มุมมองนักวิเคราะห์ กูรู

ธานินทร์ พานิชชีวะ ลูกเสี่ยโทลล์เวย์

บทเรียนในตลาดหุ้น ของ ‘ลูกเสี่ย’ ธานินทร์ พานิชชีวะ ทายาทตระกูลเศรษฐีเมืองไทยผู้บริหารทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์ เขารอจังหวะหวนคืนตลาดหุ้นในบทบาทใหม่ ‘แวลูอินเวสเตอร์’

ภารกิจผลักดัน บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ โทลล์เวย์ เข้าตลาดหุ้นกลางปี 2554 เป้าหมายใหญ่ที่ ธานินทร์ พานิชชีวะ ในฐานะกรรมการผู้จัดการบริษัท ลูกชาย “คนรอง” จากทั้งหมด 6 คนของ สมบัติ พานิชชีวะ ต้องเร่งดำเนินการ ขั้นตอนขณะนี้ อยู่ระหว่างพิจารณาปรับโครงสร้างธุรกิจ หลังจากย้ายสนามบินดอนเมืองไปอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ “จุดขาย” ของบริษัทก็อาจดู “ด้อย” ลง

หลังจบภารกิจใหญ่นำโทลล์เวย์เข้าไปโลดแล่นในตลาดหุ้นสิ่งที่หนุ่มใหญ่วัย 47 ปีรายนี้ตั้งใจก็คือการเปลี่ยนวิธีการลงทุนของตนเองมาเป็น “แวลูอินเวสเตอร์” อย่างเต็มตัว ประสบการณ์ของธานินทร์ในอดีตเขาเคยเจ็บปวดกับเหตุการณ์ Black Monday เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2530 ซึ่งช่วงนั้น SET Index ลดลงถึง 228.89 จุด หรือ 48.4% ในเวลาไม่ถึง 2 เดือน

ชีวิตการเป็นนักลงทุนครั้งแรกของธานินทร์เกิดขึ้นเมื่อ 25-26 ปีที่แล้ว (ปี 2528) ขณะอายุประมาณ 21 ปีตามคำแนะนำของคนรู้จักโดยเริ่มลงทุนด้วยเงิน 1 ล้านบาทจากการกู้ยืมมาจากเพื่อนคุณแม่ สำหรับคนทั่วไปทุนประเดิม 1 ล้านบาทอาจดูเยอะยิ่งกับนักศึกษาปี 2 ที่ยังหาเงินเองไม่ได้ แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับ “ลูกเสี่ย” อย่างเขาที่เกิดมากับกองเงินกองทอง แต่ประสบการณ์ครั้งนั้นกลับเจ็บลึกและน่าจดจำ

“ตอนเริ่มเล่นหุ้นเรียนผมอยู่คณะบัญชีปี 2 อยากลองวิชาเลยไปกู้เงินเพื่อนแม่มาลงทุน ทุกวันนี้พ่อ (สมบัติ พานิชชีวะ) ยังไม่รู้เลย ช่วงแรกๆ เล่นยังไงก็ได้กำไร ซื้อแบบไม่ต้องสนใจพื้นฐานคือเก็งกำไรล้วนๆ ด้วยความที่เราไม่มีประสบการณ์ช่วงเกิดเหตุการณ์ Black Monday หุ้นลงก็ไม่ขาย ตอนนั้นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมคนชอบเล่นโดยเฉพาะ SCC กับ PDI ส่วนหุ้นอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ฮอตเท่าไร”

เจ้าตัวเล่าว่าที่เจ๊งหนักเพราะไปเล่นหุ้นพื้นฐานไม่ดีเลยขาดทุนไป 500,000 บาท ทำให้ต้องขายหุ้นทิ้งเอาเงินที่เหลือคืนแม่เพื่อน ส่วนที่ขาดก็เอาเงินเดือนผ่อนชำระคืน พอมาเจอวิกฤติต้มยำกุ้งช่วงปี 2540 ยังแอบคิดเลยว่าถ้าไม่ขายออกวันนั้นสงสัยวันนี้จะไม่เหลืออะไร..นี่คือกำไร ความคิดที่ได้จากเหตุการณ์ Black Monday ที่ขาดทุนหนัก

ชีวิตการเป็น “นักเล่นหุ้น” ของธานินทร์ยังทับซ้อนกับคำว่า “นักลงทุน” ที่ผ่านมาเขาเคยทำเงินจากตลาดหุ้นสูงถึง 120% ขาดทุนหนักก็เคย ไม่มีทฤษฎี เล่นหุ้นมีพื้นฐานบ้างไม่มีพื้นฐานบ้างตามแต่สถานการณ์

“เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางผมตั้งใจจะแบ่งเงินมาซื้อหุ้น 30% แต่คราวนี้จะกลับมาลงทุนแบบอนุรักษ์นิยม เน้นหุ้นพื้นฐานดี และถือลงทุนระยะยาวเพื่อรอรับเงินปันผล” เขาวางแผนที่จะเปลี่ยนสไตล์การลงทุนใหม่หลังเดินทางในตลาดหุ้นมาอย่าง โชกโชน

หุ้นพื้นฐานที่ถือลงทุนระยะยาวได้ธานินทร์ให้น้ำหนักไปที่หุ้นที่เกี่ยว ข้องกับ ระบบสาธารณูปโภค เขายกตัวอย่างหุ้นทางด่วนกรุงเทพ (BECL) และบีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) ครอบครัวก็อยู่ในธุรกิจใกล้เคียงกันจึงเข้าใจทิศทางธุรกิจเหล่านี้เป็นอย่าง ดี

นอกจากนี้กลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มขนส่ง และกลุ่มอุตสาหกรรมก็ยังน่าสนใจ โดยเฉพาะหุ้นปูนซิเมนต์ไทย (SCC) และครอบครัว ปตท. (PTT, PTTEP, PTTAR, PTTCH, IRPC, TOP) หุ้นพวกนี้พื้นฐานดีอยู่แล้วไม่ต้องนั่งดูบ่อยๆ ถือลงทุนระยะยาวได้และมีเงินปันผลตลอด เขายกตัวอย่าง

“หุ้นกู้บริษัทเอกชนที่ได้เรทติ้ง A- ขึ้นไป “ผมก็ชอบ” ระดับนี้จะได้ผลตอบแทน 3-4% และความเสี่ยงต่ำตอนนี้ซื้อเก็บไว้บ้างแล้ว พอร์ตลงทุนของผมตอนนี้จะเป็นในรูปของเงินออม 70% (35% ออมผ่านหุ้นกู้ พันธบัตร และกองทุนอสังหาริมทรัพย์ อีก 35% ฝากแบงก์ อีก 30% ลงทุนหุ้น) แต่ถ้าใครมีเงินเย็นผมแนะนำให้ซื้อหุ้นกู้ไปเลย 60-70%”

แม้จะซื้อขายหุ้นเป็นประจำแต่ธานินทร์ออกตัวว่าตัวเองไม่ใช่นักเล่นหุ้น มืออาชีพงานหลักต้องสร้างให้ดอนเมืองโทลล์เวย์กิจการของครอบครัวพานิชชีวะมี ความมั่นคงและโปร่งใส ส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นถือเป็นการออมเงินอีกช่องทางหนึ่ง

ในมุมมองของธานินทร์เชื่อว่าตลาดหุ้นในปี 2554 ยังสดใสคงได้เห็นดัชนีระดับ 1,200 จุด ถ้าการเมืองไทยไม่กลับมาปั่นป่วน การเลือกตั้งผ่านพ้นไปด้วยดี และเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศดีขึ้น หากดัชนีจะติดลบก็คง “ลงไม่เกิน 5%” เท่าที่ดูน่าจะมีเรื่องดีๆ มากกว่า

ประสบการณ์ร้ายๆ บางครั้งก็สอนบทเรียนดีๆ ให้กับชีวิตของชายผู้นี้การขาดทุนหุ้นในอดีตสอนให้เขาต้องกลับมาเริ่มต้นเรียน ป. 1 (นับหนึ่ง) ใหม่เป็นการ “ถอย” เพื่อ “ก้าว” ไปข้างหน้า

“เมื่อไม่นานมานี้ผมสอนหนังสือลูกในบทเรียนเขาบอกไว้ว่าคนเราควรมี 3 พ. 1 ป. และ 1 ม. หมายถึง พออยู่ พอกิน พอใช้ ประหยัด และไม่ฟุ้งเฟ้อ ผมจะนำทฤษฎีนี้มาใช้ในการทำงานด้วย” ธานินทร์มองว่านี่แหละคือหนทางแห่งความก้าวหน้าที่ยั่งยืนตามแนวทางอันพอ เพียงที่พ่อหลวงพร่ำสอนพวกเราทุกคน

๐ เตรียมแตกไลน์ทำ ‘สาธารณูปโภค’

อนาคตของ บมจ.ทางยกระดับดอนเมือง (โทลล์เวย์) หลังจากนี้ ธานินทร์ พานิชชีวะ เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาแตกไลน์ธุรกิจไปทำเกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภค ขณะนี้บอกได้เพียงว่าเป็นธุรกิจที่ไม่เสี่ยงและให้ผลตอบแทนพอสมควร แต่ในกรณีที่ผลการศึกษาไม่เหมาะสมกับบริษัทก็อาจพิจารณาขายหุ้น IPO เพียงบางส่วน และนำหุ้นเก่าออกมาขาย เว้นเสียแต่ว่าจะนำเงินไปขยายธุรกิจเดิม เช่น ก่อสร้างทางขึ้นลงเพิ่มเติม ถ้าเป็นเช่นนั้นคงต้องมาพิจารณากันอีกครั้ง

“ตอนนี้เริ่มเตรียมความพร้อมจะนำบริษัทเข้าตลาดหุ้นแล้ว ด้วยการออกหุ้นกู้ 7,000 ล้านบาท อายุหุ้นกู้ 3-10 ปี อายุหุ้นกู้เฉลี่ย 5.5 ปี โดยมีธนาคารไทยพาณิชย์เป็นผู้จัดจำหน่าย อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยต่ำกว่า 5% เพื่อนำเงินที่ได้พร้อมกับเงินสดในมือไปรีไฟแนนซ์หนี้เดิม 7,159 ล้านบาท ปัจจุบันบริษัทมีอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) 1.25 เท่า”

เรื่องที่คุณอาจสนใจ  ลงทุนปี 2553

ธานินทร์ ยืนยันว่า บริษัทจะไม่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หรือนำธุรกิจอื่นๆ ของครอบครัวพานิชชีวะมาอยู่ในบริษัทแน่นอน ปัจจุบันดอนเมืองโทลล์เวย์มีครอบครัวพานิชชีวะถือหุ้นในสัดส่วน 37% กลุ่มซีไอเอ็มบี 30% กระทรวงการคลัง 25% ส่วนที่เหลือเป็นกลุ่มเคอรี่ เจริญโภคภัณฑ์ และรายย่อย โดยสัญญาสัมปทานของบริษัทจะครบอายุในปี 2577

ในปี 2553 โทลล์เวย์มีรายได้ประมาณ 1,500 ล้านบาท เทียบกับปี 2552 ที่มีรายได้ 1,400 ล้านบาท สำหรับผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนปี 2553 มีกำไรสุทธิ 361 ล้านบาท ซึ่งเป็นการฟื้นตัวภายหลังจากช่วงปี 2540-2550 ที่บริษัทมีผลขาดทุนมาตลอด โดยเฉพาะในปี 2549 มีผลขาดทุนสะสมสูงถึง 5,600 ล้านบาท ปัจจุบันสามารถล้างขาดทุนสะสมได้ทั้งหมดแล้วจากการลดทุนของผู้ถือหุ้นและผล การดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนสามารถจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นได้เป็นครั้งแรกในปี 2553 ที่ผ่านมา

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *