ทำไมหุ้นไม่ยอมลง นี่ขนาดฝรั่งทิ้งหุ้นตลอด

9 เหตุผล..ฝรั่งทิ้งหุ้นกว่า 5 หมื่นล้าน ทำไม! SET Index ถึง ‘ไม่ลง’ มาก

วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ผ่านไปแล้วประมาณ 1 ปีเศษ แต่ใครเลยจะคิดว่า? เมื่อเวลาผ่านไปเพียงแค่ 1 ปี? จะทำให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์กลับมาทำกำไรกันอย่างอู้ฟู่? หลายบริษัทสามารถสร้างสถิติทำกำไรสูงสุดในรอบหลายปี? ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

หากเราคิดอย่างคนทั่วไป? บริษัทเหล่านี้น่าจะค่อยๆ ฟื้นตัว? ค่อยๆ มีกำไรขึ้นมา? แล้วค่อยกลับมาทำกำไรอยู่ในระดับเดิมเหมือนช่วงก่อนเกิดวิกฤติ? แต่ภาพที่ปรากฏ? กลับกลายเป็นว่าแต่ละบริษัทสามารถทำกำไรกันอย่างถล่มทลายพลิกความคาดหมาย? เราลองวิเคราะห์กันดูว่า? อะไรเป็นเหตุผลให้บริษัทเหล่านั้นกลับมามีกำไรกันยกแผงทั้งกระดานหุ้น

1. คำสั่งซื้อล้นทะลัก

วันที่บริษัทเลแมน บราเดอร์สประกาศล้มละลาย? เป็นเสมือนวันที่ประเทศสหรัฐอเมริกาส่งสัญญาณว่าฟองสบู่ของประเทศตนแตกแล้ว? บริษัทต่างๆ ทั่วโลกได้ถือวันนั้นเป็นสัญญาณรีบรัดเข็มขัด? ด้วยการหยุดซื้อวัตถุดิบชั่วคราว? บริษัทที่เคยสต็อกวัตถุดิบเพื่อการผลิตไว้ 6 เดือน? อาจจะหยุดซื้อวัตถุดิบไปเลยทันที? รอให้วัตถุดิบเหลือเพียง 3 เดือนแล้วค่อยสั่งซื้อเพิ่ม

เพราะเขารู้ว่า? ทุกครั้งที่เกิดวิกฤติ? ราคาวัตถุดิบมักจะถูกลงเสมอ? หลายบริษัทจึงพยายามลดการสำรองวัตถุดิบให้น้อยที่สุด? เพราะแน่ใจว่ายอดจำหน่ายของบริษัทต้องลดลงไปตามภาวะตลาดด้วย

ทุกบริษัทจะรอถึงวันที่เศรษฐกิจฟื้น? เมื่อตลาดฟื้น? บริษัทเหล่านี้จะกลับมาสำรองวัตถุดิบในระดับ 6 เดือนเช่นเดิม? การที่จู่ๆ จะสั่งเพิ่มวัตถุดิบจากที่มีอยู่ 3 เดือนเป็น 5-6 เดือน? ทำให้คำสั่งซื้อล้นทะลัก? ไม่ว่าบริษัทผู้ผลิตวัตถุดิบหรือสินค้าทั่วไปจะปรับราคาขึ้นได้หรือไม่? แต่เมื่อสามารถใช้กำลังผลิตได้เต็ม 100%? ผลกำไรจากการผลิตจำนวนมาก (economy of scale) ทำให้กำไรไหลมาเทมา

2. คู่แข่งเหลือน้อยลง

เวลาเศรษฐกิจดี? คู่แข่งใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา? แต่พอเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ? บริษัทเล็กๆ มักล้มหายตายจากไปก่อน เมื่อเศรษฐกิจฟื้นอีกครั้ง? ไม่เพียงแต่ยอดสั่งซื้อของลูกค้าเดิมของบริษัทจะกลับคืนมา? ลูกค้าของบริษัทคู่แข่งที่ล้มไป? ก็มารุมสั่งซื้อสินค้าของบริษัทด้วย

ตามปกติอัตราการใช้กำลังผลิตของโรงงานอาจจะเคยอยู่ที่ 80%? เมื่อเกิดวิกฤติอาจลดลงมาที่ 50%? ครั้นเศรษฐกิจฟื้นจะพุ่งมาเป็น 100% แล้วอย่างนี้กำไรจะหายไปไหน

3. มาตรการลดต้นทุน แสดงผล

เวลาเศรษฐกิจไม่ดี? บริษัทห้างร้านต่างๆ ล้วนมีความตื่นตัวที่จะลดต้นทุนการดำเนินงาน? เช่นการลดบุคลากรที่ไม่จำเป็น? การประหยัดน้ำ-ไฟ? หรือการลดความสูญเสียวัตถุดิบในขบวนการผลิต? ในขณะที่พนักงานก็มีความกระตือรือร้นที่จะให้ความร่วมมือ เพื่อความอยู่รอดของบริษัทและตนเอง

ความร่วมมือร่วมใจนี้? ช่วยให้บริษัทลดต้นทุนได้มาก? ดังนั้นเมื่อเศรษฐกิจฟื้นแล้ว? ผลของมาตรการนี้ยังดำรงอยู่? ต้นทุนลดต่ำลงในขณะที่ราคาขายของสินค้ากลับมาดีดังเดิม? ส่วนต่างที่สูงขึ้น? จะแปรรูปมาเป็นกำไรที่งดงามนั่นเอง

4. ราคาขายปรับขึ้นแล้ว แต่ราคาวัตถุดิบยังต่ำอยู่

เวลาเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ? ทุกบริษัทพยายามจะขายสินค้าออกไปให้ได้มากที่สุดเพื่อรักษาสภาพคล่อง? ในขณะที่กำลังซื้อมีน้อย? จึงต้องใช้วิธีลดราคาสินค้า? บางครั้งต้องยอมขายขาดทุน? เพราะมีต้นทุนวัตถุดิบราคาสูงที่ซื้อไว้ก่อนหน้าในช่วงที่เศรษฐกิจยังดีอยู่

ในทางกลับกัน? เมื่อตลาดฟื้นตัว? ผู้บริโภคต่างออกมาจับจ่ายซื้อของ? ราคาสินค้าค่อยๆ ปรับตัวสูงขึ้น? ในขณะที่ต้นทุนการผลิตกลับต่ำลง? เพราะวัตถุดิบที่ซื้อไว้ระยะหลัง ตอนที่เศรษฐกิจซบเซามีราคาถูก? (เหมือนกินบุญเก่า? จากนโยบายการลงบัญชีแบบ FIFO / first in-first out) จนกระทั่งเมื่อวัตถุดิบราคาถูกหมดไป? ราคาวัตถุดิบที่แพงขึ้นทยอยเข้ามาทดแทน? อาจจะทำให้กำไรลดลง? จนกลับสู่สมดุลของกำไรปกติ

นี่จึงเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของบริษัทที่มีการตุนวัตถุดิบไว้หลายๆ เดือน? เมื่อถึงคราวเศรษฐกิจตกต่ำจะแสดงผลขาดทุนจนน่าตกใจ? แต่พอตลาดฟื้น ก็จะแสดงผลกำไรอย่างน่าอัศจรรย์? เข้าลักษณะบุญทำกรรมเก่านั่นเอง

5. ต้นทุนทางการเงินยังไม่ปรับขึ้น

หลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจสักระยะหนึ่ง? ดอกเบี้ยในตลาดการเงินมักจะลดต่ำลง? ตามอุปสงค์การใช้เงินที่ลดน้อยลง? ไม่ว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จากธนาคาร? หรืออัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้ที่บริษัทเสนอขายให้ ประชาชน
แต่เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว? บางครั้งคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยอาจยังไม่แน่ใจว่า เศรษฐกิจจะฟื้นจริง? จึงชะลอการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปก่อน? ในระหว่างนี้บริษัทจึงได้รับอานิสงส์จากต้นทุนทางการเงินที่ยังต่ำ? ทั้งที่ปรับราคาสินค้าขึ้นไปแล้ว? ยิ่งถ้าบริษัทไหนได้ออกหุ้นกู้ดอกเบี้ยต่ำระยะยาวเอาไว้ มาก? เท่ากับได้เงินทุนต้นทุนต่ำไว้ใช้หลายปีทีเดียว

6. อานิสงส์จากมาตรการช่วยเหลือของรัฐ

ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ? รัฐมักออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการระดับต่างๆ? บางครั้งเมื่อเศรษฐกิจฟื้นแล้ว? แต่มาตรการของรัฐยังไม่หมดอายุ? เช่นสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ? การลดหย่อนภาษี หรือการลดเงินสมทบประกันสังคม? ทำให้บริษัทเหล่านี้ยังคงมีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ต่ำ? ขณะที่รายได้กลับเข้าสู่ระดับปกติแล้ว? ทำให้กำไรสุทธิที่ได้ ขยับสูงขึ้น

7. ได้เวลานำผลวิจัยมาใช้

บริษัทส่วนใหญ่มีแผนกวิจัยและพัฒนา?? บางครั้งได้มีการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาแล้ว? แต่ตลาดไม่เอื้ออำนวยต่อการวางสินค้า เพราะเศรษฐกิจซบเซา?? จึงต้องรอเศรษฐกิจฟื้น

ครั้นเมื่อเศรษฐกิจฟื้น? บริษัทเหล่านี้ก็จะทำการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่กันอย่างเอิกเกริก? สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ? เนื่องจากผลิตภัณฑ์ใหม่มักมีกำไร (มาร์จิน) มากกว่าปกติ? เพราะยังไม่มีคู่แข่ง? จึงสามารถตั้งราคาได้ตามใจชอบ

8. เศรษฐกิจฟื้น? ลูกหนี้กลับมาใช้หนี้

ช่วงเศรษฐกิจไม่ดี? มักมีปัญหาสภาพคล่อง? ลูกหนี้ของบริษัทโดยเฉพาะรายย่อยอาจจะหมุนเงินไม่ทัน? ทำให้ขาดการชำระหนี้? หรืออาจจะขอยืดระยะเวลาการชำระหนี้ออกไป? บางรายยืดเวลาออกไปนานมาก? จนบริษัทต้องลงบัญชี ตั้งสำรองเป็นหนี้สูญ? เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไร? เขาจะมีเงินมาจ่ายหนี้

วันดีคืนดี? เมื่อเศรษฐกิจฟื้น? ลูกหนี้ที่ไม่ได้มีเจตนาคดโกง? ก็จะกลับมาใช้หนี้? หรือขอประนอมหนี้? ทำให้บริษัทได้รับเงินสินเชื่อที่ปล่อยให้ลูกค้ากลับคืนมา? เงินที่คิดว่าสูญไปแล้ว? กลับกลายมาเป็นรายได้? ทำให้กำไรของบริษัทพุ่งทะยานได้

9. มีประสบการณ์ รับมือวิกฤติ
ข้อสุดท้าย? แต่ว่าสำคัญที่สุด? คือ? บริษัทใหญ่ๆ ของไทย ส่วนใหญ่เคยผ่านวิกฤติเศรษฐกิจมาแล้ว? โดยเฉพาะวิกฤติต้มยำกุ้ง? ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงและรุนแรง? ผู้บริหารบริษัทล้วนยังเข็ดหลาบกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ดังนั้นเมื่อมีสัญญาณเตือนว่า? กำลังจะเกิดวิกฤติครั้งใหม่ในสหรัฐ หรือแม้แต่ในยุโรป? บริษัทเหล่านี้จะหยุดความเสี่ยงทันที ด้วยการหยุดสต็อกสินค้า? ทำประกันความเสี่ยงค่าเงิน หาตลาดใหม่ๆ มาทดแทน หรือแม้แต่ตัดวงเงินเครดิตของลูกค้าที่มีความเสี่ยงแบบฉับพลัน

ผลที่ปรากฏออกมา จึงเป็นว่า บริษัทใหญ่ๆ ของไทยแทบไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ที่เกิดขึ้นเลย? และพร้อมที่จะผงาดขึ้นทันทีที่ตลาดโลกฟื้นตัว

จากปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมา? แต่ละบริษัทคงไม่สามารถที่จะมีปัจจัยบวกเหล่านี้ครบทุกข้อ? บางบริษัทมีปัจจัยบวกมากถึง 5 ข้อ ขณะที่บางบริษัทอาจมีปัจจัยบวกเพียงข้อเดียว? แต่มันก็เพียงพอที่ทำให้กำไรของบริษัทพุ่งพรวดจนสะดุดตาได้

หวังว่ามันจะให้คำตอบแก่เราได้ว่า? ทำไม!? กำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในไตรมาส 1/2553 ที่ผ่านมา จึงเติบโตถึง 85% ผลักดันให้ GDP ไตรมาสแรกของไทยพุ่งทะยาน 12% ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในรอบ 15 ปี

ในเวลาเดียวกันก็เป็นคำตอบว่า? ฝรั่งเทขายหุ้นไปแล้วกว่า 5 หมื่นล้านบาทในพฤษภาคมเดือนเดียว? ทำไม!หุ้นไทยถึงลงไม่มาก? คนที่ยิ้มแก้มปริคงเป็นรัฐมนตรีคลัง กรณ์ จาติกวณิช? ไม่รู้ว่าอย่างนี้? จะเรียกว่ามี “ฝีมือ” หรือ “ส้มหล่น” ดี เอาเป็นว่า “เก่ง” ด้วย “เฮง” ด้วย ก็แล้วกัน

BangkokBizNews

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *