มุมมองนักวิเคราะห์ กูรู

การลงทุนปี 2553

ปีที่แล้ว ‘ขี่กระทิง’ วิ่งราว SET เก็บของถูก ปีเสือดุในบ้าน ‘ป่วน’ นอกบ้าน ‘ป่วย’ P/E สูง บรรยากาศมัว ความกลัวซ่อนภายใน เช่นนี้ไซร้ถาม ‘เซี

“ฮันนีมูน” ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ยังไม่ทันไร ปรากฏการณ์ January Effect ก็กลายเป็น Black January น้ำผึ้งขมเอาดื้อๆ บรรยากาศในบ้านก็ป่วน นอกบ้านก็ป่วย 3 เซียนหุ้น “เสี่ยปู่-เสี่ยก๋อย-เสี่ยป๋อง” ปีที่แล้วต่างรับทรัพย์ฟันกำไรหุ้นจนพุงกาง สำหรับการลงทุนปี 2553 สถานการณ์กลับตาลปัตร “3 เซียนหุ้น” วางแผนรับมือปีแห่งความผันผวนนี้อย่างไร..?

เริ่มจากผู้อาวุโสผ่านประสบการณ์ความแปรปรวนของตลาดหุ้นมานานกว่า 2 ทศวรรษ “เสี่ยปู่” สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล ผ่านวิกฤติน้อยใหญ่มานับสิบครั้งจนพอร์ตหุ้นใหญ่ กว่า “พันล้านบาท” เสี่ยปู่เล่าให้กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ฟังว่า เมื่อปี 2552 ที่ผ่านมา SET Index ปรับตัวเพิ่มขึ้น 63% แต่ตนเองได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนทะลุ 100% ถือว่าสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ทั้งปีที่ 20-30%

ขณะที่พอร์ตการลงทุนยังขยายตัว 1 เท่าตัว เมื่อเทียบกับปี 2551 โดยกำไรส่วนใหญ่ได้มาจากหุ้น 2 ตัวหลักคือ LPN กับ CPF ถือลงทุนมาตั้งแต่ต้นทุนต่ำๆ อย่างหุ้น LPN ซื้อตอนราคา 2 บาทกว่า หุ้น CPF มาเก็บช่วงราคา 4 บาท ปัจจุบัน 2 ตัวนี้มีกำไรแล้วจำนวนมาก

“หุ้น LPN กับ CPF ไม่เสียแรงที่ผมไล่เก็บมาตลอด ปัจจุบันถือตัว LPN ประมาณ 3-4% ถ้าราคาลงมา 6 บาท ก็จะซื้อเพิ่มอีก สำหรับตัว CPF ถ้าลงมา 11 บาท ก็จะเก็บเพิ่มเช่นเดียวกัน”

สำหรับแผนการลงทุนหุ้นปี 2553 ตั้งเป้าผลตอบแทนการลงทุนไว้ที่ประมาณ 30% และตั้งเป้าพอร์ตการลงทุนขยายตัวประมาณ 20% เมื่อเทียบกับปี 2552 ส่วนการเลือกหุ้นจะยังโฟกัสอยู่ที่หุ้นตัวเดิมในพอร์ต โดยเฉพาะ LPN และ CPF

“สัดส่วนประมาณ 30% จะลงทุนในหุ้น LPN เหมือนเดิม เชื่อว่าผลประกอบการในปี 2553 จะเติบโตได้อีกประมาณ 20% รองลงมาจะเป็นหุ้น CPF ประมาณ 20% ตัวนี้ผมชอบมากไม่แพ้หุ้น LPN” เสี่ยปู่ ว่า

พร้อมทั้งให้เหตุผลว่าหุ้น CPF ค่า P/E ยังต่ำ 8-9 เท่า ประเด็นสำคัญอยู่ที่บริษัทหันมาเน้นธุรกิจอาหารพร้อมรับประทานจะส่งผลให้ อัตรากำไรขั้นต้นดีกว่าธุรกิจอาหารสด ซึ่งเชื่อว่าผลประกอบการในปี 2553 คงขยายตัวดีมาก เมื่อเทียบกับปี 2552

หุ้นตัวที่สามที่จะทยอยซื้อเพิ่มหากราคาอยู่ในระดับที่เหมาะสมคือหุ้น MINT ตัวนี้เป็นแฟนพันธุ์แท้มาแล้ว 4 ปีเก็บมาตั้งแต่ราคา 2.50 บาท เมื่อไรที่ภาวะเศรษฐกิจกลับมาปกติหุ้น MINT จะไม่ทำให้นักลงทุนผิดหวังแน่ เพราะธุรกิจโรงแรม และธุรกิจอาหารยังมีแนวโน้มที่ดีเห็นได้จากในช่วงเดือนพ.ย.-ธ.ค. 2552 จำนวนนักท่องเที่ยวเริ่มกลับมาแล้ว

เซียนหุ้นพันล้านยังบอกอีกว่า ปีนี้ หุ้น CPALL ก็น่าลงทุนแต่ตัวนี้จะเล่นเป็นรอบๆ เท่านั้น เพราะค่า P/E สูงถึง 23-24 เท่า ขณะที่ราคาหุ้นก็ขึ้นมามากแล้ว ถ้าจะ “เล่นรอบ” จะรอซื้อช่วงหุ้นปรับฐานลงมา 23 บาท นอกจากนี้ยังชอบหุ้น SPALI ชอบเพราะค่า P/E ต่ำ หุ้น PTTAR ก็น่าสนใจเพราะปีนี้ ราคาพาราไซลีน และราคาเบนซีนอาจปรับตัวสูงขึ้นจะส่งผลดีต่อราคาหุ้น

“ตอนนี้ก็เล็งจะเก็บหุ้น TCAP และ SCIB ตามข่าวกลุ่มธนชาตจะซื้อ SCIB ตัว SVI ก็จะซื้อหุ้นเพิ่ม เหมือนกัน บริษัทนี้จ่ายเงินปันผลคุ้มค่ามาก (ลากเสียงยาว) แถมยังมีกำไรสุทธิขยายตัวต่อเนื่องอีกด้วย ผมเก็บมาตั้งแต่ราคา 2 บาทแล้ว”

เสี่ยปู่ กล่าวถึงกลยุทธ์การลงทุนในปีนี้ว่า คงไม่มีอะไรแตกต่างจากปีที่ผ่านมายังยึดคอนเซปต์ “แวลูอินเวสเตอร์” ต่อไปคือซื้อหุ้นโดยประเมินจากมูลค่ากิจการ

ข้อแรก จะดูพื้นฐานบริษัทโดยวิเคราะห์ “งบการเงิน”? บริษัทไหนที่มีฐานะการเงินที่ดีจะบ่งบอกทิศทางของราคาหุ้นได้เป็นอย่างดี

ข้อสอง ดูว่าราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าหุ้นตามบัญชีหรือไม่ ถ้าผลการดำเนินงานของบริษัทนั้นมีทิศทางที่ดี แต่ราคาหุ้นยังซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าหุ้นตามบัญชี หุ้นตัวนั้นก็จะน่าสนใจ

สุดท้าย ดูว่ารายรับมากกว่ารายจ่ายหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นตัวบ่งชี้ว่า สิ้นปีบริษัทจะสามารถจ่ายเงินปันผลได้ในระดับเท่าใด

“สถานการณ์ทางการเมืองอาจมีผลต่อราคาหุ้นบ้าง แต่หากราคายังต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง และพื้นฐานยังแข็งแกร่ง โอกาสที่ราคาหุ้นจะไปต่อก็มีสูง ผมจะไม่ยอมปล่อยของ (หุ้นต้นทุนต่ำ) ออกจากมือ หากพื้นฐานบริษัทไม่เปลี่ยนแปลง” เซียนหุ้นพันล้าน กล่าวอย่างหนักแน่น

ด้านเซียนหุ้นรุ่นใหม่ “ก๋อย” ยุทธพงษ์ เสรีดีเลิศ ซึ่ง มีศักดิ์เป็นหลานชาย “เสี่ยขุน” ชนะชัย ลีนะบรรจง ยอมรับว่า ปีที่แล้วทำผลงานสู้ดัชนีไม่ได้ แต่ทำผลงานเข้าเป้าของตัวเองคือ 20% ส่วนใหญ่ได้กำไรมาจากหุ้น TUF, CPF และ LANNA แต่แทบจะไม่ได้กำไรจากหุ้นเทิร์นอะราวด์ เลย โดยเฉพาะ YNP และ PERM ที่ถือลงทุนตัวละ 6% (ต้นทุน YNP อยู่ที่ 1.10 บาท ส่วน PERM อยู่ที่ 1.80 บาท)

เรื่องที่คุณอาจสนใจ  สอนลูก เรื่อง การลงทุน

สำหรับปี 2553 นี้ เสี่ยก๋อย ยังตั้งเป้าจะทำกำไรประมาณ 20% เหมือนเดิม แต่ได้ปรับแผนหันมาเน้นลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ประมาณ 60-70% และจะถือยาวขึ้นเป็น 2-4 เดือน ส่วนหุ้นเป้าหมายปีนี้ ได้แก่ TUF, CPF และ LANNA เหมือนเดิม ยังเชื่อมั่นในฐานะการเงินของทั้ง 3 บริษัทว่าจะขยายตัวมากขึ้นกว่าปีก่อน

นอกจากนี้ กำลังรอจะซื้อหุ้น DTAC ที่ราคาปรับลดลงมาค่อนข้างมาก ที่ชอบหุ้นตัวนี้เพราะราคาหุ้นยังต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน และมีสตอรี่เรื่อง 3จี รออยู่ ยังไงหุ้นก็ต้องมา (ขึ้น) ที่เหลืออีก 30% ของพอร์ตยังเน้นหุ้นเล็ก เล่นตามข่าวเป็นรอบๆ 1-2 สัปดาห์ก็ขายทิ้ง

“ปีนี้ ผมจะชะลอการลงทุนในหุ้นเทิร์น อะราวด์ไว้ก่อน บอกตรงๆ วันนี้ ?เข็ดขยาด? มาก ที่ผ่านมามักลงทุนเร็ว ไม่ศึกษานิสัยใจคอของผู้บริหาร และศึกษาโครงสร้างธุรกิจให้รอบคอบ หลังจากนี้คงต้องทำการบ้านหนักขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า ส่วนหุ้น YNP และ PERM ยังถืออยู่และเชื่อว่าทิศทางในอนาคตน่าจะดีขึ้น”

เซียนหุ้นร้อย ล้าน ยังเผยด้วยว่า ประมาณปลายปี 2553 หรือต้นปี 2554 ตนเองจะนำบริษัทอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัวที่ก่อตั้งมานาน 3 ปี ปัจจุบันมีทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท เข้าทำ Backdoor Listing (เข้าจดทะเบียนโดยอ้อม) ปัจจุบันอยู่ระหว่างพิจารณาบริษัทที่จะทำ Backdoor Listing และกำลังศึกษาข้อดีข้อเสียว่าควรควบรวมบริษัทในเครืออีก 2 แห่งของตระกูลเสรีดีเลิศก่อนนำเข้าตลาดหุ้นหรือไม่

สำหรับบริษัทที่จะเป็นแกนเข้าตลาดหุ้นทำ ธุรกิจก่อสร้างโรงงานขนาดเล็กเพื่อให้เช่าและขาย ตั้งอยู่ในจังหวัดสมุทรสาคร ขนาดพื้นที่ 500 ไร่ ปัจจุบันมีโรงงานเข้ามาอยู่แล้ว 30-40 โรง เมื่อปี 2552 มีกำไรสุทธิจากการขายโรงงานเพียงอย่างเดียว 20-30 ล้านบาท และมีรายได้หลักร้อยล้านบาท

“ผมตั้งใจจะปั้นบริษัทของครอบครัวให้เป็น “หุ้นปันผล” เชื่อว่าเมื่อเข้าตลาดหุ้นแล้วจะได้รับความสนใจจากนักลงทุน เพราะลำพังกินเพียงเงินค่าเช่าโรงงานก็สูงถึงเดือนละ 4-5 ล้านบาทแล้ว” เสี่ยก๋อย เผย

เซียนหุ้นคนที่สามเจ้าของวลี ตลาดหุ้นไทยซึมนาน คลานเป็นเต่า เศร้าเป็นปี สุขีประเดี๋ยวเดียว “เสี่ยป๋อง” วัชระ แก้วสว่าง เสือปืนไวเจ้าของพอร์ตหุ้นมูลค่า “หลายร้อยล้านบาท” บอกว่า ในปีที่แล้วทำกำไรหุ้นเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 20% ส่วนใหญ่ได้มาจากหุ้นบิ๊ก แคปในกลุ่มสถาบันการเงิน และพลังงาน แม้ผลตอบแทนที่ได้รับเมื่อปี 2552 จะสูงกว่าเป้าหมาย แต่ก็ยังต่ำเมื่อเทียบกับนักลงทุนรายอื่นๆ บางคนปีเดียวได้กำไร 5 เท่าตัวก็มี

“เขาฟันเงินเยอะเพราะเขาเล่นยาว หากผมกล้าเล่นยาวๆ ไม่เล่นสั้นรีบซื้อรีบขายป่านนี้รวย (เละ) ไปแล้ว แต่พอดีทางนั้น (แวลูอินเวสเตอร์) มันไม่ใช่แนวของผม”

กลยุทธ์ลงทุนปี 2553 คงเหมือนปีที่ผ่านมา คือ ลงทุนนาน 1 สัปดาห์ถึง 3 เดือน โดยจะเน้นเก็งกำไรหุ้นบิ๊กแคป 80% อีก 20% เล่นตามข่าวรายวันในหุ้นขนาดกลางและเล็ก อย่างช่วงนี้ก็กำลังเก็งกำไรหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ 1 ตัว นักวิเคราะห์หลายรายออกมาตบเท้า “เชียร์ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมาย 6-9 บาท ประเมินว่าผลประกอบการจะออกมาดีมากถึงมากที่สุด

เสี่ยป๋อง สรุปว่าถ้าการเมืองไม่วุ่นวาย เศรษฐกิจต่างประเทศฟื้นตัว โอกาสได้กำไรเกิน 20% ก็มี แต่ถ้าทุกอย่างตรงกันข้าม ค่อยมาปรับเปลี่ยนวิธีการลงทุนกันใหม่

ที่มา BangkokBizNews

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *