บทวิเคราะห์หุ้น

ดอกเบี้ย กับ มายาการเงิน

“ดอกเบี้ย” ก็คือ “นายที่เคร่งครัด” กับเป็น “บ่าวที่ซื่อสัตย์” โดยจะทำงานไปตามหน้าที่ ไม่มีการลด หรือเลื่อนใดๆทันทีที่มีการนำชื่อ “ผู้ว่าการ ธปท.” คนใหม่เสนอผ่านต่อ ครม.แล้ว โจทย์หินข้อหนึ่งของ รมต. คลังที่มอบให้ผู้ว่าการคนใหม่ คือ การให้หาทางลดส่วนต่างดอกเบี้ยเงินกู้และฝาก หรือ “สเปรด” ซึ่งเป็น ปัญหาเก่าแก่ ที่มีพื้นฐานความหลังมานานแล้วแต่ยังไม่ทันจะทำอะไร ธปท.ก็ออกมา “ป้องแบงก์ ?สเปรด? ว่าเหมาะสม” แล้ว

ปัญหาส่วนต่างดอกเบี้ยนี้ สำคัญอย่างไร ทำไมต้องสนใจและรู้ไว้ ก็เพราะดอกเบี้ยมี ผลต่อความเป็น ไปของเศรษฐกิจ ตั้งแต่บุคคลระดับเล็กถึงใหญ่ จนถึงสามารถกลืนกินประเทศได้ทั้งนี้ เพราะ “ดอกเบี้ย” ก็คือ “นายที่เคร่งครัด” กับเป็น “บ่าวที่ซื่อสัตย์” โดยจะทำงานไปตามหน้าที่ ไม่มีการลดหรือเลื่อนใดๆ ทั้งนี้ สุดแต่ ว่า เจ้าของจะเล่นเกม “มายาการเงิน” แบบไหน จะเอาอย่างไร กับเป้าหมายต้องการอะไร ตรงกับคำพังเพยว่า “เงินไม่เข้าใครออกใคร” กับ “เงินมีค่าตามเวลา” ซึ่งหากโยงให้ถึงธรรมชาติมนุษย์ที่มีกิเลส ชอบความมั่งคั่ง อยากมีอยากได้เงินมากๆ แล้ว ก็จะชอบเล่นเกม “มายาการเงิน” โดยเอากลไกดอกเบี้ยข้างต้นมาใช้

สำหรับเรื่องส่วนต่างดอกเบี้ยในนี้ ที่กลายเป็นดัชนีชี้วัดปัญหาทางเศรษฐกิจ นั้น เกิดจากผมซึ่งเคย ทำงานแบงก์และรู้จัดการ ได้เป็นคนที่จุดชนวนขึ้นเมื่อราวยี่สิบกว่าปีมาแล้ว เพราะในอดีตนานมา ส่วนต่าง ดอกเบี้ยจะนิ่งอยู่ที่ 5% คือ ดอกเบี้ยฝาก 8% ดอกเบี้ยกู้โอดี 13% ท่ามกลางการจำกัดการแข่งขันไม่มีแบงก์ เปิดใหม่ เอื้อให้แบงก์ไทยต่างอยู่ได้สบายแต่เมื่อโลกเปลี่ยนเมื่อประมาณต้นทศวรรษที่ 2520 ที่เกิดปัญหา น้ำมันแพง ดอกเบี้ยโลกพุ่งสูง การกู้เงินจากนอกประเทศมาปล่อยจึงแพงตาม ขณะที่แบงก์ไทยเองก็โตขึ้น แบบ “โตง่ายโตสบาย” มานานแล้ว ก็ยังไม่ได้รู้สึกถึงภัยที่ตามมา คือ ความอุ้ยอ้าย ล่าช้ากับค่าใช้จ่ายที่พุ่ง สูงขึ้น โดยบางแห่งค่าเงินเดือนสวัสดิการสูงถึง 60% ของค่าใช้จ่ายดำเนินงานรวม เมื่อข้าวของแพงและ ต้นทุนเงินแพงขึ้น กำไรของธนาคารก็ตกลง แต่ด้วยเหตุธนาคารที่ถูกปกป้องและถือไพ่เหนือธุรกิจต่างๆ กอปรกับแบงก์ชาติผู้กำกับมีแต่นักบัญชีกับเศรษฐศาสตร์ มุมมองการจัดการประสิทธิภาพจึงหายไป

เมื่อสถานการณ์ดอกเบี้ยโลกพุ่ง ทางเดียวที่จะคงกำไรขณะที่ยังปรับตัวช้า ไม่ประสากับการเปลี่ยน แปลง และมีผลกระทบจากภายนอกและแรงกดดันจากภายใน ทางออกที่นำมาใช้ คือ ขยายส่วนต่างดอกเบี้ย ซึ่งกลเม็ดที่นิยมใช้ประจำ คือ การขึ้นดอกเบี้ยตามต่างประเทศทั้งสองขา แต่เวลาลงจะลงเฉพาะขาเดียว คือ ลดดอกเบี้ยเงินฝากลงเท่านั้น การถ่างกำไรจึงเท่ากับซ่อนเร้นความด้อยประสิทธิภาพภายในเอาไว้กับเป็นการ เอาเปรียบผู้บริโภคโดยปริยาย แล้วนานไปการไม่ปรับตัวแบงก์ก็จะอ่อนแอ กลายเป็น “นักเลงใหญ่ มีคอยแต่ จะนั่งนอน ไถเงินเด็กที่ปากซอย” โดยทำมาหากินไม่เป็น

เป็นเช่นนี้อยู่นานและด้วยความหวังดีต่อทุกฝ่าย ผมจึงเริ่มเขียนบทความลง นสพ.ให้รู้กัน โดยวัตถุ ประสงค์ไม่ใช่ต้องการจะสร้างแรงกดดันแบงก์แต่อย่างใด แต่หวังนำเอาประสบการณ์ที่เคยทำแบงก์มาทำ ประโยชน์ให้กับทุกฝ่ายได้ปรับตัวอย่างสมดุล คือ รัฐบาล ที่ต้องดูแล “นโยบายสาธารณะ” เรื่องดอกเบี้ยซึ่ง กระทบต่อคนส่วนมาก ให้มีความเป็นธรรม กับสังคมและประชาชนได้ทราบ และได้รับการพิทักษ์กับธนาคาร พาณิชย์เองก็จะได้เริ่มปรับตัว สร้างประสิทธิภาพ ลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย และนำเครื่องจักรมาใช้ ให้ช่วยคน ทำงานได้ดีขึ้น พร้อมกับคุมต้นทุนต่างๆ ให้อยู่ในกรอบเหมาะสม นั่นก็คือ การให้ธนาคารมี CSR นั่นเอง

การกระตุ้นเตือนของผมผ่านสื่อได้ผลพอควร แต่ที่มีมาตรการรุนแรงแบบไทยๆ ออกมา ก็คือ ขณะที่ แบงก์ถ่างส่วนต่างมากถึง 9% ทำให้คนเดือดร้อนมาก ผมจึง “แพลมกลยุทธ์” ให้ที่ปรึกษา รมต.คลัง ใช้สไตล์ ไทย ซึ่งถึงมืออดีต รมต.คลัง คุณประมวล สภาวสุซึ่งได้ออกประกาศเพดานสูงสุดของดอกเบี้ยเงินกู้เอาไว้ที่ ระดับหนึ่ง แล้วปล่อยให้ธนาคารแข่งสู้ดอกเบี้ยฝากในขณะที่เงินหายาก เหตุที่จำต้องแนะกลยุทธ์ที่ไม่ตรง หลักวิชาไปนั้น เพราะกลไกตลาดใช้ไม่ได้ ด้วยธนาคารจะไม่แข่งขันกัน กรณีนี้แม้จะเป็นวิธีลูกทุ่งภาคปฏิบัติ ก็ตาม แต่ก็ได้ผลในการให้มีการเรียนรู้มาก จนต่อมาอดีต รมต.ธารินทร์ ได้เริ่มกำหนดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงเป็น MLR และ MOR สำหรับรายย่อย ซึ่งก็พอจะใช้ได้ผลในการให้ความเป็นธรรมแก่รายย่อยบ้างแม้ไม่ทั้งหมด

ที่น่ายินดี คือ ธนาคารไทยเริ่มจะเรียนรู้ถึงการต้องปรับตัวทางบริหารจัดการ ทั้งการปรับโครงสร้าง บริหารต้นทุน และนำเครื่องจักรมาใช้ มีการจำกัดการรับคนใหม่กับออกบริการใหม่ๆ เพื่อหารายได้อื่นๆ มาชด เชย เช่น บริการบัตรเครดิตและการให้บริการรับชำระค่าโทรมือถือ (ซึ่งผมเป็นคนแนะให้ทำ) เป็นต้น

ในช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ได้เกิดวิกฤติการเงินหลายครั้ง บ้างเกิดจากการไปกู้เงินต่างประเทศ มากเกินขนาด (Overlending) ตอนอัตราดอกเบี้ยถูก แต่ครั้นเมื่อดอกแพงขึ้น จึงทำให้ส่งคืนไม่ได้ก่อความ เสียหายกันไปทั่ว ผมจำได้ว่าดอกเบี้ยโลกที่สหรัฐเคยพุ่งสูงถึง 21%

ถ้าจะพูดว่า “ดอกเบี้ย” คือ “ไอ้ตัวร้าย” ที่ทำลายโครงสร้างธุรกิจเก่าแก่ให้ต้องตายไป ดูจะไม่ถูกนัก เพราะที่แท้คือปัญหาความโลภของคนที่ชอบ “เล่นกับไฟ” ในวันสบายๆ ที่ดอกเบี้ยถูกด้วยสภาพดังกล่าวที่ เป็นอยู่นาน และเนื่องจากจุดอ่อนการเมืองไทย กับบทบาทที่แคบของแบงก์ชาติในฐานะผู้กำกับ กับเล่ห์ เหลี่ยม กลเกมของกลุ่มธุรกิจการเมือง ควบคู่กับสงครามทางเศรษฐกิจต่อจากการมีนวัตกรรมการเงิน จึงได้มี การใช้ “ดอกเบี้ย” ทำหน้าที่เป็น “บ่าวรับใช้” โดยบางครั้งจะทำโดยการกดอัตราดอกเบี้ยฝากให้ต่ำมากๆ เกิน เหตุผล เพื่อหวังให้คนเลิกออม เอาเงินไปใช้ซื้อของกับไปเล่นหุ้นในตลาด โดยชอบชี้ให้เห็นว่า ผลตอบแทน ดีกว่าทำให้คนที่คิดจะออมและตั้งใจใช้ชีวิตแบบพอเพียง ต่างเสียเปรียบมาตลอด ภายใต้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ที่ไม่สอดคล้องกัน และกดดอกเบี้ยเงินฝากต่ำจนคนไทยส่วนมากต้องลำบาก ซึ่งคงจำได้ว่าผู้ที่ตาย มีทั้งเป็น ข้าราชการเกษียณที่รับบำเหน็จ กับกลุ่มคนที่ออมเงินโดยหวังจะได้ดอกเบี้ยฝากไว้ใช้จ่ายดำรงชีพ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ  บทเรียนชีวิต จากการเป็นหนี้มาก

แล้วเมื่อเหตุการณ์แบบนี้จบลง ต่อไปก็จะออกชี้ชวนให้กลุ่มคนข้างต้นไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล ที่ให้ดอก เบี้ยผลตอบแทนสูงกว่า หรือไม่ก็มักถูกกองทุนเอกชน ชวนให้เอาเงินไปลงทุน ซึ่งเป็นวิถีเสี่ยงที่คนจำนวน ไม่น้อยไม่ชอบถึงตรงนี้คงพอเห็นแล้วว่า “ดอกเบี้ย” คือ ข้าทาสผู้ซื่อสัตย์ ที่มีกลไกจะเป็นพระเอกหรือผู้ร้าย อย่างไรนั้นขึ้นกับ “ผู้มีอำนาจกำหนด” ที่จะใช้เล่นเกมเพื่อวัตถุประสงค์เบื้องหลังอะไรบ้าง

ในยามนี้ ผมสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่างที่เกิดขึ้นมานานได้มาบรรจบกัน ซึ่งจะทำให้เมืองไทยได้ เสียกันมากครั้งนี้ นั่นคือ ก่อนและเมื่อเกิดวิกฤติการเมืองในหลายปีที่ผ่านมา ไม่น่าเชื่อว่า “ดอกเบี้ยเงินฝาก” จะอยู่ในระดับที่ต่ำมากกับนานมากขนาดนั้น แล้วภายใต้แผนพัฒนาตลาดทุนที่เตรียมกันมานาน สัมพันธ์กับ เมกะโปรเจคใหญ่ๆ เต็มกระบุง กับแผนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ถือรอในมือหลายแห่ง พอถึงจังหวะก็มี ข้าราชการหน่วยงานเศรษฐกิจ 2 คนออกมาให้ข่าวว่า เศรษฐกิจไทยไปได้ดี ตัวเลขเติบโตจะสูงคาดว่า จะสูง กว่าที่เคยประเมินได้แต่เดิมที่ 4.3-5.8% แล้วเพียงไม่กี่วัน ข่าวเรื่อง กนง.จะขึ้นดอกเบี้ย RP ที่ถูกแช่แข็งมา นานแล้วก็เป็นจริงตามหัวข่าว กรุงเทพธุรกิจ 15 กรกฎาคม 2553 “ธปท. ขึ้นดอกเบี้ยเบรกเศรษฐกิจ” กนง. มีมติขยับ RP หรือดอกเบี้ยนโยบาย 0.25 % จาก 1.25% เป็น 1.50% โดยทิ้งท้ายว่า ถึงสิ้นปี อาจถึง 2% หรือ 3.5 % โดยบางธนาคาร หารือปรับดอกเบี้ยใน 1-2 วัน กับข่าวญี่ปุ่นมั่นใจ จะลงทุนในไทยต่อไป กับข่าว เทสโก้โลตัสอาจซื้อคาร์ฟูร์ ตลาดรถยนต์ขายโตสูงสุด 54% เป็นต้น

เมื่อบูรณาการเอามาพิจารณารวมกันแล้ว มองไปข้างหน้า พร้อมกับย้อนกลับไปดูประวัติที่ผ่านมาของ ประเทศเศรษฐกิจใหญ่ของโลก ที่มีบทบาทอิทธิพลในไทย ควบคู่กับภูมิหลังของคนที่เกี่ยวข้องกับการ บริหารเศรษฐกิจแล้ว เมื่ออ่าน “กลเกมกลยุทธ์” ลึกลงไปหลายๆ ชั้น ก็ให้รู้สึกได้ว่าไม่ธรรมดา แต่จะเป้าหมาย คืออะไรในขั้นต่อไปนั้น ต่างต้องเอาไปคิดต่อกันเอง

สำหรับผม นี่คือ บทสุดท้ายของศึกสงครามทางเศรษฐกิจ ที่อาจเป็นเพียงจังหวะก้าวเล็กๆ ไปจนถึง ปฏิบัติการด้วยก้าวใหญ่ที่อาจเป็น “ปฏิบัติการยึด” รวบหัวรวบหาง โดยที่นักธุรกิจไทยไม่ต้องสนใจเรื่องอัตรา ดอกเบี้ยว่าสูงแค่ไหน ส่วนต่างเป็นเท่าไร กับเศรษฐกิจจะดีขึ้นหรือไม่ แล้วคนไทยจะยังสามารถ “ส่งผ่าน ธุรกิจไปสู่รุ่นสาม” ได้หรือไม่ หรือต้องล่มสลายไป (ตามเนื้อหาในหนังสือ การส่งผ่านธุรกิจสู่รุ่นสาม) ตามที่ ผมได้เขียนเตือนไว้ว่า สุดท้าย “ตะวัน” จะรวบยอดกลืนกินเมืองไทยแบบเบ็ดเสร็จ อย่างมีขั้นตอน และด้วย ตัวแทนระดับ “มือพระกาฬ”

ที่มา ThaiStockInfo

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *