ความรู้เรื่องหุ้นบทความโตโร่วิเคราะห์หุ้น

เรียนรู้หุ้นธนาคารของไทย

บทความเขียนโดย

 

ปี 2018 นับว่าเป็นปีที่น่าตื่นเต้นอีกปีสำหรับการลงทุนในหุ้น เพราะ ดัชนีหุ้นไทยได้ทำจุดสูงสุดใหม่ไว้ที่ 1848 จุด สูงที่สุดในรอบเกือบสี่สิบปีหลังปี 40 ตอนวิกฤตต้มยำกุ้ง ทำให้ตลาดหุ้นกลับมาดูน่าสนใจมากอีกครั้ง

 

วันนี้ผมอยากจะมาเขียนบทความเกี่ยวกับหุ้นธนาคาร เพื่อให้นักลงทุนได้ทำความเข้าใจถึง ข้อมูลพื้นฐานเบื้องต้น รวมถึงผลตอบแทนที่ผ่านมาในหุ้นกลุ่มนี้ เพื่อที่นักลงทุนจะได้ทราบก่อนนำไปประกอบการตัดสินใจเลือกลงทุนในหุ้นธนาคารด้วยตนเองต่อไปครับ

 

ในตลาดหุ้นไทยตอนนี้มีหุ้นธนาคารอยู่ 11 ธนาคาร โดยเรียงลำดับตาม Market Cap ดังต่อไปนี้

Market Cap คืออะไร Market Cap คือมูลค่ารวม ณ ราคาตลาดของบริษัท ณ ขณะนั้น เอาเป็นว่าให้นักลงทุนมองภาพว่าหากเรามีเงินไม่จำกัด จะใช้เงินเท่าไหร่ในการกว้านซื้อหุ้นทั้งหมดของบริษัท มันก็คือ มูลค่าตลาดรวมที่นักลงทุนตีค่าให้กับหุ้นตัวนั้น ณ ขณะนั้น

 

 

จากตารางด้านล่างนี้เราจะพบว่า KBANK กสิกร นำมาเป็นอันดับหนึ่งในปี 2018 ณ ขณะวันที่ 12 ก.พ. 2561 ตามมาด้วย SCB และ BBL ซึ่งก็คือไทยพาณิชย์ และ ธ.กรุงเทพ ธนาคารที่เล็กสุด คือ CIMBT

 

ตัวเลขนี้สะท้อนถึงความมั่นใจของนักลงทุนในหุ้นตัวนั้นๆ ยิ่ง Market Cap มาก ก็แสดงว่านักลงทุนให้มูลค่าหุ้นที่สูงขึ้นกับพื้นฐานกิจการนั้นๆ ในแต่ละช่วงเวลา Market Cap ก็จะเปลี่ยนไปตามราคาหุ้น

 

Market Cap นี้เอง ยังมีส่วนสำคัญในการคำนวณดัชนี Set Index ยิ่ง Market Cap สูงเท่าไหร่ การเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นตัวนั้นก็จะส่งผลกระทบต่อการคำนวณดัชนีมาก ยกตัวอย่างเช่น KBANK มี Market Cap ใหญ่สุดในกลุ่มธนาคาร หากราคาหุ้น KBANK พุ่งขึ้นตัวเดียวมาก แต่หุ้นตัวอื่นปรับตัวลดลง เป็นไปได้ว่าวันนั้นเราจะเห็นดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวเป็นบวก เพราะ การคำนวณดัชนีจะเอา Market Cap มาถ่วงน้ำหนักในการคำนวณ นักลงทุนรายย่อยไม่ต้องใส่ใจมากครับ ขอให้เอาเป็นว่าเข้าใจ concept ก็เป็นพอ

 

หลายคนลงทุนในหุ้นธนาคารเพราะหวังเงินปันผล ผมเลยอยากจะนำข้อมูลการจ่ายปันผลมาให้พิจารณาประกอบการตัดสินใจจากตารางด้านล่าง ผมเรียงข้อมูลตาม % การจ่ายปันผล อันนี้เป็นผลตอบแทนรายปีนะครับ เราจะเห็นว่า

อันดับหนึ่งคือ KKP มีการจ่ายปันผล 7.57% ต่อปี (จากราคาหุ้นปัจจุบันคือ 79.25 บาท)

รองลงมาคือ KTB และ TISCO จ่ายปันผล 4.39% และ 3.99% ตามลำดับ

นอกนั้นเปอร์เซ็นต์การจ่ายปันผลต่ำลงไป

 

สำหรับผมเองแล้ว KKP เป็นหุ้นที่ผมชอบเป็นพิเศษ ถึงแม้จะขนาดเล็กหน่อย แต่จ่ายปันผลสะใจ ผมเคยเขียนบทความแนะนำหุ้น KKP และ TISCO ไปก่อนหน้านี้ ท่านสามารถเข้าไปติดตามอ่านได้ที่นี่ 

 

เราจะมากันถึงความแพงของหุ้นบ้าง โดยใช้อัตราส่วนทางการเงินที่เรียกว่า P/E ผมเรียงลำดับจากต่ำไปสูง หรือ จากถูกไปแพงนะครับ ตารางด้านล่างเราจะพบว่าหุ้น CIMBT, TCAP, SCB, KTB, KKP, TISCO จัดอยู่ในกลุ่ม P/E ต่ำ ดังนั้นหากเทียบกับหุ้นในกลุ่มด้วยกันเองเราอาจจะสรุปได้ว่าหุ้นเหล่านี้มีความน่าสนใจเนื่องจากราคาหุ้นยังต่ำหากเทียบกับ KBANK, LHBANK, BBL อย่างไรก็ตามนักลงทุนต้องนำเอาปัจจัยอื่นๆ มาประกอบการตัดสินใจด้วย ไม่ใช่ดูแต่ P/E อย่างเดียวครับ

 

นอกเหนือจากข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้แล้วผมยังได้ศึกษาถึงผลตอบแทนของหุ้นธนาคารย้อนหลังตั้งแต่หุ้นเข้าตลาดมาถึงปัจจุบัน หุ้นอื่นๆ เข้าตลาดไปนานแล้วยกเว้นก็แต่ CIMBT เข้าปี 2006 และ LHBANK เข้าปี 2011 ผมทำตาราง Correlation ของผลตอบแทนแต่ละวันของหุ้นธนาคารทั้งหมด สรุปออกมาเป็นตารางและพบว่า

BBL KBANK KTB SCB หุ้นทั้ง 4 ตัวนี้มี Correlation ที่สูง หมายความว่า หุ้นทั้ง 4 ตัวมักจะมีการปรับตัวขึ้นลงที่เหมือนกัน เช่น หาก BBL ขึ้น KBANK ก็มักจะขึ้นตาม หากลงก็จะลงตามกัน แล้วนักลงทุนจะเอาข้อมูลนี้ไปใช้ประโยชน์ในการเทรดหรือลงทุนได้อย่างไร? หากเรารู้ว่าหุ้นทั้ง 4 ราคาจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน เราก็สามารถใช้ในการตัดสินใจเข้าซื้อหุ้นได้ เช่น BBL ราคาปรับขึ้นไปแล้ว 4% แต่ KBANK ยังขึ้นเพียง 1% เราก็จะเข้าซื้อ KBANK เพราะ เดี๋ยวสักพักมันก็จะขึ้นตามกันไปนั่นเอง

และหุ้นอีกกลุ่มที่เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน คือ KKP, TCAP, TISCO ทั้งสามตัวนี้ หากใครได้ศึกษาถึงพื้นฐานธุรกิจอย่างจริงจังก็จะพบว่าทั้งสามธนาคาร เน้นการปล่อยสินเชื่อรถเหมือนกัน จึงทำให้ราคาหุ้นนั้นมักจะไปในทิศทางเดียวกัน สอดคล้องกับ Correlation Table ของผมด้านบน

 

สุดท้ายแล้วครับ ผมเอาตารางผลตอบแทนของราคาหุ้นธนาคารมาให้ดูข้อมูลทางสถิติ

Count คือ จำนวนข้อมูล (วัน) ที่ผมใช้ในการศึกษา

Mean คือ ผลตอบแทนเฉลี่ยคิดเป็น % ของราคาหุ้นตัวนั้นตั้งแต่เข้าตลาด เราจะพบว่ามีค่าออกมาใกล้ 0

std คือ standard deviation ยิ่งมาก ราคาหุ้นยิ่งผันผวน

เรื่องที่คุณอาจสนใจ  Dividend Play (Value) เลือกหุ้นปันผลลงทุน

min คือ ผลตอบแทนที่ติดลบมากที่สุด เราจะพบว่าหุ้น CIMBT ติดลบมากถึง -36% เลยทีเดียวในอดีตที่ผ่านมา

max คือ ผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นมากที่สุด BAY มากสุด คือ 29% ก็คือ Ceiling หนึ่งพอดี

 

หุ้นที่ผันผวนน้อยที่สุดเป็นจะเป็น LHBANK แต่ผลตอบแทนก็จะน้อยตามไปด้วย นั่นเข้า Concept ของหุ้น คือ High Risk High Return ครับ

 

เอาไว้ตอนหน้าผมจะมานำเสนอข้อมูลที่เชิงลึกสำหรับการวิเคราะห์หุ้นมากขึ้น มาติดตามกันนะครับ