ยุทธศาสตร์ บริษัทจดทะเบียน

ซัมมิท กรุ๊ป ของตระกูลจุฬางกูร

การรุกเข้าสู่ ธุรกิจอสังหาฯ ของตระกูลจุฬางกูร เบื้องหลัง คือการบริหารความเสี่ยงธุรกิจชิ้นส่วนฯ ที่มีขึ้น มีลง ที่กระจายสู่ 3 กิ่งลงทุน

ตระกูล “จุฬางกูร” เจ้าของอาณาจักรชิ้นส่วนยานยนต์หลายหมื่นล้าน “ซัมมิท กรุ๊ป” ที่มี สรรเสริญ จุฬางกูร เป็นพี่ใหญ่บัญชาการทัพธุรกิจในเครือเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ช่วงที่ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ น้องชายสายเลือดเดียวกันเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

ถึงธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์จะเป็นธุรกิจดั้งเดิมที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็น กำให้คนตระกูลนี้ แต่ความร่ำรวยกลับไม่ได้ถูก ?กระชับพื้นที่? แค่ธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์

การลงทุนใน “หุ้น” เป็นอีกแขนงธุรกิจที่คนในตระกูลนี้ไม่ละวาง แม้จะมีความเสี่ยงสูงกว่าธุรกิจชิ้นส่วนฯ แต่ผลตอบแทนก็สูงกว่าเช่นกัน โดย ทวีฉัตร จุฬางกูร ลูกชายคนที่สองของสรรเสริญ เป็นผู้บริหารพอร์ตลงทุนของครอบครัว

ปลายปี 2544 ตระกูลจุฬางกูรได้รับการโจษขานมากขึ้น ไปอีก เมื่อชื่อของทวีฉัตรได้รับจัดสรรหุ้นปตท.มากถึง 2.2 ล้านหุ้น มูลค่า 77 ล้านบาท

ครั้งนั้นสุริยะซึ่งเป็นเลขาธิการพรรคไทยรักไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อุตสาหกรรมถูกโจมตีในสภาผู้แทนฯ อย่างหนักจากกรณีนี้

ไม่เพียงการเข้าไปถือหุ้นปตท. ทวีฉัตรที่เรียกตัวเองว่าเป็น “ผู้จัดการกองทุนหุ้น” ของครอบครัว ยังมีพอร์ตลงทุนในหุ้นตัวอื่นๆ อีกมากมาย โดยเคยมีการสำรวจพอร์ตลงทุนของทวีฉัตรในปี 2552 พบว่าเขาลงทุนในตลาดหุ้นมากกว่า 20 บริษัท มูลค่าลงทุนไม่ต่ำกว่า 2,300 ล้านบาท

และยืนยันจาก วุฒิภูมิ จุฬารกูร? (ลูกชายคนที่ 5 ของสรรเสริญ) 1 ใน 8 ของกรรมการบริหารบริษัทซัมมิท คอร์ปอเรชั่น ควบตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ที่บอกว่า พอร์ตลงทุนเกิน 2 พันล้านบาทอยู่แล้ว !!!?

ไม่เพียงทวีฉัตรที่เป็นมือเป็นไม้เรื่องการลงทุนในหุ้น ณัฐพล จุฬารกูร (ลูกชายคนที่ 3 จากลูกชายทั้งหมด 6 คนของสรรเสริญ) ยังเป็นมือวางอันดับสองที่ถูกส่งมาดูแลการลงทุนในหุ้น เพื่อเพิ่มพูนความมั่งคั่งให้กับตระกูล

ดังนั้น การลงทุนในธุรกิจชิ้นส่วนฯ และหุ้น จึงถือเป็น 2 กิ่งใหญ่ของการลงทุน แบบไม่รวม “กิ่งฝอย” อีกมากมาย

ทว่า สำหรับมุมคิดในเชิงกลยุทธ์การลงทุนของตระกูลนี้ ?2 กิ่ง? การลงทุน ยังไม่เพียงพอที่จะให้ร่มเงากับอาณาจักรแห่งนี้ จำเป็นต้องมี “กิ่งที่ 3” ที่แตกและเริ่มแผ่กิ่งก้านออกมาอย่างจริงๆ จังๆ เมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา

นั่นคือกิ่งการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่สรรเสริญมอบหมายให้วุฒิภูมิและณัฐพลเข้ามาดูแล เพื่อ ?ต่อ ยอด? แลนด์แบงก์มากมาย ทั้งที่สะสมไว้เดิมรวมถึงที่ดินที่ซื้อเพิ่มอยู่เนืองๆ ให้เกิดมูลค่าเพิ่มขึ้นมา

โดยแลนด์แบงก์ในครอบครองของตระกูลนี้ไล่ตั้งแต่ในกรุงเทพฯ ย่านไข่แดงธุรกิจ อาทิ ราชเทวี พระราม 3 ถนนบางนา-ตราด หัวเมืองอุตสาหกรรม เมืองท่องเที่ยวหลักๆ เช่น ระยอง ชลบุรี สุพรรณบุรี เชียงใหม่ ภูเก็ต เรื่อยไปถึงเกาะกูดซึ่งมีที่ดินอยู่กว่า 600 ไร่ ฯลฯ

วุฒิภูมิปฏิเสธที่จะบอกตัวเลขชัดๆ ว่า ตกลงแล้วตระกูลจุฬางกูรมีแลนด์แบงก์อลังการงาน สร้างแค่ไหน

“เราไม่อยากเรียกตัวเองว่าเป็นนักสะสมที่ดินอันดับต้นๆ เพราะคนที่มีที่ดินมากเขาก็ไม่เปิดเผยว่า ตรงนี้ฉันก็มี ตรงนั้นฉันก็มี แลนด์แบงก์เราค่อนข้างกระจาย ไม่ทุกจังหวัด แต่เน้นเมืองท่องเที่ยว ภูเก็ต มีไม่เยอะเท่าไหร่ ลูกๆ ซื้อเพิ่มด้วย เตรียมไว้ว่าในอนาคตหากกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมต้องขยายพื้นที่ อย่างถ้าซื้อที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมเราก็ดูพื้นที่มากกว่า 100 ไร่

แล้วเรามักจะเจอที่ดิน 300-400 ไร่ ก็ต้องซื้อขนาดนั้น เรียกว่าซื้อมากกว่าความจำเป็น เช่น เรามีแผนที่จะลงทุนในพื้นที่ 100 ไร่ แต่ซื้อที่มา 400 ไร่ ก็ต้องมาคิดว่า อีก 300 ไร่ที่เหลือเราจะพัฒนาเป็นอะไร” วุฒิภูมิ ระบุ

เขายืนยันว่า พ่อ (สรรเสริญ) เป็นกุนซือหลักในเรื่องสะสมที่ดิน ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ของผู้มีอันจะกินในอดีตที่มักจะสะสมที่ดิน และทองคำ

วุฒิภูมิยังพูดถึงจุดเริ่มต้นในการเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ว่า เกิดขึ้นเมื่อกว่า 20 ปีที่ผ่านมา เมื่อตระกูลจุฬางกูรเข้าซื้อกิจการสนามกอล์ฟ ซัมมิทไพน์เฮิร์สท กอล์ฟ แอนด์ คันทรี คลับ จากโกมล จุฬารกูร (น้องชายคนที่สองของสรรเสริญ) และเมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา ตระกูลจุฬางกูรเข้าเทคโอเวอร์สนามกอล์ฟ ซัมมิทวินด์มิลล์ กอล์ฟ คลับ อีก

ดีลนั้นพ่วงอสังหาฯ มาด้วย 8 อาคาร ทำให้ต้องมองไปถึงการพัฒนาอสังหาฯ เหล่านั้น และเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการรุกเข้าสู่ธุรกิจอสังหาฯ

“ตอนที่เราเทคโอเวอร์สนามกอล์ฟไม่เรียกว่าเข้าสู่ธุรกิจอสังหาฯ เต็มตัว จนพ่วงอาคารมาด้วย 8 อาคารจึงต้องพัฒนาให้เกิดประโยชน์”

โดย 5 อาคารแรก ขณะนี้กลุ่มซัมมิทฯอยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นโรงแรมเลอ เมอริเดียน สุวรรณภูมิ ขนาด 280 ห้อง มีลูกค้าต่างประเทศเป็นกลุ่มเป้าหมาย ตามแผนจะเปิดให้บริการได้ในปี 2554 ส่วนอีก 3 อาคาร ใช้เงินลงทุนกว่า 600 ล้านบาทเพื่อพัฒนาเป็นเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ตามแผนจะเปิดให้บริการได้ราวกลางปี 2553 โดยจะเน้นลูกค้าต่างชาติเช่นกัน

นอกจากนี้ กลุ่มซัมมิทกำลังพิจารณาสร้างโรงแรมที่จังหวัดภูเก็ต (ติดหาดกะรน) โดยจะให้เชนต่างประเทศเป็นผู้บริหาร ขณะนี้อยู่ระหว่างออกแบบ หากไม่ผิดแผนจะสามารถประมูลงานก่อสร้างได้ในเดือนหรือสองเดือนนี้ รวมถึงการผุดบูติกโฮเต็ล ที่จังหวัดเชียงใหม่

ส่วนการเข้าเทคโอเวอร์อสังหาริมทรัพย์อื่นๆ วุฒิภูมิบอกว่าตอนนี้ยังไม่มีอะไรชัดเจน

ทว่า ที่ชัดเจนไปแล้วคือ การใช้ระยะเวลา 3 ปีทยอยเก็บหุ้นของบริษัทสยามฟิวเจอร์ดีเวลลอปเมนท์ หรือเอสเอฟ จนปัจจุบันถือหุ้นเกือบ 20% โดยหวังจะรุกธุรกิจคอมมิวนิตี้มอลล์อย่างเต็มตัว

ที่ผ่านมา วุฒิภูมิได้เปิดตัวโครงการโมโนโพลีพาร์ค คอมมูนิตี้มอลล์ย่านถนนพระราม 3 ซึ่งกลุ่มซัมมิทฯ ถือหุ้น 100% วงเงินลงทุนกว่า 500 ล้านบาท ภายใต้ชื่อบริษัทเจแม็กซ์ โมโนโพลี โดยมีเขานั่งเก้าอี้กรรมการผู้จัดการ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ  IFEC อินเตอร์ ฟาร์อีสท์

ทั้งนี้ หากมองย้อนกลับไปจะเห็นถึงกลยุทธ์การลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของคนใน ตระกูลนี้ว่า เน้นการเทคโอเวอร์เพื่อต่อยอดความรวยอย่างทันใจ

ขณะเดียวกัน เนื่องจากธุรกิจอสังหาฯ เป็นธุรกิจที่คนในตระกูลยังไม่ชำนาญพอ จึงเลือกที่จะหา “ตัวช่วย” ด้วยการหาพันธมิตร ใช้วิธีเฟ้นรายใหญ่ระดับหนึ่งในสาม (Top Three) ของประเทศ

ที่สำคัญวุฒิภูมิบอกว่า จะเน้นนำที่ดินในมือมาแปลงเป็นรายได้ เพื่อลดภาระอัตราดอกเบี้ยและภาษีที่ดินซึ่งจะขยับขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ยังทำให้เกิดความสามารถในการแข่งขัน เพราะเป็นที่ดินต้นทุนเดิม

“คนในตระกูลนี้ยังไม่มีนโยบายในการขายที่ดิน จะเน้นการพัฒนาที่ดินมากกว่า

แต่เมื่อเราขาดประสบการณ์ด้านอสังหาฯ เราก็ว่าจ้างที่ปรึกษา หาพันธมิตร ซึ่งทำให้เราเห็นช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท และคอมมูนิตี้มอลล์ โดยจะเป็นพันธมิตรระดับ Top Three ของธุรกิจนั้นๆ ร่วมกันพัฒนาในหลายรูปแบบ”

พาร์ทเนอร์เหล่านี้อาจจะดีลมาหลายรูปแบบ เช่น โปรเจคนี้อยากไปลงทุนเปิดห้างศูนย์การค้า ยังไม่มีที่ดิน กลุ่มซัมมิทฯไปซื้อที่ดินได้ไหม? หรือกลุ่มซัมมิทมีแลนด์แบงก์ตรงนี้อยู่แล้ว ก็มาร่วมลงทุน

ส่วนการเลือกเทคโอเวอร์ เราไม่ต้องนับหนึ่งใหม่ มันสามารถต่อยอดได้เลย ลดเวลาการก่อสร้าง รวดเร็วกว่า และยังได้ฐานลูกค้าเก่า ได้โนฮาวต่างๆ ?วุฒิภูมิ ระบุ

นอกจากหารายได้จากที่ดินซึ่งมีอยู่เดิมแล้ว ตระกูลนี้ยังไม่หยุดซื้อที่ โดยเฉพาะที่ดินแปลงที่ติดบันไดสถานีรถไฟฟ้าสายใหม่ ซึ่งวุฒิภูมิบอกว่า ดูไว้หลายที่ หลายสี แต่ยังตกลงราคากับนายหน้าไม่ได้

“เราต้องการแปลงที่ติดบันไดสถานีรถไฟฟ้าจริงๆ ถ้าเกิดต้องเดินอีก 200 เมตร อย่างนี้ไม่ค่อยสนใจ ๆ แต่คนที่มีพื้นที่ติดจริงๆ ก็ต้องการเก็บไว้เก็งกำไร?

วุฒิภูมิยังบอกว่า การเดินเข้าสู่ธุรกิจอสังหาฯ ถือเป็นการบริหารความเสี่ยงในธุรกิจชิ้นส่วนฯ ที่แม้ในระยะ 10 -20 ปีจากนี้จะยังคงมั่นคง แต่หลังจากนั้นก็ยากจะคาดเดาจากธุรกิจชิ้นส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบ การค้าที่เป็นเสรี (Global) มากขึ้น

โดยในปัจจุบันธุรกิจชิ้นส่วนฯ ซึ่งเป็นธุรกิจดั้งเดิมของกลุ่มซัมมิทฯ ยังคงทำรายได้มากถึง 80% ของรายได้รวม คิดเป็นรายได้มากกว่าปีละ 3 หมื่นล้านบาท (เฉพาะรายได้จากบริษัทที่กลุ่มซัมมิทถือหุ้น 100% ไม่รวมบริษัทร่วมทุน)

?ธุรกิจชิ้นส่วนฯ ยังไงก็เป็นธุรกิจหลักของครอบครัวอยู่แล้ว ส่วนอสังหาฯ ส่วนใหญ่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง แต่เรามองว่าธุรกิจชิ้นส่วนฯ มีขึ้นมีลง กลุ่มซัมมิทฯ เลยคิดว่าควรจะมีธุรกิจอื่นๆ รองรับ เช่น ปีที่แล้วอุตสาหกรรมยานยนต์ไม่ชัดเจนเราก็เน้นลงทุนอสังหาฯ หรือธุรกิจอื่นๆ ก่อน โมโนโพลี พาร์ค ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง ที่ทำตอนเศรษฐกิจชะลอตัวทำให้เรามีต้นทุนต่ำจากอัตราดอกเบี้ยขาลง ทำให้ราคาสามารถสู้ได้กับคู่แข่ง”

ขณะที่ “แหล่งทุน” ที่จะนำมาใช้ต่อกิ่งไปสู่ธุรกิจอสังหาฯ รวมถึงการลงทุนในหุ้น วุฒิภูมิไม่ปฏิเสธว่า กลุ่มซัมมิทฯได้นำรายได้จากธุรกิจชิ้นส่วนฯ ไปต่อเงินอีกชั้นหนึ่ง

“เงินกำลังจะหมุนไปๆ”

ลักษณะการเข้าไปลงทุนในธุรกิจอสังหาฯ ตระกูลจุฬางกูรจะใช้บริษัทซัมมิท คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นโฮลดิ้ง คัมพานี (ถือหุ้นโดยจุฬางกูร 100%) เข้าไปถือหุ้น โดยเป็นการจัดโครงสร้างการลงทุนให้เกิดความคล่องตัวและง่ายต่อการจัดสรรปัน ส่วนผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น แม้จะยังมีการลงทุนบางส่วนที่ถือหุ้นโดยบริษัทลูกก็ตาม

“ในอนาคตเราจะเอาโฮลดิ้งคัมปะนีไปลงทุนในธุรกิจอื่นๆ ตอนนี้เราปรับเป็นโครงสร้างแบบนี้ทั้งหมดไม่ได้ เพราะบางบริษัทเราได้สิทธิประโยชน์บีโอไอ ถ้าเราปรับในรูปแบบนั้น จะทำให้เกิดภาษีซ้ำซ้อน”

นอกจากการปรับโครงสร้างการลงทุนโดยใช้โฮลดิ้งคัมปะนีเป็นหัวหอกแล้ว ที่ผ่านมากลุ่มซัมมิทฯ ยังได้จัดตั้ง “แผนกลงทุน” ขึ้นมาโดยเฉพาะ โดยจะมีทีมงานดูภาพรวมการลงทุนของกลุ่มซัมมิทฯในทุกๆ เดือน

ขณะที่การบริหารความเสี่ยงทางการเงินในแต่ละธุรกิจนั้น วุฒิภูมิบอกว่า ในธุรกิจชิ้นส่วนฯ และธุรกิจอสังหา จะ “ปิดประตูเสี่ยง” ทุกบาน หรือถ้าจะมีก็แง้มไว้ให้น้อยที่สุด โดยจะทำประกันความเสี่ยงค่าเงินไว้หมด เพราะธุรกิจชิ้นส่วนฯ เป็นธุรกิจที่นำเข้าและส่งออกมาก

ส่วนโครงการลงทุน จะต้องดูว่าเป็นโครงการที่มีศักยภาพ มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Know How) คืนทุนในกี่ปี ลูกค้าต้องชัดเจน ขณะที่การลงทุนในหุ้น แม้จะค่อนข้างมีความเสี่ยงสูง แต่ต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังโดยมีบริษัทซีเคียวริตี มีโบรกเกอร์ คอยดูแลพอร์ตการลงทุน

“ถ้าเป็นด้านการเงิน กฎหลักของเราคือทุกอย่างเราจะไม่เสี่ยงเลย จะ booked rate อัตราแลกเปลี่ยนไว้เสมอ เราจะรู้ล่วงหน้าว่าอีก 5 เดือน เราจะต้องจ่ายเงินเท่าไหร่

คือเราต้องแยกกัน เล่นหุ้นส่วนเล่นหุ้น ธุรกิจส่วนธุรกิจ จะไปเสี่ยงแบบหุ้นไม่ได้ อะไรสามารถตัดความเสี่ยงออกได้ก็ต้องตัดออกให้หมด” วุฒิภูมิเล่า

เขายังเล่าถึงการลงทุนในหุ้นของตระกูลจุฬารกูรว่า ทวีฉัตรจะถูกมอบหมายให้ตัดสินใจ โดยจะมีงบก้อนหนึ่งกำหนดไว้จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสถานการณ์ว่าเวลาจังหวะ ใดควรช้อนซื้อ จังหวะใดควรหยุด นอกจากนี้การเข้าไปถือหุ้นของตระกูลจุฬางกูรจะเข้าไปถือในนามบุคคล มากกว่าในรูปบริษัท เป็นไปเพื่อปิดประตูเสี่ยงอีกเช่นเคย

“เท่าที่ผมทราบว่ายังไม่มีบริษัทไหนในกลุ่มซัมมิทฯ ที่เข้าไปถือหุ้นในตลาดหุ้นเลย ส่วนใหญ่จะถือโดยบุคคลที่ได้รับมอบหมาย อย่างคุณทวีฉัตรได้รับมอบหมายให้ดูแลการลงทุนในหุ้น เพราะลูกๆ แต่ละคนจะถนัดกันคนละด้าน”

ในประเด็นการลงทุนในหุ้นที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ตระกูลจุฬางกูรเข้าไปยุ่งกับหุ้นการ เมือง เรื่องนี้เขาบอกว่า

?กลุ่มจุฬางกูรโดนเสมอ จริงๆ แล้วเราไม่มีรายได้ หรือไม่มีอะไรแบบนี้เลย กลับเสียด้วยซ้ำ อย่างปตท.ใครๆ ก็อยากไปลงทุน แต่ถ้ากลุ่มจุฬางกูรไปซื้อ ก็จะถูกคนอื่นมองว่า วิ่งเส้นสายการเมือง แต่ถ้าไปถามสถาบันการเงินจะทราบว่ามีการสุ่ม (random) เราได้หุ้นปตท.ด้วยการสุ่ม บังเอิญได้

ส่วนที่ได้มาเยอะ ก็ต้องไปดูว่าคนๆ นี้ปกติซื้อหุ้นลงทุนอื่นๆ ขนาดนี้หรือเปล่า อย่างเคยเทรดเป็นร้อยล้านมันเป็นปกติ ถ้าเกิดผมไปซื้อทีละแสน กำไรหุ้นละบาท ค่าโทรศัพท์ ค่าซื้อหนังสือพิมพ์ยังไม่คุ้มเลย”

วุฒิภูมิยังบอกด้วยว่า ที่แท้แล้วสรรเสริญเป็นคนไม่ชอบเล่นหุ้น เพราะหวังผลได้ไม่แน่นอนเหมือนทำโรงงานที่มั่นคงกว่า ดังนั้นการเข้าไปลงทุนในบริษัทต่างๆ ในตลาดหลักทรัพย์ ตระกูลจุฬางกูรจะเน้นการเข้าไปซื้อหุ้น ในบริษัทขนาดใหญ่ มีประวัติความเป็นมาดี ถ้าเป็นบริษัทเล็กๆ จะไม่สนใจเลย และส่วนใหญ่จะถือหุ้นระยะยาว สองปีเป็นอย่างต่ำ

“คุณพ่อไม่ชอบเล่นหุ้น แต่ยังให้อิสระลูกๆ ปล่อยให้ลูกๆ เดินด้วยตัวเอง อย่างธุรกิจอสังหาฯ ก็เป็นไอเดียของลูกๆ ล้มตอนนี้คุณพ่อยังดูแลได้อยู่ แต่ถ้าคุณพ่อยังดูแลทั้งหมดเองในอนาคตอีก 10 ปีค่อยให้ลูกๆมาดูแล ตอนนั้นคุณพ่ออาจจะไม่มีเวลามาสอน”

BangkokBizNews

บทความที่ท่านอาจสนใจ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ  IHL องอาจ ดำรงสกุลวงษ์ การันตีไม่สะเทือนบัลลังก์ ในวันที่ไร้ "ซูมิโตโม" ถือหุ้น

One thought on “ซัมมิท กรุ๊ป ของตระกูลจุฬางกูร

  1. ครอบครัวคุณทำเรื่องแย่มากนะ จ้างพนักงานออกแบบนี้จะรับมาแต่แรกทำไม ให้เสียโอกาสเด็กๆ รับเค้าเข้ามาไม่กี่เดือน เค้าต้องปฏิเสธที่อื่นไป คือ ทำไมไม่บอกแต่แรกว่าจะจ้างเป็นรายปีสำหรับเด็กปริญญาตรี ถ้าไม่รอดแล้วก็ปิดบริษัทไปเถอะ

    พวกคุณมันคนมีเงิน คงไม่เข้าใจหัวอกคนจนหรอก ถ้ามีข่าวผูกคอตายเพราะโดนซัมมิทแจกซองจ้างออก คงงามไส้

    เนี่ยหรือคือ ครอบครัวที่ชอบทำบุญ จุฬางกูร !!!!!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *