ยุทธศาสตร์ บริษัทจดทะเบียน

ตัน อิชิตัน

ผมจะกลับมา ! ตันใช้วลีนี้ กับการกลับมาฮึดสู้อีกครั้ง หลังโรงงานใหม่ยังไม่ทันผลิตจมบาดาล กับเป้าหมายมุ่งสู่อินเตอร์แบรนด์ในอาเซียน

หลังขายหุ้น “โออิชิ” เกือบทั้งหมดให้กับ ?ไทยเบฟเวอเรจ? และแยกตัวออกมาสร้างแบรนด์ ?อิชิตัน? ของตัวเองใหม่อีกครั้ง ฝันของ ?ตัน ภาสกรนที? ต้องทลายลงเมื่อปะหน้ากับ ?มหาอุทกภัย? ถล่มโรงงานแห่งใหม่ที่ยังไม่ทันได้เดินเครื่องผลิตมูลค่ากว่า 3,500 ล้านบาท ที่สวนอุตสาหกรรมโรจนะ

ทว่าเป้าหมายของชายวัย 52 ยังไม่จบลง ไม่ถอดใจ เขาหวังเดินเครื่องผลิตภายในกลางปีหน้า กับเป้านำอิชิตันปักป้าย ?อินเตอร์แบรนด์? ขยายการลงทุนในภูมิภาครับการเกิดขึ้นของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 หรือในอีก 4 ปีจากนี้

“ไม่เหลือครับ !!” คำพูดสั้นๆ แต่สะท้อนความรู้สึกทั้งหมดของตัน ภาสกรนที เมื่อถามถึงความเสียหายที่ได้เข้าไปสำรวจ

เขาบอกว่า วันที่ 11 เดือน 11? ปี (20) 11 ที่ผ่านมา ตั้งใจจะเป็นวันถือฤกษ์ดีเป็นวันเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่จากบริษัท ไม่ตัน จำกัด เป็น บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด และถือฤกษ์นี้เป็นวัน “เปิดตัวโรงงานแห่งใหม่” ของตัวเอง แต่กลับเป็นวันที่ต้องนั่งเรือเข้าไปสำรวจความเสียหายที่สวนอุตสาหกรรมโรจนะ แทน ซะอย่างนั้น

ฤาบริษัทไม่ตัน จะมาตัน ก็หนนี้ แต่ ตันไม่เชื่อเช่นนั้น

แม้ตอนนี้โรงงานใหม่จะยังไม่สามารถผลิตได้ แต่ตันยืนยันว่าสถานะการเงินของบริษัทยังไม่มีปัญหา เพราะใช้เงินส่วนตัวมาลงทุนเกือบทั้งหมด แม้จะรู้ว่าประกันจะไม่ครอบคลุมความเสียหายทั้งหมด เนื่องจากเครื่องจักรยังใหม่กิ๊ก ยังไม่ดำเนินการผลิต

“แต่ผมก็ไม่ได้หยุดอยู่เฉยๆ แม้การผลิตยังมีปัญหา (ที่ผ่านมาจ้างคนอื่นผลิต) แต่ยังมีเครดิตจากสถาบันการเงินอยู่ ผมเลยกู้เงินมาซื้อเครื่องจักรใหม่เตรียมรอไว้เลยมูลค่าก็กว่า 2,000 ล้านบาทแล้ว”

เรารอซ่อมเครื่องไม่ได้หรอก “ตัน” บอก

“แถมเงินประกันยังต้องใช้เวลาเคลียร์อีกนาน ถ้าน้ำลดลงทั้งหมดภายในครึ่งปีจากนี้ เราจะเริ่มการผลิตได้ทันที ซึ่งคาดว่าจะเป็นเดือนกรกฎาคมหรือสิงหาคมปีหน้า (2555)”

ตัน ไม่ตอบว่าวิกฤติครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่หนักที่สุดในชีวิตหรือเปล่า แต่ดูจากสีหน้าและแววตาเมื่อครั้งให้สัมภาษณ์พิธีกรชื่อดังทางทีวีช่องหนึ่ง พร้อมกับการหลั่งน้ำตาผ่านสื่อ รู้เลยว่าวิกฤติรอบนี้หนักหนาสาหัสสำหรับตัน

“เหตุการณ์ครั้งนี้สอนให้นักธุรกิจรู้จักกับการบริหารความเสี่ยงด้านภัยพิบัติ คงจะทำแบบเดิมๆ ไม่ได้แล้ว” ตันบอก
ถามถึงเป้าหมายของอิชิตัน กรุ๊ป เมื่อเริ่มต้นการผลิตด้วยตัวเองเต็มตัวตามเป้าหมายในกลางปี 2555 ตันบอกว่า จะโฟกัสการผลิตไปที่ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มสไตล์ญี่ปุ่น และอาหารเพื่อสุขภาพ เป็นหลัก ส่วนของธุรกิจอาหารปัจจุบันมีอยู่ด้วยกัน 4 แบรนด์ได้แก่ ช็อกโกแลต Melt Me ,บะหมี่ราเม็งทีวีแชมเปี้ยน ,ภัตตาคารบุฟเฟ่ต์ อิชิตัน อิซาคาย่า และร้านสเต๊กโตคิยะ โดยได้โอนธุรกิจส่วนตัวเข้ามาอยู่ในบริษัทอิชิตัน กรุ๊ป ทั้งหมดแล้ว

ตันบอกว่า ธุรกิจอาหารคงไม่เน้นเปิดสาขาจำนวนมาก เพราะเขามองว่าร้านอาหารเป็นธุรกิจบริการซึ่งคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยอยากทำเท่าไร แล้ว ดังนั้นสิ่งที่เขาจะทำคือการเน้นสินค้าที่เป็นการนำเข้าพรีเมียมแบรนด์ หรือร่วมทุนกับต่างประเทศ โดยมีลูกค้าระดับบนเป็นกลุ่มเป้าหมาย

“ธุรกิจอาหารผมก็ยังขยายต่อเนื่อง แต่ผมจะไม่ให้มีสัดส่วนรายได้เกินกว่า 20% เพราะเราคงไม่มีเวลาพอที่จะไปติดตามได้ทั้งหมด จะขอเน้นไปที่ธุรกิจเครื่องดื่ม ซึ่งเราจะทำเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ผลิตจำนวนมากไปเลย ซึ่งจะมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 80% ของกลุ่ม”

ตัน ยังให้มุมมองเศรษฐกิจและธุรกิจในอนาคตว่า น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ทำให้คาดการณ์ลำบาก ปกติจะมีคำพูดว่าทำเลที่ดีจะเปลี่ยนแปลงทุก 10 ปี ขณะที่วิกฤติเศรษฐกิจจะมาทุก 5-10 ปี แต่ส่วนตัวมองว่าอีกหน่อย “คงจะมีทุกปี” โลกปัจจุบันที่เล็กลงทุกคนสามารถสื่อถึงกันด้วยโลกออนไลน์ได้ทั้งหมด ดังนั้นพฤติกรรมผู้บริโภคจะเปลี่ยนไปเร็วมาก

“สมัยก่อนรับสื่อแค่หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ แต่คนรุ่นใหม่เสพข่าวจากอินเทอร์เน็ต และเดินทางท่องเที่ยวทำให้พบสินค้าใหม่ๆ และรู้จักนำสินค้ามาเปรียบเทียบ ผู้บริโภคในยุคหน้าจึงมีพฤติกรรมเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพคุ้มค่ากับเงิน ที่เสียไป”

เรียกได้ว่ายุคนี้และอนาคตคือ ?ยุคของผู้บริโภค? อย่างแท้จริง ทำให้ผู้ประกอบการต้องทำงานหนักขึ้น

ขณะที่จุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจไทยในอนาคตคือ การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 ทำให้ระบบเศรษฐกิจใหญ่ขึ้น ลูกค้าจะไม่อยู่เพียงแค่กรุงเทพฯหรือประเทศไทย แต่จะอยู่ใน 10 ประเทศในภูมิภาคอาเซียน มีประชากรรวมกันเกือบ 700 ล้านคน ในข้อดีก็มี-ข้อเสียก็มี เพราะเขาก็เข้ามาลงทุนในไทยได้เหมือนกัน

?เมื่อเปิดเสรีการค้าเราสามารถส่งสินค้าไปประเทศเพื่อนบ้านได้ เขาก็มาหาเราได้เหมือนกัน จำไว้เลยว่าจุดเด่นกับจุดด้อยมันมักจะมาพร้อมกันเสมอ ถ้าจะอยู่รอดในการแข่งขันผู้ประกอบการต้องขยายในจุดที่เราเก่งและปิดจุดอ่อน ในจุดที่เรายังอ่อน ถ้าคิดว่าสู้ไม่ได้ก็ต้องยอมทำตัวเองให้เล็กและจำกัดตลาดให้มีความเฉพาะตัว ไปเลย?

?ขณะที่การแข่งขันในอนาคตก็จะดุเดือดมากขึ้น ปลาใหญ่จะกินปลาเล็ก จริงๆ จังๆ ก็คราวนี้

?ต่อไปภาษีไม่มีความหมายอีกต่อไป ราคาจะแข่งขันกันดุเดือดขึ้นเข้าทำนองปลาใหญ่กินปลาเล็ก ผู้ประกอบการที่จะอยู่ได้ต้องมีขนาดที่ใหญ่พอเพื่อที่จะวัดกันที่ต้นทุน ถ้าใครเป็นรายเล็กก็ต้องเน้นเรื่องดีไซน์และมูลค่าเพิ่มจับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม ไปเลย คนที่ไม่เปลี่ยนแปลงจะอยู่รอดไม่ได้แน่นอน? นี่คือสิ่งที่ตันคิด และเฉลยข้อสอบว่าทำไมเขาถึงต้องทำ อิชิตัน ให้ใหญ่ !!

ตันบอกว่า อิชิตัน กรุ๊ป มีเป้าหมายที่จะขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้านรอบๆ รวมถึงเวียดนามและจีนตอนใต้ ปัจจุบันเริ่มมีการนำสินค้าส่งไปทดลองจำหน่ายที่ประเทศออสเตรเลียบ้างแล้ว แต่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก เป้าหมายระยะยาวของตันไม่เพียงส่งสินค้าไปขาย

เขาต้องการขยายการลงทุนโดยการตั้งโรงงานในต่างแดน

?ถ้าอยากจะใหญ่จริงต้องลงทุนข้ามประเทศเท่านั้น เมื่อเปิดเสรีการค้า ธุรกิจนอกจากจะเน้นเรื่องแบรนด์ สินค้าที่มีคุณภาพแล้ว ยังต้องแข่งเรื่องต้นทุนด้วย ฐานลูกค้าจะต้องกว้างพอเพื่อแชร์ค่าใช้จ่ายกันได้ เห็นได้ว่าทุกธุรกิจตั้งแต่ธนาคาร สายการบิน อนาคตต้องรวมกันถ้ามีขนาดเล็กจะเสียเปรียบ”

ผมฟันธงเลยว่าธุรกิจยุคหน้าใครมีต้นทุนต่ำที่สุดจะชนะ !

กลายเป็นที่มาของการยอมลงทุนสั่งซื้อเครื่องจักรที่ทันสมัยที่สุดในโลก ด้านการผลิตเครื่องดื่มจากญี่ปุ่นและเยอรมนี? มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท ก่อนจะจมบาดาล คุณสมบัติของเครื่องจักรคือมีความเร็วในการผลิตสูง นาทีละ 600 ขวดและสูงสุด 1,800 ขวดต่อนาที สามารถผลิตสินค้าเครื่องดื่มได้หลายรูปแบบ เรียกได้ว่าลงทุนเพื่ออนาคตโดยเฉพาะ ต่อไปจะลงทุนแค่เครื่องจักรใส่น้ำปกติไม่ได้อีกแล้ว เขาบอก

?อนาคตทุกคนต้องแข่งที่เทคโนโลยี ต้องกล้าเสี่ยงที่จะลงทุน ใครไม่กล้าเสี่ยงก็จะไม่โต ถ้าใหญ่ไม่ได้ต้องทำตัวให้เล็กไปเลย อยู่แบบกลางๆ จะสู้ไม่ได้ สำหรับผมพร้อมที่จะเสี่ยง”

จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ทำให้ตันนึกถึงการแข่งขันกันที่ต้นทุนการผลิต ว่าเป็นเหมือน “จมูก” กับ “ปาก”

เรื่องที่คุณอาจสนใจ  สามารถคอร์ปอเรชั่น SAMART ปีมังกร

“ถ้าต้นทุนเราแพ้คนอื่นไปเพียง 1 นิ้ว เวลาเจอน้ำท่วมน้ำอาจจะท่วมถึงแค่ปากเขาแต่อาจท่วมถึงจมูกเราจนจมน้ำตายก็ได้” เขาเปรียบเปรย

สรุปคือ “แพ้-ชนะ” วัดที่ที่ปลายจมูก

ตันเล่าถึง เป้าหมายระยะสั้น หลังจากน้ำลดและเดินเครื่องผลิตในกลางปี 2555 ว่า บริษัทจะต้องมี ?กำไร? เพราะปีแรกของการตั้งบริษัทลงทุนหนักครั้งเดียวไปแล้ว จากนั้นจะต้องมีผลกำไรต่อเนื่องในปีที่ 3 และปีที่ 4 ส่วนปีที่ 5 ก็จะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

จุดประสงค์เพื่อเสริมศักยภาพในการขยายธุรกิจเช่นแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำ รวมถึงสร้างความน่าเชื่อถือผู้เกี่ยวข้องทุกคนให้ความไว้วางใจ ด้านเป้าหมายด้านมาร์เกตแชร์ในธุรกิจเครื่องดื่มบรรจุขวดจะต้องมีส่วนแบ่ง การตลาดอยู่ที่ 20-30% จากตอนนี้อยู่ที่ 10%

เขายังให้กำลังใจกับนักธุรกิจที่ประสบปัญหาอยู่ในขณะนี้ว่า…น้ำท่วมไม่ กระทบต่อใครคนหนึ่งแต่กระทบทั้งหมด เราต้องเชื่อว่าวิกฤติคือข้อสอบ ยิ่งหนักรางวัลที่ได้ยิ่งเยอะ ส่วนตัวผมยังคิดบวกได้ เพราะคิดว่าทุกคนก็โดนเหมือนกันไม่ใช่เราคนเดียว

?บางคนท้อ หมดแรง ยอมแพ้ แต่ผมน้ำท่วมคราว นี้ทำให้ฮึดสู้กว่าเดิม ไม่นานกลับมาเหมือนเดิมและจะดีกว่าเดิมด้วย วิกฤติสอนว่าสิ่งที่เลวร้ายหายไป สิ่งที่ดีจะตามมา ระหว่างนี้จะมีคนหายไปจากธุรกิจ ถ้าเรายังยืนอยู่ก็จะได้โอกาสที่มากขึ้น?

I Shall Return….
—————————–
“หน้าที่ของผมตอนนี้ คือ สร้างผู้บริหารรุ่นใหม่”

ตัน บอกว่า โครงสร้างผู้ถือหุ้นของอิชิตัน กรุ๊ป ปัจจุบันตัวเขาและภรรยาถือหุ้นรวม 50% ที่เหลือยังเก็บเอาไว้ให้ ?พันธมิตร? ที่จะมาร่วมกันทำธุรกิจในอนาคตกับอีกส่วนแบ่งให้ ?พนักงาน? เป็นผู้ร่วมถือหุ้นโดยให้ถือหุ้นมูลค่า 10 เท่าของเงินเดือนโดยให้ผ่อนชำระ 5 ปีไม่มีดอกเบี้ย เมื่อครบ 5 ปี ก็จะเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นและถือเงินก้อนนั้นเป็นเงินสำรองใช้ในบั้นปลาย ชีวิต

?ตอนนี้ผมและภรรยาถือหุ้นในบริษัท 50% ที่เหลือผมจะกันไว้ให้กับพันธมิตรที่จะเข้ามาช่วยเราทำงานในอนาคตรวมถึง พนักงานทุกคนจะได้รับหุ้นของบริษัทด้วยเพื่อที่จะให้พวกเขารู้สึกถึงความ เป็นเจ้าของบริษัทจะได้ทำงานอย่างเต็มที่และผูกพันกับบริษัทจนกว่าจะไปถึง เป้าหมายซึ่งตัวเขาเองก็ได้ผลตอบแทนคืนกลับมาด้วย?

เขา ยังบอกด้วยว่า รูปแบบการบริหารแบบนี้จะช่วยสร้างแรงผลักดันในการทำงานของพนักงานให้ทำงาน เหมือนกับเป็นเจ้าของซึ่งจะมีพลังมากกว่าทำงานเป็นลูกจ้าง เขายังย้ำว่าการทำเช่นนี้เพื่อปูพื้นสู่การ ?วางมือ? ทางธุรกิจอย่างเต็มตัว เมื่อมีอายุครบ 60 ปี

หรืออีก 8 ปีข้างหน้า

แน่นอนว่าผู้ที่จะขึ้นมาเป็นผู้นำองค์กรต่อไปจะต้องเป็นบุคคล ภายในเท่านั้น ตอนนี้บริษัทฯมีผู้บริหารระดับรองเกือบ 10 คนที่ทำงานด้วยกันมาตั้งแต่ 5-20 ปี ต้องมีการแข่งขันกันเองภายใน

?”หน้าที่ของผมตอนนี้คือการสร้างผู้บริหารรุ่นใหม่เพื่อที่จะสืบทอดตำแหน่ง”

?เมื่อบริษัทมีกำไรแล้ว เขาจะนำเงินปันผลครึ่งหนึ่งส่งให้กับมูลนิธิตันปันและเมื่อวางมือแล้วก็จะนำ เงินปันผล 90% เข้ามูลนิธิ? รวมถึงพนักงานทุกคนต้องเป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิ? หลังจากวางมือทางธุรกิจก็จะไปเป็นจิตอาสาเต็มตัว ส่วนตัวเชื่อว่าวิธีการดังกล่าวจะทำให้องค์กรอยู่อย่างยั่งยืน เขาย้ำในสิ่งที่เคยพูดไว้ในหลายเวที

?ผมไม่คิดว่าเราทำอะไรเพื่อสังคม แต่ทำเพื่อใช้หนี้สังคมมากกว่า เพราะฝีมือมนุษย์ทุกคนทำให้ธรรมชาติต้องเสียไป วิกฤติรอบนี้จะทำให้ผู้คนคิดได้มากขึ้น ผมมองว่าเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมจะต้องไปด้วยกัน ไม่เอาเปรียบกันมากเกินไป?

Thanks to BangkokBizNews

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *