ฉาย บุนนาค

วิธีการลงทุนที่ หวือหวา กล้าได้กล้าเสีย เป็นคนใจถึง ฝีปากกล้า ทำให้ ฉาย บุนนาค ก้าวขึ้นเป็นนักลงทุนที่มีชื่อเสียงในตลาดหุ้นในเวลาอันรวดเร็ว

เขา เป็นเพื่อนรักต่างวัยกับ “เสี่ยโต้ง” กมล เอี้ยวศิวิกูล เจ้าพ่อไมด้า แอสเซ็ท และมีเพื่อนร่วมก๊วน รัตนพล วงศ์นภาจันทร์ ลูกชายเยาวเรศ ชินวัตร จังหวะก้าวที่หวือหวาทำให้ฉายติดอยู่ในกลุ่มบุคคลที่ถูกตลาดหลักทรัพย์ และก.ล.ต.ติดตามตรวจสอบพฤติกรรมอยู่บ่อยครั้ง

กรณีเข้าซื้อหุ้นโรงพิมพ์ตะวันออก (EPCO) ของ “พ่อ” ยุทธ ชินสุภัคกุล คณะกรรมการตรวจสอบและที่ปรึกษาการเงินอิสระของบริษัทเห็นว่า ผู้ถือหุ้นซันไชน์ คอร์เปอเรชั่น ไม่ควรอนุมัติให้บริษัทซื้อหุ้น EPCO เนื่องจากต้องใช้เงินซื้อหุ้นและทำ Tender Offer หุ้นทั้งหมดต้องกู้เงินจำนวนมาก จะส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินและสภาพคล่องของ บริษัทอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต

เขาบอกว่า ดีล EPCO คีย์หลักราคา 1.94 บาทสมเหตุสมผลรึเปล่า! ส่วนผู้บริหารเขาจะไปหาเงินมายังไง ก็เป็นหน้าที่ของผู้บริหาร พอตีเรื่องราคาไม่ได้ก็มาตีเรื่องเงินกู้ ดอกเบี้ย 5% ไม่อยากได้หรอก ผมเอาเปรียบบริษัทหรือเปล่า เงินกู้แม่ 150 ล้านบาท ผมหาผลตอบแทน 5% ได้มากกว่านี้อีก ซื้อหุ้นไม่กี่เดือนก็ได้เกิน 5% แล้ว

ฉายวิจารณ์หน่วยงานตรวจสอบภาครัฐอย่างแรง พร้อมระบุว่าต้องเสียโอกาสขายหุ้น TRUE ราคาถูกออกไปจำนวนมาก (มากกว่า 10 ล้านหุ้น) เพื่อสำรองเงินมาใช้ในดีลซื้อหุ้น EPCO ต้นทุนหุ้น TRUE ที่ซื้อมา 3 บาทปลายๆ มาขายเกือบๆ 5 บาท พอขายปุ๊บ! หุ้นก็วิ่งขึ้นไปเลย

“ตอน 4 บาทก็กล้าๆ กลัวๆ คนที่ลงทุนเยอะมักจะอ่อนไหวยิ่งต้องเตรียมเงินมาใช้ในดีลซื้อ EPCO ใช้เงินเยอะมาก ยืนยันว่าไม่ได้จ่ายแพง ไม่ได้ใช้เงินตัวเองไปซื้อของพ่อ เพราะพ่อก็ไม่ได้ขาย ซื้อจาก บมจ.เอส.แพ็ค แอนด์ พริ้นท์ และกองทุน ผมไม่รู้จะหาดีลดีขนาดนี้ที่ไหนแล้ว ข้อตำหนิเดียวคือ “มันโอเวอร์ไซส์” ถ้ามองในแง่ดีซื้อของคนรู้จักย่อมดีกว่าซื้อของคนไม่รู้จัก พ่อคงไม่เอาของไม่ดีมาขายให้ลูกหรอก”

ฉาย บอกว่า เป้าหมายของซันไชน์ จะเป็น “โฮลดิ้ง คัมปานี” ลงทุนระยะยาวใน EPCO และ บมจ.อควา คอร์เปอเรชั่น และเป็นเวนเจอร์แคปปิตอลคือลงทุนหุ้นที่จะเข้าตลาดด้วย ตอนนี้เงินลงทุนของบริษัทแทบจะไม่มี เพราะต้องเอาทั้งหมดไปใช้ซื้อ EPCO ถ้ามีเงินเหลือก็จะแบ่งมาลงทุนระยะสั้นด้วย เป็นการบาลานซ์ระยะสั้น-กลาง-ยาว ตลาดหุ้นบ้านเราเป็นตลาดเก็งกำไรคงลงทุนระยะสั้น การบริหารพอร์ตมีคนรับผิดชอบ “ผมเป็นแค่ผู้ถือหุ้น”

“หน้าที่บริหารยกให้ “อาเล็ก” ชวนพิศ ฉายเหมือนวงศ์ เต็มที่ ผมอยู่ข้างนอกสะดวกและสบายใจกว่า ส่วนคุณกมลก็ยังเป็นที่ปรึกษาที่ดี สำหรับภาพลักษณ์ “หุ้นปั่น-นักปั่นหุ้น” ภาพลักษณ์ที่คนมองมันแก้ไม่ได้แต่มันจะพิสูจน์ด้วยผลประกอบการ”

ส่วนการ “ถอนทุน” จากหุ้น SSE ฉายพูดไม่ชัดบอกว่า ที่ผ่านมาซื้อหุ้นเข้าแทบไม่เคยขายออก มีขายก็ขายนิดๆ หน่อยๆ แต่ก็ซื้อกลับคืนตลอดมีหุ้นเกือบ 200 ล้านหุ้น ต้นทุน 1.80 บาท พอซื้อหุ้นราคา มันก็ลงมาเรื่อยๆ ส่วนตัวไม่เคยคิดว่าขาดทุน ตราบใดที่ยังลงทุนอยู่ และเชื่อว่า SSE จะต้องมีกำไร บริษัทยังมี Tax Shield มีกำไรก็ไม่ต้องจ่ายภาษี

“ผมจะไม่ขายออกจนกว่า SSE จะประสบความสำเร็จจริงๆ ธุรกิจดีขึ้นจริงๆ จนกว่า SSE จะจ่ายเงินปันผลได้แล้ว (ค่อยว่ากัน) ปัจจุบันถือหุ้นอยู่กว่า 30%”

ถามถึงมุมมองต่อตลาดหุ้นในขณะนี้ “เซียนหุ้นรุ่นจูเนียร์” มองว่า ถ้าเงินบาทยังแข็งค่าหุ้นลงก็คงลงไม่เยอะ แต่ส่วนตัวมองราคาหุ้นส่วนใหญ่มัน “โอเวอร์” ไปแล้ว ราคาขึ้นมาเยอะ พี/อีก็ค่อนข้างสูง ตลาดหุ้นปี 2553 กับตลาดหุ้นปี 2546 ต่างกันมากตอนนั้นวอลุ่ม 6-7 หมื่นล้านบาท มีหุ้นไอพีโอเยอะแยะ เดี๋ยวนี้วอลุ่มเต็มที่ 3-4 หมื่นล้านบาท หุ้นไอพีโอราคาก็โอเวอร์หมด (เก็งกำไรไม่คล่อง) ตอนนี้พอร์ตหุ้นมีไม่เยอะ มาร์จินก็ไม่กล้าเล่นเสี่ยงเป็นหนี้เพิ่ม

“ตลาดหุ้นผมว่าไปได้อีกไม่ไกลส่วนใหญ่ราคาแพงแล้วแต่ก็คงลงไม่เยอะ ที่ผ่านมากองทุนขายทุกวัน โดยเฉพาะ กบข.ขายทุกวันๆ ละ 200-300 ล้านบาท”

ฉาย บอกว่า หุ้นที่เล่นเก็งกำไรส่วนใหญ่เป็นหุ้นที่มี “สตอรี่” ช่วงที่ตลาดพีคๆ ก็เล่น TMB และ TRUE อย่างรอบที่ผ่านมาลงทุนหุ้น TRUE ค่อนข้างมาก “เจ็บใจ” พอขายหมดราคาวิ่งขึ้นไป 6 บาทกว่า หุ้นไซส์ ใหญ่ก็เล่นขอให้มี “สตอรี่-วอลุ่ม” แต่วิธีการลงทุนอาจเข้าออกช้ากว่าเดิม (ซื้อแล้วถือ) ไม่เร่งรีบเหมือนสมัยก่อน ส่วนใหญ่จะดูเทคนิคเป็นหลัก และมองพื้นฐานเป็นส่วนประกอบ

อย่างช่วงนี้หุ้นกลุ่มสื่อสาร “น่าสนใจ” เพียงแต่ตอนนี้แพงไปหน่อย กลุ่มยานยนต์ก็ดี วันนี้ยังยกให้หุ้น IHL โดดเด่นที่สุดในกลุ่ม แต่ขายออกไปหมดแล้วเพราะต้องการใช้เงิน

“ผมรู้จักคุณองอาจ ดำรงสกุลวงษ์ (เจ้าของ IHL) เคยไปขอซื้อบริษัทแก แกเป็นมนุษย์โรงงานตัวจริงลองคิดดูจะมีเจ้าของสักกี่คนที่รู้จักชื่อพนักงาน หมดทุกคน ที่สำคัญเขายังเดินตรวจโรงงานกับภรรยา (ชุติมา บุษยโภคะ) แทบทุกวัน ใจจริงไม่ได้อยากจะขายแต่ช่วงนั้นจำเป็นต้องใช้เงินขายราคา 7-8 บาท ถือว่าขายขาดทุน ติดหุ้น IHL อยู่นานพอเห็นมีสภาพคล่องตกใจ..ขายเลย (หัวเราะ)”

การลงทุนในตลาดหุ้น ฉายบอกว่า ขาดทุนไม่กลัว ซื้อแพงก็ไม่กลัว ขอให้ซื้อแล้วออกของได้เป็นพอ คุณองอาจถามว่าขาย IHL แล้วไม่กลัวซื้อกลับแพงเหรอ..สำหรับผมซื้อแพง “ผมไม่มายด์” กลัวซื้อแล้วขายไม่ได้ (ถูกจับขัง) มากกว่า

“ตอนนี้เล็งๆ อยากซื้อสำนักข่าวออนไลน์ www.efinancethai.com ของคุณศิริธัช โรจนพฤกษ์ เพราะชื่นชอบธุรกิจสื่อที่เกี่ยวข้องกับคอนเทนท์ อย่างตอนนี้ก็ช่วยภรรยาดูเว็บไซต์ springnewstv.com อยากซื้อหุ้นเนชั่นฯ มติชน เหมือนกันแต่กลัวขายไม่ได้”

ฉาย ยังวิจารณ์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ถ้าเปรียบเป็นห้างสรรพสินค้าคงเหมือน “พาต้า ปิ่นเกล้า” (ห้างเก่าแก่ไม่ปรับตัวเอง) อยากให้คนมาซื้อของเยอะๆ แต่ไม่มีการโปรโมท และควรผ่อนกฎเกณฑ์บางอย่างบ้าง ผมซื้อหุ้น SSE แค่ 100,000 หุ้นยังโทร.มาเลย ถ้าดูแลหุ้นราคาไม่ลงอย่างนี้หรอก

ถามเรื่องที่ SSE นำเงินไปลงทุนธุรกิจต่างๆ ที่ไม่เชี่ยวชาญก็คือ “ความเสี่ยง” ตรงนี้ก็ได้รับคำตอบไม่ชัดนัก แต่เขายืนยันว่าตั้งใจจะทำให้ “มันดี” ไม่อยากให้เปรียบเทียบกับกลุ่มไออีซี ไม่ได้ถือหุ้นไขว้กันแล้วบริษัทก็ไม่มีหนี้ และซันไชน์ก็มีธุรกิจหลักชัดเจน เชื่อว่าคุณชวนพิศจะพาบริษัทไปในแนวทางที่ดีได้

“อยากฝากบอกทางการว่าอย่าพยายามดิสเครดิตผมมากนัก” เซียนหุ้นฝีปาก กล้ายังบอกให้โค้ดคำพูดได้ทุกคำ “ผมไม่กลัวหรอก” นี่คือบทพิสูจน์ศรัทธาบนเส้นขนานของ “นักเก็งกำไรตัวพ่อ” เวลาเท่านั้นคือกุญแจไขความจริง

Bangkok BizNews

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *