ความรู้หุ้น – หุ้นสัมปทาน

หุ้นของบริษัทที่ได้รับสัมปทานจากรัฐนั้น? บางบริษัทก็มีกำไรโดดเด่นน่าประทับใจมาก? แต่บางบริษัทกลับมีผลการดำเนินงานย่ำแย่ทั้ง ๆ ที่อยู่ในธุรกิจเดียวกัน? ความแตกต่างที่เกิดขึ้นนั้น? ส่วนใหญ่ไม่ใช่เพราะฝีมือการบริหารงานของผู้บริหาร?? แต่เกิดจากความแตกต่างของสัญญาสัมปทาน? เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ? ค่า? Charge หรือค่าธรรมเนียมที่บริษัทผู้รับสัมปทานต้องจ่ายให้กับผู้ให้สัมปทาน? ดังนั้น? นักลงทุนที่คิดจะลงทุนในหุ้นของบริษัทสัมปทานจะต้องศึกษาสัญญาสัมปทานให้ดี? นอกจากศึกษาแล้วก็ยังต้องติดตามการบังคับใช้และการที่สัญญาอาจจะมีการ เปลี่ยนแปลงด้วยเหตุใดก็ตาม? เพราะมูลค่าของหุ้นสัมปทานนั้น? บางที? 70-80 %? อาจจะมาจากข้อตกลงในสัญญา? มีส่วนน้อยเท่านั้นที่มาจากตัวธุรกิจ? เพราะกิจการที่ต้องอาศัยสัมปทานนั้น? ส่วนใหญ่แล้วก็มักเป็นกิจการที่ผูกขาดหรือกึ่งผูกขาดซึ่งผู้บริโภคจำเป็น ต้องใช้? พูดง่าย ๆ? ถ้าได้สัมปทานที่ดีและจ่ายค่าธรรมเนียมน้อยแล้วละก็? กิจการก็เป็นเสือนอนกิน

กรณีของหุ้น ITV เป็นตัวอย่างที่พิสูจน์คำกล่าวข้างต้นอย่างสมบูรณ์ที่สุด? ITV นั้น? เริ่มต้นจากการที่ได้สัมปทานทำธุรกิจทีวีโดยมีสัญญาต้องจ่ายค่าธรรมเนียมสูง เมื่อเทียบกับทีวีดูฟรีอื่น ๆ? ดังนั้น? ITV จึงขาดทุนเรื่อยมาในขณะที่ทีวีอื่น ๆ นั้นทำกำไรได้อย่างงดงาม?? ต่อมา ITV สามารถแก้ไขสัญญาที่ทำให้คิดว่าตนเองสามารถจ่ายค่าธรรมเนียมลดลงมากได้? จึงทำให้บริษัทสามารถแสดงผลการดำเนินงานเป็นบวกซึ่งทำให้ราคาหุ้นของ ITV ปรับตัวขึ้นมามหาศาล? แต่แล้ว? ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครั้งหนึ่งที่บังคับให้ ITV ต้องกลับไปใช้สัญญาเดิม? ครั้งหลังนี้? มีผลทำให้ ITV ต้องสูญเสียสัมปทานซึ่งคงทำให้บริษัทต้องหยุดดำเนินการและหุ้นน่าจะหมดค่าลง ในที่สุด?? และนั่นก็คือการสูญเสียของนักลงทุนที่ไม่ได้วิเคราะห์สถานะของสัมปทานอย่าง ระมัดระวัง

กิจการที่ทำธุรกิจให้บริการโทรศัพท์ทั้งหลายนั้นต่างก็เป็นสัมปทานและเป็น สัมปทานที่มีค่า Charge ที่แตกต่างกันมาก?? และนั่นก็คือที่มาว่าทำไมหุ้นของบริษัทบางแห่งมีมูลค่ามหาศาล? แต่บางบริษัทก็มีมูลค่าน้อยทั้ง? ๆ? ที่ก็ให้บริการแก่ลูกค้าเป็นล้าน ๆ รายเหมือนกัน? สิ่งที่น่าสนใจก็คือ? กิจการให้บริการโทรศัพท์ในขณะนี้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญนั่นคือ?? การกำหนดกฎเกณฑ์และควบคุมธุรกิจนี้ได้เปลี่ยนจากองค์การโทรศัพท์เดิมเป็นคณะ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติหรือ กทช. โดยที่องค์การโทรศัพท์เดิมหรือบริษัท ทีโอที ในปัจจุบันนั้น? กลับกลายเป็นเพียงผู้ให้บริการรายหนึ่งเท่านั้น? ด้วยเหตุดังกล่าว? โอกาสที่จะมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของสัญญาสัมปทานก็สามารถเกิดขึ้นได้? โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่ประเทศไทยจะต้องเปิดเสรีในภาคโทรคมนาคม

ก่อนหน้านี้มีการพูดถึงเรื่องการแปลงสัญญาสัมปทาน? แต่เรื่องนี้ก็เงียบไป? ด้วยว่าเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะหาจุดที่ทั้งสองฝ่ายพอใจ?? ในช่วงนี้ก็เริ่มมีประเด็นเรื่องของการต่อเชื่อมเครือข่าย ซึ่งในสาระสำคัญก็คือ? ผู้ให้บริการทุกราย ไม่ว่าจะเป็นมือถือหรือโทรศัพท์บ้านจะต้องยอมให้ผู้ให้บริการเครือข่ายอื่น ต่อเชื่อมเพื่อที่ว่าโทรศัพท์ทุกเครื่องจะสามารถติดต่อกันได้ไม่ว่าจะอยู่ใน ระบบไหนหรือใครเป็นผู้ให้บริการ? และการต่อเชื่อมเครือข่ายนี้? จะต้องมีการคิดค่าบริการระหว่างกันหรือเรียกว่า? Interconnection Charge ในอัตราที่เหมาะสม? ประเด็นปัญหาก็คือ? ในระบบเดิมนั้น? องค์การโทรศัพท์เนื่องจากเป็นผู้คุมกฎเกณฑ์และเป็นผู้ให้สัมปทานบางส่วนด้วย ไม่ได้กำหนดเกณฑ์ในเรื่องนี้? แต่ในทางปฏิบัติก็คือ? ถ้าเป็นเครือข่ายที่องค์การเป็นผู้ให้สัมปทานเองก็ไม่มีการคิดค่าเชื่อม เครือข่าย? แต่ถ้าเป็นเครือข่ายที่การสื่อสารหรือบริษัท กสท.โทรคมนาคม เป็นผู้ให้สัมปทาน? ก็จะถูกคิดค่า Access Charge? ดังนั้น? บริษัทอย่างเช่น DTAC นั้นเมื่อขายโทรศัพท์แต่ละเลขหมายก็จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการเชื่อมต่อให้ องค์การโทรศัพท์เป็นรายเดือน? ในขณะที่บริษัทอย่างเช่น AIS ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในส่วนนี้

การใช้ระบบ Interconnection Charge นั้น? แน่นอน ย่อมมีผลกระทบในเรื่องของต้นทุนของผู้ให้บริการ? เพราะทุกครั้งที่มีการเรียกสายข้ามระบบ? ผู้ให้บริการต้นทางจะต้องจ่ายค่าใช้ให้กับระบบปลายทาง?? นี่อาจทำให้ค่าธรรมเนียมที่บริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์ที่จดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์ต้องจ่ายตามสัญญาสัมปทานเปลี่ยนแปลงไปขึ้นอยู่กับว่าบริษัทนั้น เรียกสายหรือรับสายมากกว่า??? ถ้าการเรียกสายออกและรับสายเข้าเท่า ๆ กันก็จะไม่ต้องเสียค่าต่อเชื่อม? ในกรณีของ AIS นั้น? เนื่องจากไม่เคยเสียค่าต่อเชื่อมอยู่แล้ว? ต้นทุนในส่วนนี้ก็ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ?? แต่ในกรณีของ DTAC หรือ TRUE MOVE ที่ต้องเสียค่าเชื่อมต่อปีละนับเป็นพัน ๆ ล้านบาท? ต้นทุนในส่วนนี้ก็จะลดลงไปมาก?? อย่างไรก็ตาม? เรื่องทั้งหมดนี้ก็ยังมีประเด็นขัดแย้งทางกฎหมายมากมาย? และท้ายที่สุดแล้ว? แม้ว่าจะใช้ระบบ? Interconnection Charge? ก็ยังไม่มีอะไรที่จะมั่นใจได้ว่า? DTAC หรือ TRUE MOVE จะลดต้นทุนส่วนนี้ได้? เพราะบริษัทอาจถูกฟ้องตามสัญญาเชื่อมโครงข่ายเดิมที่ทำกับบริษัท ทีโอทีได้? ดังนั้น? นักลงทุนที่หวังเก็งกำไรจากการที่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของ สัมปทาน?? จะต้องระวังอย่างหนัก? เดี๋ยวจะเหมือนกับกรณีของ ITV

สำหรับผมแล้ว? หุ้นที่เกี่ยวกับสัมปทาน? หรือหุ้นที่พึ่งพิงสัญญาหรือคำมั่นอะไรบางอย่างมากจนถึงขนาดที่เป็นสิ่งที่ ตัดสินความมั่งคั่งหรือความอยู่รอดของบริษัทนั้น?? ผมจะถือว่าเป็นหุ้นที่มีความเสี่ยงสูง? และการที่จะลงทุนผมจะต้องศึกษาอย่างลึกซึ้งถึงความเป็นไปได้ที่อาจจะมีการ เปลี่ยนเงื่อนไขในสัญญา? และถึงที่สุด? ถ้าจะลงทุน? ผมก็จะต้องการ Margin of Safety หรือความปลอดภัยสูง? นั่นคือ? หุ้นจะต้องค่อนข้างถูกกว่าพื้นฐานมาก? เหตุผลก็คือ? ไม่ว่าจะวิเคราะห์อย่างระมัดระวังแค่ไหน? โอกาสที่จะเกิดในสิ่งที่ไม่คาดคิดนั้น? มีอยู่เสมอ

ที่มา ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *