บทความโตโร่

Panic Sell การตกใจขายหุ้น

บทความเขียนโดย

toro-author

 

Panic Sell หรือ การตกใจขายหุ้น องนักลงทุน สาเหตุหลักของการปรับตัวลงอย่างรวดเร็วของตลาดหุ้นไทย ก่อนการปรับตัวลดลงแบบไฟลามทุ่ง ต้นเหตุที่แท้จริงเกิดจากการเทขายอย่างหนักของกองทุน เมื่อวันศุกร์ที่ 2 กันยายน 2559 เหมือนจะเป็นต้นเหตุของการปรับตัวลดลงแรง เนื่องจากการขายหุ้นของกองทุนไม่ได้หมดไปในวันเดียว แรงขายยังตามออกมาอย่างรุนแรง ในสัปดาห์ต่อจากนั้น ติดตามมาด้วยข่าวลือต่างๆ ทั้งจากห้องค้า ไลน์ เฟซบุ๊ค สื่อต่างๆ ประโคมข่าว ยิ่งทำให้บรรยากาศการลงทุนเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ทุกคนไม่อยากขาดทุนจากการลงทุนอยู่แล้ว ดังนั้น การเร่งรีบขาย หรือแย่งกันขาย จึงเกิดขึ้น

ผมอยากให้ทุกท่านมองย้อนกลับไปตอนดัชนี 1,570 จุด สูงสุดเดิมก่อนปรับตัวลง ตอนนี้ดัชนีลดลงไปแล้วกว่า -139 จุด ลดลงต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 8 วันติด สาเหตุมาจากเหตุผลข้างต้น เรียกได้ว่า การ Panic Sell ของนักลงทุนในตลาดหุ้น เริ่มจากสถาบัน และตามมาด้วยรายย่อย

set-59-case1

 

นักลงทุนส่วนใหญ่เกิดอาการ : “ยอม” “ล้างพอร์ต” “ขายทิ้ง” ฯลฯ ยิ่งทำให้การกลับตัวของดัชนีเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เนื่องจากมีแต่คนขายหุ้นมันย่อมขึ้นได้ยาก อันนี้คือสิ่งที่ทำให้การวิเคราะห์ทางเทคนิค มันมีความไม่แน่นอน คนที่ศึกษาการวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคอย่างจริงจังจะทราบว่าทุกอย่างมันเป็นสถิติและความน่าจะเป็น แต่ปัจจัยที่สถิติอธิบายไม่ได้คือ พฤติกรรมของคนที่เกิดจากอารมณ์ มันจะคาดการณ์ได้ยาก และวัดเป็นตัวเลขได้ยากมาก ความคลาดเคลื่อนจากการวิเคราะห์ทางเทคนิคจึงมีสูงขึ้นในช่วงที่ตลาดเคลื่อนไหวรุนแรง

เรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงที่นักลงทุน ต้องเรียนรู้และเข้าใจถึงอารมณ์ของนักลงทุน นอกเหนือจากทฤษฏี และเทคนิคต่างๆ เพราะมันคืออีกเหตุปัจจัยที่ผลักดันราคาหุ้นให้ขึ้นไป หรือปรับตัวลง คนที่อยากจะประสบความสำเร็จต้องเรียนรู้และปรับตัวรับมือกับตลาดได้ทุกสถานการณ์

ถามว่าการลดลงของดัชนีครั้งนี้ผมคิดยังไง?

ผมคิดว่า “มันเป็นเรื่องธรรมชาติของตลาดหุ้น ที่มีขึ้น-ลง” เหตุการณ์มันเกิดขึ้นแล้วเดี๋ยวมันก็ผ่านไป แต่ผมคิดว่าเมื่อไหร่มันจะหยุด และเป็นโอกาสในการเข้าลงทุนอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ผมชอบเรียนรู้จากเหตุการณ์ที่ไม่ปกติของตลาดหุ้นรวมถึงในครั้งนี้ เพื่อศึกษาถึงเหตุและปัจจัยที่มีผลต่างๆ เพื่อประยุกต์ใช้กับการลงทุนของผมในอนาคต นอกเหนือจากนี้ ผมมักจะชอบศึกษาถึงนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จระดับโลกทั้งหลายว่าเขาทำอย่างไร จึงเอาชนะตลาดหุ้น และทำผลตอบแทนได้สม่ำเสมอ เพราะบางอย่างเราอาจจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการลงทุนของตนเองได้

มีหลายสิ่งที่ผมได้สังเกตุ และอยากจะนำมาเขียนให้ทุกท่านอ่าน คือ เขาเหล่านั้นมักจะทำในสิ่งที่คนตรงข้ามกับนักลงทุนคนอื่น หลายอย่างพูดง่ายแต่ทำยาก ไปดูกันว่าเขามีแนวคิดอย่างไรบ้าง

นักลงทุนคนหนึ่งที่ผมชื่นชอบก็คือ Warren Buffet นักลงทุนท่านนี้ยึดแนวทางการลงทุนแบบ Value Investment คือ เน้นลงทุนในหุ้นระยะยาว ทุกคนน่าจะรู้จักเป็นอย่างดีแล้ว

buffett

 

สิ่งที่เขายึดถือปฏิบัติมี 3 ข้อในช่วงเวลาที่ตลาดปรับตัวลดลง

 

Don’t panic and sell  อย่าขายตอนตกใจ หรือตอนหุ้นดิ่งหนัก

ในช่วงที่ตลาดปรับตัวลดลงแรง หากเทียบกับตลาดหุ้นไทยก็คงเป็นเหมือนช่วงนี้ Buffet กล่าวไว้ว่า “อย่าขายหุ้นตอนตกใจ” หรือ “อย่าขายหุ้นยามตลาดไร้เหตุผล” สิ่งที่เขาพูดผมว่าทำยาก ทำยากในที่นี้คือ นักลงทุนส่วนใหญ่มักจะทนไม่ได้เมื่อเห็นพอร์ตตัวเองแดง และขาดทุน เขาบอกว่านั่นเป็นการขาดทุนบนกระดาษ คือ การขาดทุนชั่วคราว เมื่อตลาดเริ่มกลับมามีเหตุผล หรือกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ราคาหุ้นส่วนใหญ่จะดีดกลับขึ้นไปตามพื้นฐาน หากหุ้นตัวไหนไม่ปรับขึ้นแสดงว่าหุ้นตัวนั่นพื้นฐานไม่ได้ดีอย่างที่คาด ในตอนนั้นเองนักลงทุนควรขายหุ้นทิ้งออกไป จงจำไว้เสมอว่าหากพื้นฐานบริษัทไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วการขายหุ้นก็ไม่เหมาะสมในจังหวะที่มีการ Panic Sell

ผมเองคิดว่ามันขึ้นอยู่กับเป้าหมายการลงทุนของแต่ละท่าน หากคนที่เข้าไปซื้อเก็งกำไรหุ้นในช่วงก่อนหน้า การรีบขาย หรือ ตัดขาดทุน Cut Loss ก็จะดูสมเหตุสมผลมากกว่า ส่วนคนที่ตั้งใจจะลงทุนระยะยาวการถือรอสักพัก ก่อนตัดสินใจผมคิดว่ามีประสิทธิภาพมากกว่า เพราะหลายๆ ครั้งในอดีตที่ราคาหุ้นมันปรับตัวขึ้นไปได้และหุ้นบางตัวยังขึ้นไปได้สูงกว่าเดิม

การตัดสินใจถือ หรือ ขาย ในช่วงเวลาที่ตลาดเป็นขาลงไม่ง่ายนัก เพราะอารมณ์ของนักลงทุนมักจะพุ่งพล่าน และมีความเครียดสูงขึ้น นักลงทุนที่ลงทุนในหุ้นมานานจะเข้าใจ สิ่งที่ผมอยากแนะนำคือ การปิดหน้าจอ ปิดรับข้อมูล ข่าวลือต่างๆ จากโลกโซเซียล น่าจะทำให้การตัดสินใจมีเหตุและผลมากขึ้น อย่าปล่อยให้อารมณ์ล่องลอยไปกับข่าวต่างๆ ที่ออกมาปั่นประสาทของท่าน หากเป็นไปได้การอยู่คนเดียวเงียบๆ ก็สามารถช่วยได้เยอะ ในอดีตผมเองเคยอยู่ในเหตุการณ์ที่ตลาดหุ้นดิ่งเป็นร้อยจุด หาก Panic Sell ไปแล้วอาจจะขาดทุนถาวร เพราะหลังจากนั้น ราคาหุ้นจะดีดกลับขึ้นมาเป็นส่วนใหญ่ จากขาดทุนกลายเป็นกำไรในท้ายที่สุด

 

Buy good stocks cheaply ซื้อหุ้นตอนราคาถูก

What he’s saying is that investors should look at corrections the same way they look at a sale at their favorite store. As of January 13, the market as a whole is “marked down” by about 7% from where it was less than two weeks ago, so it’s a good time to take advantage.

บัฟเฟตต์บอกว่า เขามองการปรับตัวลดลงของหุ้น เป็นการลดราคาของสินค้า เขามักจะเทียบราคาตอนตลาดลดลงมาแล้ว กับราคาช่วงก่อนหน้าว่ามีส่วนลดเท่าใด และใช้ประโยชน์จากการลดลงของราคาหุ้นในการเข้าซื้อลงทุนเพิ่มเติม

ผมมองว่าข้อนี้เป็นสิ่งที่เรามักจะทำตรงกันข้าม เพราะช่วงที่หุ้นลงหนักๆ และ Valuation ต่างๆ หุ้นดูแล้ว ราคาเหมาะสม ราคาต่ำ น่าลงทุน รวมถึงผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง แต่ในช่วงเวลานั้นตลาดมักจะเป็นขาลง หรือการปรับตัวลงแรง ทำให้ความกล้าในการเข้าซื้อหุ้นลดลง การตัดสินใจซื้อหุ้นในช่วงเวลาแบบนี้มักจะทำได้ยาก หรือ พูดสั้นๆ คือ นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่กล้าซื้อหุ้น ถึงแม้จะวิเคราะห์มาดีแล้ว พื้นฐานดีมาก ทำให้พลาดโอกาสซื้อหุ้นตอนราคาถูกๆ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ  GL บริษัท กรุ๊ปลีส กับ กรณีอื้อฉาวเรื่องงบการเงิน

หรือสิ่งที่ทำให้นักลงทุนไม่ได้ซื้อหุ้นตอนถูก คือ ตอนนั้นเงินสดหมดหน้าตักแล้ว ผมคิดว่าข้อนี้ก็สำคัญเพราะเงินลงทุนหากมีจำกัด ก็อาจจะพลาดโอกาสลงทุนในจังหวะที่ดีไปได้เช่นกัน ดังนั้น นักลงทุนอาจจะต้องมีเงินสำรองส่วนหนึ่งเพื่อเข้าซื้อหุ้นในสภาวะตลาดผิดปกติ หรือ ตอนหุ้นมีส่วนลด

 

But not all cheap stocks are worth buying

อย่างไรก็ตามหุ้นทุกตัวไม่ได้ถูกและน่าซื้อเสมอ ตอนตลาดปรับตัวลดลง การที่จะแยกหุ้นที่ดี ออกจากหุ้นที่แย่ คงเป็นเรื่องไม่ยากนัก ใครที่ได้เรียนคอร์สพื้นฐานกับทางสถาบันไปแล้วคงเข้าใจการคัดแยก

การที่นักลงทุนจะแยกบริษัทพื้นฐานดีมาก กับบริษัทพื้นฐานธรรมดา เป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝนให้ชำนาญซึ่งแน่นอนต้องอ่านงบการเงิน และวิเคราะห์ถึงโมเดลการทำธุรกิจของหุ้นตัวนั้นให้ดี ผมเองต้องบอกว่ามันเป็นทั้งศาสต์และศิลป์ ที่ต้องประกอบกันอย่างลงตัว ถึงจะสามารถทำผลตอบแทนที่น่าประทับใจจากตลาดหุ้นได้

หุ้นบางตัวพื้นฐานแย่มากๆ อันนั้นคงต้องยกเว้น และหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเอง มีหุ้นแย่ๆ พื้นฐานไม่ได้เรื่องเลย มีค่อนข้างเยอะนะครับ นักลงทุนต้องแยกแยะให้ออกว่าตัวไหนควรซื้อ และไม่ควรซื้อ

 

“Be Fearful When Others Are Greedy and Greedy When Others Are Fearful”

“ท่านจงกลัวเมื่อคนอื่นกล้า และจงกล้าเมื่อคนอื่นกลัว”

 

คำพูดด้านบนก้องในหัวผมเสมอ ยามตลาดหุ้น ปรับตัวลดลง แต่คนที่มั่นคง และมีสภาวะอารมณ์ที่มั่นคงเท่านั้นจะเข้าใจและกล้าที่จะปฏิบัติ

ช่วงเวลานี้ท่านควรจะกล้า “ซื้อหุ้น” เพราะส่วนลดมีมาก “หุ้นดี” “พื้นฐานเยี่ยม” คือ หุ้นที่ดีที่สุดที่น่าซื้อในช่วงเวลานี้

หลายๆ คนอาจจะกล้าๆ กลัวๆ ไม่รู้ว่าการปรับตัวลดลงของดัชนีจะจบหรือยัง เหตุการณ์การลงรอบนี้เหนือความคาดหมายของหลายๆ คน แต่ผมอยากจะเอาเหตุการณ์เมื่อปี 57 มาเป็นกรณีศึกษา

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2557 เริ่มมีการเทขายหุ้นออกมาดังกราฟด้านล่าง หลังจากนั้นไม่กี่วันตามมาก็เกิดข่าวลือในห้องค้าทำให้ 5 วัน หุ้นปรับลดลงไป -225 จุด! และหลังจากนั้นตลาดได้รีบาวน์ปรับตัวขึ้น +165 จุด ภายในหนึ่งอาทิตย์!

set-58-case1

 

หุ้นได้ปรับตัวลงในเวลาต่อมาเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ และตัวเลขเศรษฐกิจไทยย่ำแย่ อย่างไรก็ตามหากเทียบกับรอบนี้ข่าวร้ายต่างๆ ดูเหมือนจะน้อยกว่าและการลดลงต่อเนื่องกว่า 8 วันของดัชนีดูเหมือนจะไร้เหตุผลจนเกินไป

“Investing is laying out money now to get more money back in the future.” 

“การลงทุน คือ การลงทุนเงินของคุณในวันนี้ เพื่อผลตอบแทนที่มากขึ้นในวันข้างหน้า”

 

ผมอยากจะฝากแง่คิดไว้เพียงเท่านี้ ช่วงเวลาแบบนี้นักลงทุนควรขยัน และหมั่นศึกษา รวมถึงมองหาโอกาสเข้าลงทุนในหุ้น ผลตอบแทนจะตามมาแน่นอนครับ

toro-course-1

หลักสูตรเทคนิค แบบกลุ่ม (Group)

หลักสูตร Value Investment (VI) แบบกลุ่ม (Group)

หลักสูตร Value Investment (VI) และ เทคนิค แบบตัวต่อตัว (Private)

หลักสูตรมือใหม่เล่นหุ้น