บทวิเคราะห์หุ้น

การลงทุนในหุ้น แบบวอเรนต์ บัฟเฟตต์

เมื่อไม่กี่วันมานี้? Sham Gad ซึ่งเป็นนักศึกษา MBA ที่กำลังจะจบของมหาวิทยาลัยจอร์เจียได้มีโอกาสพาเพื่อนนักศึกษาเข้าพบและพูด คุยกับวอเร็น บัฟเฟตต์? และต่อไปนี้คือสาระบางส่วนของการตอบคำถามที่ถูกนำมาขึ้นใน BLOG ส่วนตัวของเขาที่เวป buffettspeak.blogspot.com

1. ถามว่าทำไมบัฟเฟตต์จึงซื้อหุ้นเบิร์กไชร์ซึ่งเป็นบริษัทสิ่งทอที่กำลังตกต่ำ ในปี 1962 บัฟเฟตต์ตอบว่า? ราคาหุ้นในขณะนั้นอยู่ที่ 7? 3/8? เหรียญ? แต่บริษัทมีเงินทุนหมุนเวียน 10 ? 11 เหรียญต่อหุ้น ขณะเดียวกันถึงบริษัทจะขาดทุน? แต่ก็ได้ทยอยปิดโรงงานจาก 12 โรงเหลือเพียง 2 โรงทำให้มีกระแสเงินสดออกมาใช้ได้มาก? นี่เป็นกรณีของการลงทุนในบริษัทที่มีกิจการย่ำแย่แต่มีทรัพย์สินมากซึ่งถือ เป็นการลงทุนแบบ ?ก้นบุหรี่? ในช่วงแรก ๆ ของการลงทุนของเขา? ต่อมาบัฟเฟตต์ได้ซื้อหุ้นตัวนี้เพิ่มจนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และใช้มันเป็น บริษัท Holding ที่ถือหุ้นอื่น ๆ? มาจนถึงทุกวันนี้ที่หุ้นเบิร์กไชร์มีราคาหุ้นละหลายหมื่นเหรียญ และทำให้บัฟเฟตต์กลายเป็นคนที่รวยเป็นอันดับสองของโลก

2. กรณีการซื้อหุ้นของ See?s Candy ในปี 1972 เป็นกรณีของการซื้อธุรกิจที่มียี่ห้อที่แข็งแกร่งของ See?s ซึ่งขายลูกกวาดและช็อคโกแล็ต ซึ่งสามารถขึ้นราคาสินค้าได้บ่อย ๆ โดยลูกค้าไม่หันไปซื้อยี่ห้ออื่น??? บัฟเฟตต์บอกว่า เมื่อเขาจะลงทุน? เขาจะถามคำถามข้อหนึ่ง นั่นคือ? ?คุณจะต้องรอนานแค่ไหนถึงจะสามารถขึ้นราคาสินค้าได้? และนี่คือกรณีแรก ๆ ที่บัฟเฟตต์เริ่มเปลี่ยนแนวการลงทุนจากแบบก้นบุหรี่มาเป็นการลงทุนในหุ้นของ กิจการที่มียี่ห้อโดดเด่น? กิจการมีคุณภาพดีมากในราคาหุ้นที่ค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับการลงทุนก่อนหน้า นั้น
3. เมื่อถูกถามว่า 50 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นอเมริกันมีหุ้นราคาต่ำกว่าพื้นฐานมาก มาย? เขาคิดว่าเหตุการณ์แบบนั้นจะเกิดขึ้นอีกไหม?? คำตอบก็คือ? โอกาสที่น่าสนใจมาก ๆ นั้น มาจากการสังเกตพฤติกรรมของมนุษย์? คนนั้น? จะตกใจจนตัวสั่นด้วยความกลัวและตื่นเต้นด้วยความโลภ และสิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับว่าพวกเขาจะมี IQ เท่าไร? ตัวบัฟเฟตต์เองนั้น? ร่ำรวยขึ้นได้โดยการมองหากำไรที่แข็งแกร่งของบริษัท? 50 ปีที่ผ่านมาไม่ใช่ช่วงเวลาที่เป็นเหตุการณ์เฉพาะ? มันเป็นเพียงเรื่องของการฉกฉวยประโยชน์จากพฤติกรรมมนุษย์?? มันเป็นเรื่องของคนที่มองหาโอกาสขณะที่คนอื่นกำลังตื่นตกใจจากความกลัวหรือ ตื่นเต้นจากความโลภ?? สรุปง่าย ๆ น่าจะเป็นว่า บัฟเฟตต์มองว่าโอกาสในการทำกำไรมากมายจากตลาดหุ้นยังมีอยู่เสมอถ้าเราสามารถ แยกตัวเองออกมาจากอารมณ์ต่าง ๆ

4.เรื่องของการลงทุนในต่างประเทศ คำถามคือ? บัฟเฟตต์สนใจสถานการณ์ของประเทศที่เขาจะลงทุนหรือไม่นอกจากเรื่องของบริษัท เอง?? คำตอบคือ? เขาสนใจ และยกตัวอย่างเมื่อ 2-3 ปีก่อนที่เขากำลังดูหุ้นพลังงาน 2 ตัว คือ PetroChina ของจีนกับ Yucos ของรัสเซีย? ซึ่งบัฟเฟตต์เลือก PetroChina เขาบอกว่าราคาหุ้นตัวนี้ถูกมาก? ทั้งบริษัทมีมูลค่าตลาดเพียง 35 พันล้านเหรียญสหรัฐ คือประมาณ 1 ใน 4 ของหุ้น Exxon แต่มีกำไรเท่ากับ 80 %? ของ Exxon? แต่สิ่งที่ทำให้บัฟเฟตต์ตัดสินใจซื้อก็คือเมื่อเขาอ่านรายงานประจำปีและพบ ว่าประธานของ PetroChina สัญญาว่าจะจ่ายปันผล 45% ของกำไรซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมากในธุรกิจนี้? เขาบอกว่า? ถ้าเป็นในสหรัฐ? บริษัทควรมีมูลค่าตลาดถึง 85 พันล้านเหรียญ? ดังนั้น? เขาเลือก PetroChina? หลังจากนั้น ในเดือนกรกฎาคม ก็ปรากฏว่า? เจ้าของ Yucos ซึ่งเป็นคนที่รวยที่สุดในรัสเซียก็ถูกประธานาธิบดีปูตินสั่งจับโทษฐานที่ไป คิดแข่งกับปูติน?? บัฟเฟตต์บอกต่อว่า?? PetroChina? รักษาคำพูดโดยการจ่ายปันผล 45%? โดยคิดละเอียดเป็นทศนิยมหลายตำแหน่ง? ในขณะที่ในรัสเซียนั้น? สถานการณ์การเมืองย่ำแย่มาก

5. บัฟเฟตต์ได้พูดถึงกลยุทธ์การเลือกการลงทุนในกิจการว่า? เขาจะแบ่งบริษัทออกเป็น 3? กลุ่ม โดยจะมีถาดใส่เอกสาร 3 ใบ? ใบแรกคือถาด? In ซึ่งจะเป็นบริษัทที่มีความน่าสนใจ มีอนาคตที่สดใส? ใบที่สองคือ? Out หรือบริษัทที่ไม่ดี ไม่น่าสนใจลงทุน? และถาดที่สามคือ? Too hard? ซึ่งแปลว่ายากเกินไปที่เขาจะเข้าใจ? ซึ่งในกลุ่มหลังนี้มีมากเสียจนเขาพูดเล่น ๆ ว่าต้องมีถังขยะใบใหญ่ ๆ เอาไว้ทิ้ง? นั่นคือ? เขาแนะนำว่า? เราควรเลือกหุ้นลงทุนน้อยตัวมาก เช่นในชีวิตนี้? ควรคิดว่าเรามีโอกาสที่จะลงทุนในหุ้นเพียง 20 ตัว? ซึ่งจะทำให้เราระมัดระวังและศึกษาอย่างละเอียดก่อนที่จะลงทุน

6. สุดท้าย? คำถามที่สำคัญมากอีกข้อหนึ่งก็คือ? นอกจากความสามารถของผู้บริหารและเรื่องของการดูข้อมูลทางด้านการเงินแล้ว? ปัจจัยอะไรที่ทำให้บัฟเฟตต์ตัดสินใจได้เร็วมากในการลงทุน

คำตอบก็คือ? เขามีเครื่องกรองในการลงทุน 4 ข้อ

เครื่องกรองที่ 1 😕 เราสามารถเข้าใจธุรกิจที่จะลงทุนไหม? มันจะเป็นอย่างไรในอีก10-20 ปีข้างหน้า? ยกตัวอย่างเช่น? Intel กับหมากฝรั่ง? บัฟเฟตต์บอกว่าเขาจะลงทุนเฉพาะในสิ่งที่เขารู้จักดี เช่น โค๊ก

เครื่องกรองที่ 2 : บริษัทมีความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืนหรือไม่? นั่นเป็นเหตุให้เขาไม่ซื้อกิจการที่เป็นแฟชั่นเช่นของเล่นเด็ก? แต่จะซื้อน้ำอัดลมและหมากฝรั่งที่มียี่ห้อและมีความได้เปรียบที่คนอื่นแข่ง ไม่ได้

เครื่องกรองที่ 3 😕 บริษัทมีฝ่ายจัดการที่เราสามารถไว้วางใจได้หรือไม่

เครื่องกรองที่ 4 😕 ราคาหุ้นสมเหตุผลไหมและนั่นก็คือความคิดเห็นบางส่วนที่บัฟเฟตต์พูดกับนัก ศึกษาซึ่งเป็นสิ่งที่เขาทำเป็นครั้งคราว? และเป็นกลยุทธ์ที่ออกจากปากบัฟเฟตต์เอง? ดังนั้น มันจึงเป็นของแท้

ที่มา ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

One thought on “การลงทุนในหุ้น แบบวอเรนต์ บัฟเฟตต์

  1. อ่านตั้งนานอ่ะ นึกว่าครีมลดหุ้นbeauty buffet

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *