ก้าวต่อไปของ DTAC กับปี 2554

DTACผลัดใบ..ไม่สะเทือนลำต้น!!

“โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น”เข้าสู่ยุคหัวเลี้ยวหัวต่อ หลัง”ทอเร่-ธนา”ผู้บริหารระดับโลโก้องค์กรพร้อมใจลาออก หวั่นกระทบการดำเนินงาน ฉุดรั้งการพัฒนาระบบ 3G ด้านนักวิเคราะห์ฟันธงส่งผลลบเชิงจิตวิทยาเล็กน้อย แต่พื้นฐานบริษัทไม่เปลี่ยนแปลง แนะจับตานโยบายของผู้บริหารชุดใหม่ใกล้ชิด ส่วนหุ้น DTAC ยังน่าซื้อ หลังบริษัทลงทุนรื้อเครือข่ายทั่วประเทศ หวังช่วยขยายฐานลูกค้าในอนาคต

บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)หรือ DTAC เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง หลังผู้บริหารระดับสูงที่เป็นหน้าตาและมันสมองขององค์กรอย่าง มร.ทอเร่ จอห์นเซ่น และนายธนา เธียรอัจฉริยะ ตบเท้าลาออกพร้อมกัน ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าจะกระทบต่อทิศทางในการดำเนินธุรกิจหรือไม่ ท่ามกลางการแข่งขันธุรกิจไอทีที่ร้อนแรงขึ้นทุกขณะ ภายหลังจากที่การพัฒนาระบบ 3G ในประเทศไทยมีความชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆทั้งนี้ มร.ทอเร่ จอห์นเซ่น ได้ลาออกจากตำแหน่งกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ DTAC โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 เพื่อไปรับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท Grameenphone Ltd. บริษัทย่อยของกลุ่มเทเลนอร์ ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่ที่สุดในบังกลาเทศ และได้แต่งตั้ง Mr. Jon Eddy Abdullah เข้าดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DTAC แทน ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2554 ส่วนนายธนา เธียรอัจฉริยะ ลาออกจากตำแหน่งรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกลยุทธ์และกิจการองค์กร มีผลตั้งแต่สิ้นเดือนเมษายนนี้เป็นต้นไป เพื่อออกไปเผชิญความท้าทายในธุรกิจค้าปลีกกางเกงยีนส์อย่างไรก็ตาม ผู้สันทัดกรณีมองว่าการลาออกของผู้บริหาร DTAC อาจส่งผลกระทบไม่มากนัก และบริษัทยังสามารถแข่งขันในอุตสาหกรรมไอทีประเทศไทยได้อย่างแข็งแกร่ง ขณะที่หุ้น DTAC ยังเป็นหุ้นสื่อสารที่น่าสนใจ โดยเฉพาะหลังจากที่บริษัททุ่มงบ 1 พันล้านบาท เพื่อพัฒนาเครื่อข่ายใหม่ทั่วประเทศ และพัฒาระบบ 3G บนคลื่อนความถี่เดิมที่ 850 เมกะเฮิร์ตซ

*****นักวิเคราะห์เชื่อบิ๊ก DTAC ตบเท้าลาออกไม่ส่งผลกระทบต่อบริษัท

นักวิเคราะห์บล.กิมเอ็ง(ประเทศไทย) ระบุว่า การลาออกของผู้บริหาร DTAC ทั้ง 2 คน คือ มร.ทอเร่ จอห์นเซ่น และนายธนา เธียรอัจฉริยะมองว่าไม่น่าจะมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯในปีนี้ เนื่องจากโครงสร้างการทำธุรกิจไม่ได้เปลี่ยนแปลง อย่างรก็ตาม ต้องติดตามต่อไปว่าผู้บริหารคนใหม่ที่เข้ามาจะมีการปรับเปลี่ยนนโยบายใหม่หรือไม่ สำหรับมุมมองต่อการลงทุนใน DTAC บริษัทยังคงแนะนำ “ซื้อ” เพราะแนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 4/53 จะออกมาดี สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซั่น ประกอบกับ DTAC มีแนวโน้มการจ่ายปันผลที่ดี คาดว่าอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลงวดปี 2553 จะอยู่ที่ประมาณ 6% ทั้งนี้ ให้ราคาเป้าหมายที่ 57 บาท อย่างไรก็ตาม แนวโน้มผลประกอบการในปี 2554 กำไรน่าจะทรงตัวจากปีก่อน เพราะปีนี้บริษัทฯ ต้องเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายที่พิ่มขึ้น คือ การกลับมาจ่ายภาษีนิติบุคคลเต็มจำนวน 30% จากช่วง 5 ปีที่ผ่านมารัฐบาลผ่อนผันให้บริษัทที่เข้าจดทะเบียในตลาดหุ้นจ่ายภาษีเพียง 25% นอกจากนี้ ในปลายปีบริษัทฯ ยังต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้เพิ่มขึ้นตามสัญญาสัมปทานจากเดิมที่จ่าย 25% เพิ่มเป็น 30% ในปีนี้ ด้านนักวิเคราะห์จาก บล.กรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า การลาออกของผู้บริหารทั้ง 2 คน คงไม่มีผลกระทบในแง่ของผลการดำเนินงาน เนื่องจากบริษัทฯ ยังคงใช้นโยบายเดิมในการบริหารธุรกิจ ซึ่งผลงานที่ผ่านมาของบริษัทฯ ก็เป็นที่น่าพอใจ ส่วนปีนี้ DTAC จะมีภาระเพิ่มขึ้นในการจ่ายภาษีนิติบุคคลเต็ม 30% ของกำไรสุทธิ เริ่มตั้งแต่ต้นปี และการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาสัมปทานในช่วงปลายปี อย่างไรก็ตาม ข่าวการลาออกของผู้บริหารดังกล่าวน่าจะมีผลกระทบเชิงลบด้านจิตวิทยาการลงทุนเพียงเล็กน้อย แต่บริษัทยังคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปีนี้ 48.50 บาท นายกิจพล ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.) กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า สำหรับกรณีที่นายธนา เธียรอัจฉริยะ ประกาศลาออกจากตำแหน่ง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลยุทธ์องค์กร DTAC เชื่อว่าไม่มีผลกระทบ หรือมีผลกระทบต่อบริษัท DTAC อย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากรายได้หลักของธุรกิจของกลุ่มสื่อสารจะมาจากฐานลูกค้ากลุ่มพรีเพดประมาณ 90% ของฐานลูกค้ารวม แต่นายธนา ได้มีการปรับเปลี่ยนออกจากตำแหน่งในการดูแลฐานลูกค้าพรีเพดแล้วก่อนหน้านี้ 6 เดือน และมีผู้บริหารคนใหม่เข้ามาดูแลแทนแล้ว

***** ดีแทคทุ่มงบ 1 พันลบ.พัฒนาเครือข่ายทั่วประเทศ

นาย ทอเร่ จอห์นเซ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DTAC เปิดเผยว่า ปีนี้บริษัทมีแผนลงทุนเปลี่ยนโครงข่ายใหม่(network swap) เป็นการเปลี่ยนโครงข่ายเดิมเพื่อรองรับการให้บริการ3จีบนคลื่นความถี่850 เมกกะเฮิรตซ์ ซึ่งการเปลี่ยนโครงข่ายดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน)อนุมัติให้บริษัทให้บริการ 3จีได้ ประกอบกับปัจจุบันมีจุดรับสัญญาณเก่าต้องเปลี่ยนทั้งสิ้นกว่า10,000 แห่ง โดยจะเริ่มทยอยเปลี่ยนในพื้นที่กรุงเทพ และปริมณฑล รวมถึงจังหวัดหัวเมืองใหญ่ของภาคต่างๆ ตั้งแต่เดือนมีนาคมนี้ คาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนมากกว่าปีที่แล้วที่ลงทุนไป1,000 ล้านบาท
สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมโทรคมนาคมปีนี้จะมีการเติบโตมากขึ้นในเรื่องของการให้บริการสื่อสารข้อมูลอินเตอร์เนต(ดาต้า) และ ความเร็วของอินเตอร์เนตบนมือถือที่จะมีการแข่งขันมากขึ้น ขณะเดียวกัน บริษัททีโอที จำกัด(มหาชน)เปิดให้บริษัทโทรคมนาคมเข้าร่วมบริการ เทคโนโลยีระบบ 3จี บนโครงข่ายของ ทีโอที ทั่วประเทศ ซึ่งบริษัทเองสนใจที่จะร่วมให้บริการเช่นกัน

***** เอเซีย พลัสแนะซื้อ DTAC ให้เป้า 70.30 บาท

บทวิเคราะห์บล.เอเซียพลัส ระบุว่า แนะนำซื้อ DTAC ให้ราคาพื้นฐานที่ 70.30 บาท โดยมองว่าการที่ DTAC ตัดสินใจเปลี่ยนเครือข่ายใหม่ทั้งหมดจะใช้เพิ่มประสิทธิภาพให้กับบริษัท โดยปัจจุบัน DTAC มีส่วนแบ่งตลาดรวม 32% อย่างไรก็ตามในส่วนของส่วนแบ่งการตลาดอินเตอร์เน็ตมีสัดส่วน 35% ซึ่งยังเป็นรอง ADVANC ที่มีสัดส่วนแบ่งตลาดถึง 50% ค่อนข้างมาก
ดังนั้นการเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายดังกล่าวคาดว่าจะช่วยให้ DTAC เพิ่มส่วนแบ่งตลาดอินเตอร์เน็ตมากขึ้นและช่วยลดระยะห่างจาก ADVANC ได้ โดยปัจจัยสนับสนุนจะมาจากการทำตลาดของสมาร์ทโฟน และแพ็คเก็คต่าง ๆ ที่กระตุ้นให้ลูกค้าได้ใช้งานดาต้ามากขึ้น
ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าการปรับเปลี่ยนเน็ตเวิร์คดังกล่าว จะเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการอัพเกรดระบบ 3G บนคลื่นความถี่ 850 เมกะเฮริตซ์ ในอนาคตอีกด้วย ทั้งนี้ DTAC ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ กสท. เปิดบริการ 3G บนคลื่นความถี่ 850 แบบทดสอบราว 1200 สถานีฐาน และกำลังอยู่ระหว่างรอการพิจารณาของคณะกรรมการมาตรา 22 ที่จะเปิดให้บริการ 3G เชิงพาณิชย์ ซึ่งจะเป็นการต่อยอดการเติบโตของบริการ Non-Voice ในอนาคต ด้วยความพร้อมดังกล่าว ฝ่ายวิจัยจึงยืนยันคำแนะนำ ?ซื้อ?

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *