยายธุรกิจครอบคลุมไปถึงธุรกิจสื่อโฆษณาทางโทรทัศน์ และธุรกิจการโฆษณาประชาสัมพันธ์การตลาด ปัจจุบันมีบริษัทย่อยรวม 5 แห่ง คือ

1. บริษัท อควา พอยท์ จำกัด ให้บริการสื่อโฆษณาภายในอาคาร และป้ายขนาดเล็ก

2. บริษัท แอ็ด โซไซตี้ จำกัด ให้บริการสื่อโฆษณากลางแจ้ง

3. บริษัท อควา มีเดีย 360 จำกัด  (เดิมชื่อ บริษัท อควา  เทเลวิชั่น จำกัด )ดำเนินธุรกิจผลิตรายการโทรทัศน์ และขายเวลาโฆษณาทางโทรทัศน์

4. บริษัท อควา คอมมูนิเคชั่น  จำกัด  (เดิมชื่อ บริษัท อควา ออร์กาไนซ์ จำกัด)ดำเนินธุรกิจด้านการประชาสัมพันธ์ สื่อสารการตลาด และกิจกรรมส่งเสริมการตลาด

5. บริษัท มีเดีย คาเฟ่ จำกัด ดำเนินธุรกิจบริหารเวลาสื่อโฆษณาทางทีวี และผลิตรายการโทรทัศน์

กลุ่มบริษัท เจ.อาร์.ดีล จำกัด มีผลประกอบการที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง รายได้รวมระหว่างปี 2549 – 2552 มีมูลค่า  137.00, 185.26 , 278.66 ล้านบาท และ 256.16  ล้านบาท  ตามลำดับ ด้วยศักยภาพของบริษัท เจ.อาร์.ดีล จำกัด ซึ่งมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีความพร้อมในการระดมทุนได้ด้วยตนเอง บริษัท เจ.อาร์.ดีล จำกัด จึงมีแผนที่จะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

บริษัท เจ.อาร์.ดีล จำกัด ได้ดำเนินการแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท อควา               คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แล้ว เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2552 และอยู่ระหว่างเตรียมตัวเพื่อขออนุญาตเสนอขายหุ้นจากสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. และนำหุ้นของบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

นอกจากนี้ บริษัทกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาลงทุน หรือดำเนินธุรกิจอื่นเพิ่มเติมอีก เนื่องจากอีกประมาณ 2 ปี         ข้างหน้าหลังจากการเก็บหนี้จากลูกหนี้เสร็จสิ้น บริษัทจะมีรายได้จากเงินปันผลรับจากบริษัท อควา คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เพียงอย่างเดียว ซึ่งบริษัท อควา คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ก็ยังไม่ถือว่าเป็นธุรกิจหลักของบริษัท เพราะบริษัทถือหุ้นในบริษัท อควา คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) น้อยกว่าร้อยละ 75 ของทุนชำระแล้วของบริษัท อควา คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

2. บริษัท ไอ เอ็ม ซี ซี จำกัด  ธุรกิจหลักในการนำเข้าและจำหน่ายรถไฟฟ้าเอนกประสงค์  รถจักรยานยนต์สี่ล้อ (เอทีวี) อะไหล่และอื่นๆ

ในวันที่ 8  กุมภาพันธ์  2551  บริษัทได้ลงทุนระยะยาวในบริษัท ไอ เอ็ม ซี ซี จำกัด  ซึ่งมีทุนจดทะเบียนและเรียกชำระแล้ว   317,000,000 บาท โดยการซื้อหุ้นสามัญ  จำนวน  150,000 หุ้นราคาหุ้นละ  250 บาท มูลค่าเงินลงทุน  37,500,000  บาท   คิดเป็นสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 4.73

3. บริษัท สไมล์ คัฟเฟ่ จำกัด  ธุรกิจกาแฟ

บริษัทได้จัดตั้งบริษัท สไมล์ คัฟเฟ่ จำกัด โดยมีทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท ชำระแล้ว 22.20 ล้านบาท โดยบริษัทถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 80 ร่วมกับผู้บริหารของสไมล์ คัฟเฟ่ ในสัดส่วนที่เหลือร้อยละ 20 เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายกาแฟคั่วบดซึ่งประกอบด้วยธุรกิจหลัก ดังนี้

  • ผลิตและจำหน่ายกาแฟคั่วบด โดยจะมีการจัดตั้งโรงงานคั่วบดเมล็ดกาแฟ เพื่อจำหน่ายให้แก่กลุ่มลูกค้า เช่น ร้านกาแฟ ร้านอาหาร โรงแรม และร้านค้าทั่วไป
  • จำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจร้านกาแฟ เช่น เครื่องชงกาแฟ เครื่องบดกาแฟ  และอุปกรณ์อื่น ๆ สำหรับร้านกาแฟ ให้แก่กลุ่มผู้ดำเนินธุรกิจร้านกาแฟ และลูกค้าที่สนใจที่จะเริ่มดำเนินธุรกิจร้านกาแฟ

ทั้งนี้ โรงงานคั่วบดกาแฟของสไมล์ คัฟเฟ่ ได้เปิดดำเนินงานแล้วเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2552

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ SSE ได้ที่นี่ครับ

Clip to Evernote


Leave a Reply