บทวิเคราะห์หุ้นมุมมองนักวิเคราะห์ กูรู

ฉาย บุนนาค

ทเรียน ‘ฉาย บุนนาค’ ถูกตราหน้า ‘ขี้โกง’ มัน ‘เจ็บ’ เหลือทน!!

ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ฉาย บุนนาค เซียนหุ้นหนุ่มผู้โด่งดังเคยมีปัญหากับฝ่ายตรวจสอบของตลาดหลักทรัพย์และสำนักงานก.ล.ต. เพราะเขาเคยถูกตรวจสอบ โดนเรียกไปคุย และถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดมากกว่า “เซียนหุ้น” คนอื่นๆ จนเจ้าตัวเคย “สบถ” ให้ฟังต่อหน้านักข่าว และเคยกล่าวท้าทายอำนาจรัฐอย่างไม่เกรงกลัวผ่านหน้าหนังสือพิมพ์

แม้ที่ผ่านมาพ่อมดน้อยแห่งวงการหุ้นรายนี้จะเคยมี “คดี” แต่เขาก็แค่ “ถูกปรับ” ไม่เคยถึงขั้นถูกก.ล.ต. “กล่าวโทษ” ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในข้อหา “หนัก” เข้าข่ายกระทำโดย “ทุจริต” (ยักยอกทรัพย์) อันเป็นความผิดตาม “มาตรา 281/2 วรรคสอง” ซึ่งเป็นมาตราเดียวกับ “วิชัย ชัยสถาพร” อดีตเจ้าของ บมจ.นิปปอน แพ็ค (ประเทศไทย) ที่ต้อง “หมดอนาคต” ในทุกมิติทางธุรกิจ เพราะโดนข้อหาฉกรรจ์นี้

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552 ฉายถูก ก.ล.ต.เปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 4,839,863 บาท สือเนื่องจากระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2549 ถึงวันที่ 4 เมษายน 2549 ฉาย ซึ่งขณะนั้นปฏิบัติงานเป็นหัวหน้าทีมมาร์เก็ตติ้ง บล.ฟาร์อีสท์ ร่วมกับทีมมาร์เก็ตติ้งอีก 2 คน ทำการซื้อขายหุ้น DTCI ผ่านบัญชีบุคคลอื่น 5 บัญชี เข้าข่ายสร้างราคา (ปั่นหุ้น) อย่างผิดปกติ

สำหรับครั้งนี้นับว่าสถานการณ์ของฉาย เข้าข่ายหน้าสิ่วหน้าขวาน เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2555 ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษตัวเขา อำนาจ ตันกุริมาน ประธานกรรมการบริหาร บมจ.เจนเนอรัล เอนจิเนียริ่ง (GEN) และ กิตติชัย เขียวขำ ต่อ DSI กรณีไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตจนเป็นเหตุให้บริษัทได้รับความเสียหาย รวมถึงมีการทุจริตถ่ายเทผลประโยชน์จากบริษัทโดยมิชอบ

ก.ล.ต.มีข้อมูลที่เชื่อได้ว่าฉายมีส่วนรู้เห็นให้ GEN เพิ่มทุนจดทะเบียนแล้วนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ โดยนำไปซื้อขายหุ้นและวอร์แรนท์ของ บมจ.พี พลัส พี หรือ PLUS (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น บมจ.อควา คอร์เปอเรชั่น หรือ AQUA) ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2554 โดยทุจริตในลักษณะจับคู่ซื้อขายเอื้อประโยชน์โดยมิชอบให้กับบัญชีซื้อขายหุ้นของตัวเองและพรรคพวก จนทำให้ GEN มีผลขาดทุนเป็นจำนวนเงินรวม 265 ล้านบาท

ครั้งนี้ฉายไม่ต่างจาก “หนูติดจั่น” ที่ต้องดิ้นรนหานักกฏหมายฝีมือดีไปหักล้างหลักฐานข้อกล่าวหา แม้คดีความอาจต้องใช้ระยะเวลาและในที่สุดเขาอาจ “หลุด” ในชั้นสอบสวน (อย่างปริศนา) เหมือนหลายๆ คดีในอดีต แต่การถูก “ดิสเครดิต” รอบนี้ “เซียนฉาย” นับว่าขาดทุนย่อยยับ!! ในทางสังคมย่อมถูก “ตราหน้า” ว่าเป็นคน “ขี้โกง” ในทางธุรกิจเขาได้สูญเสีย “ต้นทุนความน่าเชื่อถือ” อย่างไม่มีวันเพิ่มทุนใหม่ได้

เสียงโทรศัพท์มือถือดังกริ๊งกร๊าง..! พี่อาร์สาวใหญ่ที่ฉายฝากฝังรีบโทร.แจ้งนักข่าวสายหุ้นเพื่อแจ้งหมายด่วน! ตามหน้าที่ของเธอ “พี่(…)คะ! วันนี้ (วันอังคารที่ 24 เมษายน) คุณฉายจะแถลงข่าวด่วนที่ชั้น 7 โรงแรมเวสติน สุขุมวิท 19 เวลาบ่ายโมงครึ่งค่ะ”

หนึ่งใน “สื่อ” ที่เซียนหุ้นพ่อลูกอ่อนคิดถึงก็คือ กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ที่เคยเขียนทั้ง “แง่ดี” และ “แง่ไม่ดี” คลุกวงในหนุ่มฉายอย่างตรงไปตรงมา วันนั้นคือวัน “เปิดใจ” หรือวันระบายความ “อัดอั้น” ก็คงไม่ผิด ตลอดการสนทนาเกือบหนึ่งชั่วโมง ฉายมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก เขาพยายามบอกกับนักข่าวว่า “ไม่ได้รับความเป็นธรรม” จากก.ล.ต.โดยไม่เคยได้รับจดหมายให้เข้าไปชี้แจงมาก่อน และตั้งข้อสังเกตุว่ากระบวนการกล่าวโทษสำหรับคดีนี้ดูจะรวดเร็วเป็นพิเศษ

?ผมมั่นใจว่าไม่ผิดแน่นอน ผมไม่ได้รับประโยชน์จากการซื้อขายหุ้น ตามที่ถูกกล่าวหา? ฉาย ยืนยันต่อหน้าผู้สื่อข่าว

หนึ่งในหลักฐานชิ้นสำคัญที่ฉายเตรียมไว้ต่อสู้เพื่อเบี่ยงคดีจากหนักเป็นเบาก็คือ เอกสารฉบับเดียวกับที่แจกให้นักข่าวยืนยันว่าตัวเองได้ลาออกจากการเป็น “กรรมการ” ใน บมจ.เจนเนอรัล เอนจิเนียริ่ง (GEN) ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2553 แต่การซื้อขายหุ้นที่มีปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2554 ซึ่งตนได้ “ลาออก” ไปแล้วจึงไม่มีสิทธิที่จะทำอย่างนั้นได้ เป็นอันว่า อำนาจ ตันกุริมาน ประธานกรรมการบริหาร GEN ในขณะนั้นเตรียม “รับเละ” แต่เพียงผู้เดียว

ฉายชี้แจงว่า ส่วนตัวเคยทำรายการขายหุ้น PLUS บิ๊กล็อตเพียง ?ครั้งเดียว? จำนวน 120 ล้านหุ้น ในวันที่ 9 มิถุนายน 2554 ให้กับกองทุนที่ตั้งอยู่ในประเทศสิงคโปร์ ที่ราคาหุ้นละ 0.70 บาท ทำรายการผ่าน บล.ซิกโก้ ได้เงินมาจำนวน 84 ล้านบาท ซึ่งได้รายงานต่อก.ล.ต. ตามระเบียบทุกอย่าง จนถึงทุกวันนี้กองทุนนั้นก็ยังไม่ขายหุ้นออกมา

?คุณอำนาจ (ตันกุริมาน) ที่โดนคดีนี้เหมือนกัน ผมได้ติดต่อไปหาแค่พูดคุยกันว่าทำไม! เจอกล่าวโทษแบบนี้แต่ไม่ได้คุยอะไรกันมาก ถามว่ามีนอมินีมั๊ย! ผมว่าไม่มี..มั่นใจ ผมมั่นใจจริงถึงพูด ผมออกจากบริษัท GEN นานแล้วสั่งใครไม่ได้หรอก?

ฉาย ยืนยันว่าที่พูดไม่ได้ประชดนะ! ส่วนตัวชื่นชมการทำงานของ ก.ล.ต. อย่างกรณีที่เคยถูกเปรียบเทียบปรับไปเมื่อปี 2549 เป็นการทำรายการซื้อขาย “ผิด..โดยไม่ได้ตั้งใจ” ซึ่งก็ยอมรับในความผิดและมองว่าก.ล.ต.ให้ความเป็นธรรม และให้โอกาส แต่หนนี้คิดว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรม

?เขา(ก.ล.ต.)หาว่าผมเป็นคนกร้าวร้าว ซึ่งมันก็เป็นไปตามวัยแต่ความคึกคะนองก็ลดลงไปตามอายุ กรณีนี้ผมติดใจว่ามันพิเศษที่กระบวนการต่างๆ ดูเร็วมากแค่ “ปีเดียว” เสร็จแล้ว ข้อที่ผมติดใจคือไม่เปิดโอกาสให้ผมได้ชี้แจงเลย อยู่ดีๆ ก็กล่าวโทษ ผมอยากจะถามว่าถ้าศาลบอกว่าผมไม่ผิด ก.ล.ต.จะคืนชื่อเสียงผมกลับมาได้ไหม?

เรื่องที่คุณอาจสนใจ  นักลงทุนรายใหญ่ เสี่ยยักษ์ ตอน 22

ขั้นตอนการต่อสู้หลังจากนี้ ฉาย บอกว่า จะตั้งทนายต่อสู้คดีความทุกกรณี สิ่งที่เป็นห่วงคือความรู้สึกของบุพการี (ยุทธ ชินสุภัคกุล และ โฉมพิศ บุนนาค) ได้เข้าไปเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟังด้วยตัวเองแล้ว

——————————————-
บทบาทวันนี้ เป็นแค่นักลงทุน!!
——————————————
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ฉาย ค่อยๆลดบทบาทความหวือหวาของตัวเองลง เพราะรู้ตัวมาโดยตลอดว่าตัวเองถูก “หมายหัว” แต่สายข่าวยืนยันว่าเขายังทำตัวเป็น “พ่อมดน้อย” อยู่เบื้องหลังหุ้นขนาดเล็กหลายตัวในตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้หนีหายไปไหน

“ตอนนี้ผมไม่ได้เป็นผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนใดๆ ทั้งสิ้น เป็นเพียงแค่ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนเท่านั้น ไม่ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบและมีอิสระในการไปไหนมาไหนมากกว่า ตอนนี้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ AQUA ที่เพิ่งควบรวมกิจการกับบมจ.พี พลัส พี (PLUS) เมื่อปีที่แล้ว โดยถือหุ้นในนามส่วนตัว 90.75 ล้านหุ้น สัดส่วน 5.05% แต่ถ้านับรวมหุ้นของพรรคพวกและครอบครัวด้วยน่าจะมีอยู่ประมาณ 20%”

ปัจจุบัน บมจ.อควา คอร์เปอเรชั่น (AQUA) บริหารงานโดย ชวนพิศ ฉายเหมือนวงศ์ อดีตเจ้าแม่การเคหะแห่งชาติ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกับ โฉมพิศ บุนนาค แม่ของฉาย

เขาบอกว่า หุ้น AQUA ธุรกิจผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ส่วนหุ้นโรงพิมพ์ตะวันออก (EPCO) ที่บริหารงานโดย ยุทธ ชินสุภัคกุล (พ่อ) เคยถืออยู่ประมาณ 1% ตอนนี้ขายออกไปหมดแล้ว ส่วนหุ้น MLINK ที่เห็นถืออยู่ 14.27 ล้านหุ้น สัดส่วน 2.64% ตั้งใจซื้อไว้ “เก็งกำไร..เล่นตามข่าว” เท่านั้น เพราะการตัดขายกิจการ “พอร์ทัลเน็ท” ให้ “สามารถเทลคอม” น่าจะเป็นผลดีต่อบริษัทมากกว่าเก็บไว้ ด้านหุ้นอั่งเปา แอสเสท (NUSA) ที่ตอนนี้ถืออยู่ 65 ล้านหุ้น สัดส่วน 1.51% ฉายให้เหตุผลว่าราคาหุ้นยัง ?ถูก? ตัวนี้ตั้งใจจะ “ถือลงทุน” ไม่ใช่ “เก็งกำไร” และไม่มีเจตนาอย่างอื่น (ปั่นหุ้น) แน่นอน

?ผมรู้จักผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนตั้งหลายคน ก็พูดคุยกันปกติไม่ได้ใช้ข้อมูลอินไซด์แน่นอน?

ฉายพยายามจะชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมการเล่นหุ้นวันนี้ได้ “เปลี่ยนไปแล้ว” จากอดีตชอบ “เล่นเก็งกำไร” หุ้นขนาดเล็ก ตอนนี้การลงทุนก็ “สุขุม” มากขึ้นตามอายุ ช่วงหลังหันไปถือหุ้นขนาดใหญ่มากขึ้น สำหรับหุ้นที่เล่นอยู่ล่าสุดก็มีหุ้นเอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ (EARTH) ส่วนเงินที่นำไปลงทุนใน “ตลาดหุ้นเวียดนาม” ยอมรับว่า “ขาดทุน” คงไม่ไปลงทุนอีก เพราะเศรษฐกิจเวียดนามมีปัญหาเงินเฟ้อสูงเกินไป

ถามว่าตอนนี้พอร์ตลงทุนมีอยู่เท่าไรแล้ว!! เซียนหุ้นพ่อลูกอ่อนตอบว่า “ไม่เคยนับ” คาดว่ามูลค่าคงเพิ่มขึ้นตามดัชนีตลาดหุ้นที่ขึ้นมาเยอะ พร้อมให้ทัศนะเสริมว่า ตลาดหุ้นไทย “ครึ่งปีหลัง” อาจจะ ?ไม่ดี? เพราะช่วงครึ่งปีแรกดัชนี “ขึ้นไปเยอะ” คงจะมีการ “ปรับฐาน” บ้าง ถ้าหากฟันด์โฟลว์หยุดเมื่อไรคงเห็นการปรับฐานลง การเล่นหุ้นครึ่งปีหลังอาจจะหันมาเล่น “ฟิวเจอร์” มากขึ้น

?ตอนนี้ตลาดหุ้นยังไซด์เวย์อยู่ แต่เชื่อว่าครึ่งปีหลังอาจจะมีการปรับลง กลยุทธ์ตอนนั้นอาจจะต้องหันมา Short ฟิวเจอร์ไว้? เซียนฉายให้คำแนะนำ

BangkokBizNews

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *