Mar
19/10
LEE บริษัท ลีพัฒนาผลิตภัณฑ์ จำกัด (มหาชน)
Last Updated on Sunday, 8 August 2010 08:20
Written by admin
Friday, 19 March 2010 10:30

เว็บไซด์ www.leepattana.com

นายวิสิทธิ์ ลีละศิธร ประธานกรรมการ
นายนิพนธ์ ลีละศิธร กรรมการผู้จัดการ

บริษัท ลีพัฒนาผลิตภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ( “บริษัท” )  เป็นบริษัทแม่ของกลุ่มบริษัทในเครือลีพัฒนาดำเนินธุรกิจเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์ภายใต้เครื่องหมายการค้า “ลี” “วิน” “แมกซ์” และ “โปรเกรด” และกิจการฟาร์มพ่อแม่พันธุ์ผลิตลูกไก่เนื้อ   มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ ชั้น 28  อาคารวอลล์สตรีททาวเวอร์  เลขที่  33/137  ถนนสุรวงศ์  เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร สถานที่ตั้งโรงงานผลิตอาหารสัตว์อยู่ที่ จังหวัดสระบุรีและจังหวัดเพชรบุรี มีกำลังการผลิตอาหารสัตว์รวมในปีที่ผ่านมา ประมาณ 504,000 ตันต่อปี และมีการผลิตจริงประมาณร้อยละ 60 ของอัตรา กำลังการผลิต  และกิจการฟาร์มพ่อแม่พันธุ์ผลิตลูกไก่เนื้อและไข่ไก่  ตั้งอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ และจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไข้หวัดนก  บริษัทได้หยุดการดำเนินกิจการโรงฟักลูกไก่เนื้อเป็นการชั่วคราว  ตั้งแต่เดือนตุลาคม  2547 เป็นต้นมา และปัจจุบันได้เปลี่ยนมาดำเนินกิจการฟาร์มเพาะพันธุ์ไม้ยางพารา ซึ่งอยู่ระหว่างการเริ่มต้นโครงการ

รายได้หลักของบริษัทมาจากการจำหน่ายอาหารสัตว์และกิจการฟาร์มในสัดส่วนร้อยละ 99.60 และร้อยละ 0.40 ตามลำดับโดยเป็นการจำหน่ายภายในประเทศทั้งหมด   วัตถุดิบที่ใช้ผลิตอาหารสัตว์ที่สำคัญหลัก ๆ  ได้แก่  ข้าวโพด  กากถั่วเหลือง  ปลาป่น  รำ   และปลายข้าว   ซึ่งมีสัดส่วนการใช้ประมาณร้อยละ  80  ของต้นทุนการใช้วัตถุดิบ   โดยมีสัดส่วนการใช้วัตถุดิบที่เป็นสินค้าต้องนำเข้าจากต่างประเทศประมาณร้อยละ  35  ของมูลค่า  และร้อยละ 30 ของปริมาณการใช้วัตถุดิบทั้งหมด

บริษัท ลีพัฒนาผลิตภัณฑ์ จำกัด (มหาชน)  เริ่มก่อตั้งบริษัท เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2526  ด้วยทุนจดทะเบียน เริ่มแรก จำนวน 20 ล้านบาท  โดยกลุ่มลีละศิธร   เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่   เข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2533 และได้แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด เมื่อวันที่ 7 มีนาคม  2537  ในระหว่างปี 2545 และ 2546 บริษัทได้มีการเพิ่มทุนจาก 245 ล้านบาท เป็น 490  ล้านบาทในปี 2545  และเป็น  735  ล้านบาท ในปี 2546 โดยเป็นการจ่ายหุ้นปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมทั้งสองครั้ง ทำให้อำนาจการควบคุมกิจการไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยมีโรงงานผลิตอาหารสัตว์แห่งแรกตั้งอยู่ที่อำเภอเมือง  จังหวัดนครปฐม  ต่อมาในปี  2531  และ  2533  ได้สร้างโรงงานผลิตอาหารสัตว์แห่งที่สองและไซโลอบพืช   ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี ในนามบริษัท ลีพัฒนาอาหารสัตว์ จำกัด  และบริษัท  ลีพัฒนาไซโล จำกัด  ซึ่งเป็นบริษัทย่อย  ถือหุ้นโดยบริษัท ลีพัฒนาผลิตภัณฑ์ จำกัด (มหาชน)  ในสัดส่วนร้อยละ  95 และ 99.50  ตามลำดับ  และได้รับการส่งเสริมการลงทุนทั้งสองบริษัท  และอีก  4  ปีต่อมา คือ  ในปี  2537  บริษัทได้เปิดขยายธุรกิจฟาร์มพ่อแม่พันธุ์ไก่และโรงฟักลูกไก่เพื่อผลิตลูกไก่เนื้อออกสู่ตลาดโดยได้รับส่งเสริมการลงทุนเช่นเดียวกัน โดยมีสถานที่ตั้งอยู่ที่อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์

บริษัท ลีพัฒนาอาหารสัตว์ จำกัด เป็นบริษัทย่อยดำเนินธุรกิจด้านการผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์สำเร็จรูปเช่นเดียวกับบริษัทใหญ่ ได้แก่ อาหารสุกร ไก่ เป็ด วัว ปลา และกุ้ง เป็นต้นภายใต้เครื่องหมายการค้า “ลี” “วิน” “แมกซ์” และ“โปรเกรด”รวมทั้งอาหารสัตว์เลี้ยง เช่น อาหารสุนัข เป็นต้น ภายใต้เครื่องหมายการค้า “PETTO” โดยมีโรงงานตั้งอยู่ที่จังหวัดสระบุรี

เนื่องจากโรงงานอาหารสัตว์แห่งแรกที่จังหวัดนครปฐมมีข้อจำกัดในพื้นที่ที่จะขยายโรงงาน อีกทั้งเป็นที่ดินที่เช่าจากบุคคลภายนอกด้วย จึงได้ปิดโรงงานแห่งแรกที่จังหวัดนครปฐมในปี 2539 และได้ขอส่งเสริมการลงทุนโรงงานผลิตอาหารสัตว์บกแห่งใหม่ในปีเดียวกันนี้ที่อำเภอเขาย้อย  จังหวัดเพชรบุรี  โดยในปี 2545  และปี 2550  ได้เปิดโรงงานอาหารสัตว์น้ำอีกสองแห่ง  ณ บริเวณโรงงานเดียวกันกับโรงงานอาหารสัตว์บกที่อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี และอำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี ในนามบริษัท ลีพัฒนาผลิตภัณฑ์ จำกัด (มหาชน)  และบริษัท ลีพัฒนาอาหารสัตว์ จำกัด ตามลำดับ  ได้รับการส่งเสริมการลงทุน   ซึ่งในปีที่ผ่านมาโรงงานผลิตอาหารสัตว์ที่มีอยู่ทั้งสี่แห่งในปัจจุบัน   มีกำลังการผลิตอาหารสัตว์รวม  504,000  ตันต่อปี   โดยมีการผลิตจริงประมาณร้อยละ  60  ของกำลังการผลิตที่มีอยู่   และได้มีการจัดตั้งบริษัท  ลีพัฒนาเกษตรมั่นคง จำกัด  ในปี 2547  โดยปัจจุบันมีทุนจดทะเบียนและชำระแล้ว  จำนวน  150  ล้านบาท  ประกอบธุรกิจไซโลอบพืชและจำหน่ายวัตถุดิบอาหารสัตว์  ได้รับการส่งเสริมการลงทุน  โดยเมื่อได้รวมไซโลที่มีอยู่เดิมซึ่งมีความจุ  25,000  ตัน แล้ว  ปัจจุบันจะมีความจุได้ถึง  38,500  ตัน ที่สามารถรองรับการอบพืชและเก็บเมล็ดพืชได้ตลอดปี

บริษัทได้รับการรับรองจากกรมปศุสัตว์ เกี่ยวกับระบบหลักเกณฑ์ที่ดีในการผลิตอาหารสัตว์ (Good Manufacturing Practice (GMP) for animal feeding manufacturing) และผ่านการรับรองมาตรฐานระบบ HACCP (Hazard Analysis and Critical Control Point) ซึ่งเป็นการยืนยันถึงกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพ ถูกสุขลักษณะ ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและได้มาตรฐานสากล รวมทั้งได้รับการรับรองระบบ ISO 9001 : 2000 ทั้งระบบ  โดยสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.)  ของโรงงานเพชรบุรี สระบุรี  และกิจการฟาร์ม  ซึ่งแสดงถึงบริษัทได้มีการคัดสรรวัตถุดิบ    กระบวนการผลิต

การตรวจสอบคุณภาพ และการจัดการสุขลักษณะที่ดี ที่สะท้อนถึงคุณภาพของสินค้าที่มีมาตรฐานสากล และแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวม เนื่องจากสัตว์ที่กินอาหารสัตว์ที่ผลิตจากบริษัท ในท้ายที่สุดก็จะเป็นอาหารสำหรับประชาชนบริโภคที่มีคุณภาพและความปลอดภัย  นอกจากนี้บริษัทยังมีความห่วงใยและตระหนักยิ่งในการรักษาสิ่งแวดล้อมที่มีต่อชุมชนและสังคม  เช่น  ผลกระทบที่เกิดจากน้ำทิ้ง  ฝุ่น  และมลพิษทางอากาศรวมทั้งการอนุรักษ์พลังงานและการใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด จึงได้รับการรับรองระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมหรือ ISO 14001 : 2004  จากสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) ทั้งสองโรงงาน

รายได้จากการขายอาหารสัตว์สำเร็จรูปในปี 2552 มาจากการขายอาหารสัตว์บก และสัตว์น้ำในอัตราส่วนร้อยละ 40 และรอ้ ยละ 60 ตามลำดับ

อ่านวิเคราะห์เพิ่มเติมได้ที่นี่

Clip to Evernote

6 Comments
  1. Commentsadmin   |  Friday, 19 March 2010 at 10:31

    LEE อาจเป็นหุ้นที่ต้องมาเล่นกันอีกตัวแล้วอ่ะ ว่ากันง่ายๆ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นยังไง คนก็ต้องกินวันยังค่ำ สินค้า
    เกษตรจึงมีรายได้พุ่งแรงในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ และก็รู้ๆ กันอยู่คนรักสัตว์นั้นเค๊ารู้กันอ่ะนะ บางทีตัวเองไม่มีจะกิน แต่ซื้อ
    อาหารเม็ดไฮโซให้เจ้าตูบกินได้เฉยเลย เช่นกันกับพวกอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ ถ้าไม่มีอาหารให้สัตว์กิน แล้วมันจะไปอยู่ได้ไง จึงไม่แปลกใจที่ธุรกิจประเภทนี้มีแววโตแรงไม่แพ้กลุ่มอาหารของมนุษย์ …ใครที่เล่น LEE มีโอกาสได้ 2 เด้งจริงๆ
    ด้วย นั่นก็คือได้รับเงินปันผล 0.36 บาท คิดเป็นyield 9% มโหฬารโดยขึ้นเครื่องหมาย 2 เมษานี้แล๊ะ แค่นั้นยังไม่พอ
    หลังจากได้ปันผลก้อนโตแล้วพี่ ป้า น้า อา จะขายหุ้นทิ้งก็สุดแท้แต่ พอกลางเดือนพฤษภาคม ก็อย่าลืมรีบซื้อคืนซะนะ เพราะ
    เค๊าแจกวอร์ฟรี 5 ต่อ 2 ด้วย แล้วขอบอกก่อนกว่าผลประกอบการในปี 53 จะโตแรงมั่กๆ ราคาพื้นฐานอยู่อีกยาวส่วนเป้า
    สั้นสำหรับคนขยันซอยคือ 4.50 บาท เก็บไว้ในพอร์ทซักตัวจะได้ไม่เสียดาย เมื่อราคาพุ่งปรี๊ด

  2. Commentsadmin   |  Saturday, 24 April 2010 at 11:31

    ตามงบการเงินรวม สำหรับปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2552 มีกำไรสุทธิจำนวน 294 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับงวดระยะเวลาเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ จำนวน 132 ล้านบาท หรือมีกำไรเพิ่มขึ้นจำนวน 162 ล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 123 สาเหตุที่ผลกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น เนื่องจากบริษัทได้บันทึกบัญชีตั้งค่าเผื่อการลดมูลค่าของสินค้าคงเหลือ (ข้าวโพด)ในงวดระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน จำนวน 60 ล้านบาท และในงวดระยะเวลาบัญชีของปีนี้ บริษัทได้บันทึกการรับรู้บัญชี เป็นรายได้จากการโอนกลับผลขาดทุนสำหรับค่าเผื่อการลดมูลค่าของสินค้าคงเหลือ (ข้าวโพด) จำนวน 60 ล้านบาท รวมทั้งอัตรากำไรขั้นต้นจากธุรกิจอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับงวดระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจากการบริหารต้นทุนการผลิตที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์โดยรวมลดลงในปีนี้

  3. Commentsadmin   |  Saturday, 24 April 2010 at 12:01

    การตลาดและภาวะการแข่งขัน

    การจัดจำหน่าย
    บ. ขายให้กับลูกค้าโดยตรง 45% และผ่านตัวแทนจำหน่าย 55% ส่วนใหญ่เป็นอาหารหมู โดยฟาร์มขนาดใหญ่จะมาซื้อเอง ปัจจุบัน บ.มีลูกค้ากว่า 800 ราย นับว่าเป็นรายใหญ่ 10 รายแรกคิดเป็น 19% ของยอดขายทั้งหมด

    การแข่งขัน
    บ. อยู่ในธุรกิจมากว่า 25 ปี รู้จักกันแพร่หลาย สามารถผลิตอาหารสัตว์ตามคำสั่งลูกค้าได้ในปริมาณมากๆ และมีคุณภาพ

    นโยบายราคา
    อาหารสัตว์ถูกควบคุมราคาโดยกรมการค้าภายใน เป็นคนกำหนดเพดานราคาขาย แต่อย่างไรก็ตาม บ. สามารถเปลี่ยนแปลงราคาขายตามต้นทุน

    การแข่งขัน
    ธุรกิจนี้แบ่งออกเป็น 2 ตลาดใหญ่ๆ คือ
    1. ตลาดอิสระ คือ การขายอาหารสัตว์ให้ลูกค้าโดยตรง
    2. ตลาดแบบประกันราคา คือ ขายอาหารสัตว์ให้ลูกค้าอยู่ร่วมโครงการในการเลี้ยงสัตว์ โดยมีเงื่อนไขในการรับประกันราคาขายพันธุ์สัตว์มีชีวิตให้กับเกษตรกร

    อุตสาหกรรมอาหารสัตว์โดยภาพรวม มีความสามารถในการทำกำไรอยู่ในระดับปานกลางและมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละไม่มากนัก (ไม่เกิน 10%) และมีความผันผวนของความต้องการบ้างในบางปี หากการส่งออกเนื้อสัตว์ได้รับผลกระทบจากการส่งออก อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมนี้ยังมีความผันผวนน้อยกว่าสินค้าเกษตรแปรรูปประเภทอื่น เนื่องจากเป็นการขายภายในประเทศ ไม่เผชิญการแข่งขันที่รุนแรงจากต่างประเทศ

    ตามข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย มีโรงงานผลิตอาหารสัตว์จดทะเบียนอยู่กับสมาคมจำนวน 57 ราย คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 90% โดยโรงงานขนาดกลางและขนาดใหญ่จะเน้นการผลิตอาหารสุกร ไก่เนื้อ ไก่ไข่ และอาหารสัตว์น้ำขณะที่โรงงานขนาดเล็กมักจะผลิตอาหารสัตว์เฉพาะอย่างเนื่องจากเป็นตลาดที่มีขนาดเล็ก การแข่งขันจึงค่อนข้างรุนแรงมีการตัดราคา โดยเฉพาะจากคู่แข่งที่มีการผลิตแบบครบวงจรจะได้เปรียบทางด้านการประหยัดจากขนาด (Economies of scale)เนื่องจากสามารถป้อนผลิตภัณฑ์ให้กับฟาร์มของตนเอง รวมถึงฟาร์ม ของบริษัทซึ่งเป็นลูกค้าสมาชิก

    บริษัทและบริษัทย่อยมียอดขายอาหารสัตว์เกือบทั้งหมดอยู่ในตลาดอิสระ และเป็นการขายเฉพาะภายในประเทศทั้งนี้เมื่อเทียบกับปริมาณความต้องการอาหารสัตว์ทั้งประเทศประมาณ 12.05 ล้านตันต่อปี บริษัทจะมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ3% ซึ่งคำนวณจากการที่บริษัทคาดว่าปริมาณความต้องการดังกล่าวจะเป็นอาหารสัตว์ที่มาจากโรงงานผลิตอาหารสัตว์ประมาณ 70% และเกษตรกรผสมอาหารเองประมาณ 30% ซึ่งในส่วนที่มาจากโรงงานผลิตอาหารสัตว์แยกเป็นที่อยู่ในส่วนของตลาดอิสระประมาณ 35% และตลาดที่อยู่ในโครงการเลี้ยงสัตว์ของผปู้ ระกอบการผลติ แบบครบวงจร (Integrated business line) อกี 65%ทั้งนี้บริษัทมีส่วนแบ่งเฉพาะ ในตลาดอาหารสัตว์อิสระคิดเป็นประมาณ 9% ซึ่งทางบริษัทคาดว่ามีส่วนแบ่งตลาดที่อยู่ใน5 อันดับของผู้ผลิตอาหารสัตว์ในตลาดอิสระ ซึ่งเป็นรายใหญ่ๆ ของประเทศ (คาดการณ์โดยฝ่ายบริหารของบริษัท และคำนวณจากอาหารสัตว์บกและอาหารสัตว์น้ำรวมกัน)

    สำหรับการแข่งขันกับบริษัทที่มีธุรกิจเกี่ยวกับการเกษตรแบบครบวงจร กับการมุ่งเน้นธุรกิจอาหารสัตว์เพียงอย่างเดียวนั้นจะเป็นการแข่งขันทั้งทางด้านบวกและลบของทั้งสองแบบ เช่น หากธุรกิจแบบครบวงจรประสบปัญหากับสภาวะการเลี้ยงและราคาตกต่ำของสัตว์บางชนิดเพื่อจำหน่าย จะส่งผลให้ธุรกิจแบบครบวงจรนั้นประสบปัญหาสำหรับการขายสัตว์ชนิดนั้นๆ ทั้งหมด แต่หากการเลี้ยงและราคาของสัตว์ชนิดนั้นๆ ดี ธุรกิจก็จะประสบความสำเร็จในการขายอย่างมากในธุรกิจที่ส่งผลโดยตรงและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องส่วนด้านธุรกิจของบริษัทที่มุ่งเน้นธุรกิจอาหารสัตว์เพียงอย่างเดียวนั้นสามารถปรับเปลี่ยนธุรกิจไปตามสภาวการณ์ได้ เช่น เมื่ออาหารสัตว์บางประเภทมีแนวโน้มการใช้และกำไรมากกว่าก็อาจจะหันไปมุ่งเน้นอาหารสัตว์ประเภทนั้นๆ มากขึ้น เป็นต้น ซึ่งจะไม่เกิดความเสี่ยงมากในการดำเนินธุรกิจ แต่ในทางกลับกันหากธุรกิจเกี่ยวกับการเกษตรทั้งหมดดี ธุรกิจที่ไม่ครบวงจรก็จะเติบโตได้น้อยกว่าธุรกิจที่ทำแบบครบวงจรเช่นกัน

    แนวโน้มในอนาคตสำหรับการหันมาทำธุรกิจเกี่ยวกับการเกษตรแบบครบวงจร ของประเภทธุรกิจการเกษตรนั้น จากการประเมินสถานการณ์ของผู้บริหารของบริษัท คาดการณ์ว่าการที่ธุรกิจเกษตรจะหันมาทำธุรกิจแบบครบวงจรนั้น ยังคงมีจำนวนน้อยเนื่องจากปรับเปลี่ยนการทำธุรกิจการเกษตรแบบครบวงจร บริษัทที่ปรับเปลี่ยนจะต้องเป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่และใช้เงินทุนจำนวนมาก แต่สำหรับธุรกิจการเกษตรในประเทศไทยนั้นส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทที่มีขนาดกลางและขนาดเล็ก จึงเป็นข้อจำกัดสำหรับธุรกิจที่มีขนาดกลางและขนาดเล็กในการขยายธุรกิจการเกษตรเป็นแบบครบวงจรได้

  4. Commentsadmin   |  Saturday, 24 April 2010 at 12:11

    ความเสี่ยง

    ราคาวัตถุดิบ
    ต้นทุนวัตถุดิบหลักประมาณร้อยละ 80 ประกอบด้วย ข้าวโพด กากถั่ว ปลาป่น รำ และปลายข้าว ยิ่งตอนหลังคนหันไปปลูกพืชพลังงานมากขึ้นวัตถุดิบปรับราคาขึ้นสูงเร็วมาก

    อัตราแลกเปลี่ยน
    รายได้เป็นเงินบาท แต่วัตถุดิบบางอย่างเช่น กากถั่วเหลือง และนมผง น้ำเข้าจาก ตปท. 35% บ.ได้ทำ Forward สม่ำเสมอ

  5. Commentsadmin   |  Thursday, 13 May 2010 at 09:41

    หุ้นแอบชอบ LEE เป็นไงล่ะหุ้นกุ้งจอมซ่าส์ของเด็กแนวทั้ง CFRESH, ASIAN วิ่งกันระเบิดระเบ้อ ใครสะสมไว้ตั้งแต่ week ก่อนได้ไม้หนึ่งรวยไม่รู้จบ ถึงตรงนี้ใครใคร่ถือก็ถือ ใครใคร่ขายก็ขาย แต่เด็กแนวหันมาเก็งหุ้นกลุ่มอาหารสัตว์แทน วันก่อนให้อาหารกุ้งคือ TLUXE ไปแล้ว วันนี้จึงหันมาหาอาหารไก่ อาหารหมูอย่าง LEE เพราะเจ้าพ่อเนื้อสัตว์อย่าง CPF โตเกินเป้าไปไหนต่อไหน อาหารก็ต้องแรงไม่แพ้กัน ปีก่อนผลประกอบการการโตเกือบ 200% ทำให้ราคาเหมาะสมน่าจะอยู่ 4 บาท ถึงตรงนี้
    กราฟก็เป็นใจ story ก็เข้าทาง มาเก็งสั้นขยันซอยกันดีกว่ามองเป้าเทคนิค 3.80 บาท ใครซื้อขอให้รวยยยยย

  6. Commentsflukduk   |  Wednesday, 20 November 2013 at 21:58

    อยากทราบว่า LEE ผลิต Probiotic ที่เป็นสารเสริมชีวนะในอาหารสัตว์ไหมคะ


Leave a Reply