วิเคราะห์งบการเงินของบริษัท

การตกแต่งบัญชี ที่ผู้บริหารชอบใช้

วิธีการที่ผู้บริหารสามารถใช้ในการตกแต่งบัญชี หรือตัวเลขกำไรสุทธิอาจแบ่งได้เป็น 6 วิธี

1. การใช้ประโยชน์จากการที่มีหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไปหลายหลักการ สำหรับรายการบัญชีหนึ่งๆ ตัวอย่างเช่น การคิดค่าเสื่อมราคา ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งวิธีเส้นตรง วิธีผลรวมจำนวนปี วิธียอดคงเหลือลดลง ฯลฯ ซึ่งการเลือกใช้หลักการบัญชีที่แตกต่างกันก็จะให้ตัวเลขในงบการเงินที่ต่างกัน ทำให้กิจการสองกิจการที่ประกอบธุรกิจเหมือนกันแต่ใช้หลักการบัญชีที่แตกต่างกัน แสดงผลการดำเนินงานและฐานะการเงินแตกต่างกัน

2. เนื่องจากรายการบางรายการจะต้องใช้ดุลยพินิจของฝ่ายบริหารในการกำหนดว่าจะบันทึกรายการนั้นอย่างไร เมื่อไหร่ หรือจำนวนเท่าใด เช่น ค่าซ่อมแซมเครื่องจักร ผู้บริหารเป็นผู้ตัดสินใจว่าค่าซ่อมแซมเครื่องจักรที่จ่ายไปนั้นควรจะบันทึกเป็นสินทรัพย์ของกิจการ หรือ ควรจะถือเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับงวดที่จ่าย ซึ่งการตัดสินใจเหล่านี้จะมีผลกระทบต่อกำไรสุทธิ

ผู้บริหารสามารถใช้ดุลพินิจในการกำหนดกำไรโดยการกำหนดอายุการใช้งานของสินทรัพย์ที่มีตัวตนและไม่มีตัวตน การเปลี่ยนแปลงอัตราค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ เพื่อให้กำไรเป็นไปในลักษณะที่ต้องการ เช่น กำไรสม่ำเสมอ หรือกำไรมากในบางปี หรือ กำไรน้อยในบางปี ดังนั้นผู้วิเคราะห์ควรเปรียบเทียบการบัญชีที่กิจการนั้นใช้กับวิธีการที่กิจการอื่นใช้ และหลักการบัญชีที่ใช้ในแต่ละปี

3. ถ้าผู้บริหารเลือกใช้วิธีการบัญชีที่ทำให้กำไรสูงโดยการคิดค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ต่ำ หรือกำหนดหนี้สงสัยจะสูญต่ำทำให้สินทรัพย์แสดงไว้สูงกว่ามูลค่าที่แท้จริง ในภายหลังผู้บริหารอาจะปรับปรุงเพื่อให้สินทรัพย์แสดงมูลค่าที่แท้จริงซึ่งจะทำให้มีขาดทุน หรือกำไรน้อยในปีที่ทำการปรับปรุง แต่จะทำให้อัตราการเพิ่มของกำไรในปีต่อๆ มาสูง

4. ผู้บริหารอาจกำหนดกำไร โดยการเลื่อนเวลาการขายหรือการจ่ายค่าใช้จ่ายหรือแม้แต่การไม่จ่ายค่าใช้จ่ายที่ควรจะจ่ายในเวลาอันควร ถ้าผู้บริหารต้องการให้งบการเงินแสดงกำไรสุทธิสูง อาจทำการตกลงกับลูกค้าให้ทำการสั่งสินค้าให้เร็วขึ้นในตอบปลายปี เพื่อบันทึกรายได้แต่จะยืดเวลาการชำระเงินให้แก่ลูกค้า ส่วนในด้านค่าใช้จ่าย ถ้าต้องการให้กำไรในปัจจุบันสูงอาจจะเลื่อเวลาในการจ่ายค่าใช้จ่ายดังกล่าวออกไป หรือไม่ยอมจ่ายค่าใช้จ่ายเหล่านั้น และเมื่อมีการนำกำไรนี้ไปเปรียบเทียบกับกำไรของปีก่อน ก็จะทำให้ดูเหมือนว่ากิจการมีการเติบโตสูง เนื่องจากมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นสูง การเลื่อนเวลาการจ่ายค่าใช้จ่ายเหล่านี้ออกไป หรือการไม่ยอมจ่ายค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะกระทบต่อการเติบโตของกิจการในอนาคตอย่างมาก กินการอาจสูญเสียรายได้ หรือมีค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นเกิดขึ้น หรือมีศักยภาพไม่เพียงพอที่จะแข่งขันกับกิจการอื่นได้ เช่นเดียวกันการพัฒนาบุคลากรของกิจการก็เป็นหัวใจของการเติบโตของกิจการ กล่าวคือ ถึงแม้ว่ากิจการจะมีเครื่องจักร เครื่องมือที่ดี แต่บุคลากรไม่มีความรู้ความสามารถในการใช้เครื่องจักรนั้นก็ย่อมไม่เกิดประสิทธิภาพในการทำงานหรืออาจทำให้เกิดการผิดพลาดจากการใช้งานไม่ถูกวิธีได้

นักลงทุนอาจสังเกตการเลื่อนเวลาหรือไม่จ่ายเงินลงทุนเหล่านี้ได้โดยวิเคราะห์แนวโน้ม หรือจำนวนเงินเปรียบเทียบกับในอดีต หรือเปรียบเทียบกิจการอื่นที่อยู่ในธุรกิจประเภทเดียวกัน หรือเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมนั้นว่ามีจำนวนที่ควรจะเป็นเท่าใด การเลื่อนการจ่ายค่าใช้จ่ายนี้เป็นการเลื่อนชั่วคราว หรือเป็นการถาวร ผู้บริหารอาจจะเลื่อนเวลาการจ่ายเงินออกไปเนื่องจากขาดสภาพคล่อง บางครั้งผู้บริหารอาจต้องการกำไรต่ำเพื่อต้องการประหยัดภาษี หรืออาจะเกิดจากนโยบายการจ่ายเงินโบนัสให้แก่ผู้บริหาร

5. ผู้บริหารอาจทำให้กำไรสูงขึ้นได้โดยการขายสินทรัพย์ สินทรัพย์ที่ผู้บริหารนิยมขายเพื่อก่อให้เกิดกำไรจากการขายมักจะเป็นสินทรัพย์ประเภทเงินลงทุนเนื่องจากซื้อง่ายขายคล่องกว่าสินทรัพย์อื่น และเมื่อขายไปแล้วไม่กระทบต่อการดำเนินงานของกิจการ

6. ในการณีที่มีบริษัทในเครือ อาจมีการขายสินค้าระหว่างบริษัทในเครือ เพื่อให้บริษัทหนึ่งมีรายได้สม่ำเสมอโดยที่สินค้านั้นจะไปปรากฏในอีกบริษัทหนึ่ง ดังนั้นในการวิเคราะห์นักลงทุนควรให้ความสนใจรายการระหว่างบริษัทในเครือด้วย

 

รองศาสตราจารย์วันเพ็ญ วศินารมณ์

คณะบริหารธุรกิจ ม.เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *