ยุทธศาสตร์ บริษัทจดทะเบียน

ปริญสิริ หุ้นถูก P/E ต่ำเกินจริง

เคยเป็นหุ้น อนาคตไกล-ไฟแรง เมื่อหลายปีก่อนประกาศเป้าจะติด 1 ใน 5 ผู้นำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ด้วยยอดรับรู้รายได้แตะ 1 หมื่นล้านบาท

แต่วันนี้ ปริญสิริ ถูกเขี่ยตกอันดับ หุ้นก็ถูก “เมิน” หลังพลาดท่าในโครงการคอนโดมิเนียมที่โอนไม่ได้ เพราะก่อสร้างก่อนได้ใบอนุญาต และเลี่ยงการจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ทำให้ภาพลักษณ์ของปริญสิริ เสียหายอย่างหนัก อีกทั้งต้องแก้ปัญหาทางการเงินด้วยการตัดขายที่ดินเปล่าผืนงามหลายแปลง เพื่อรักษาสภาพคล่องของบริษัท (ปี 2551-2552 ขายที่ดินเปล่ารวมมูลค่า 1,382 ล้านบาท)

หลังซุ่มแก้ปัญหานาน 2 ปี ผลการดำเนินงานของปริญสิริ ก็ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา บริษัทประกาศแผนฟื้นฟูแบรนด์ใหม่ พร้อมปรับโครงสร้างการบริหารงานใหม่ และเชิญ ศ.ดร.วรภัทร โตธนะเกษม มาเป็นประธานกรรมการบริษัท และจ่ายเงินปันผลดุเดือด 0.15 บาทต่อหุ้น และจ่ายหุ้นปันผลในอัตรา 10 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นปันผล เพื่อเรียกศรัทธากลับคืนมา

วีระ ศรีชนะชัยโชค กรรมการผู้จัดการ บมจ.ปริญสิริ ย้ำกับ กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่า สิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญตอนนี้คือ ลบจุดอ่อน-เสริมจุดแข็ง และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนอีกครั้ง วันนี้กล้าพูดได้เต็มปากว่าหุ้น PRIN “ถูกมาก” คิดดูราคาหุ้นเราซื้อขายที่ค่า P/E เรโช 4.6 เท่า ต่ำกว่าค่า P/E ของหุ้นกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ 8 เท่า และราคาก็ต่ำกว่า Book Value ขอถามหน่อยจะหาหุ้นถูกกว่านี้ได้ที่ไหน
ถามว่าจุดเด่นของหุ้น PRIN มีอะไรบ้าง วีระอธิบาย ข้อแรก. ความสามารถในการทำกำไรของเราไม่แพ้ใคร ข้อนี้แฟนพันธุ์แท้เขารู้ดี บริษัทมีเป้าหมายชัดเจนว่า ภายใน 2 ปีนี้ (2553-2554) จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% ต่อปี

ข้อสอง. การที่เราทำงานด้วย ?กลยุทธ์กองโจร? จะส่งผลให้ฐานะการเงินของบริษัทดีวันดีคืน กลยุทธ์ที่ใช้ประกอบด้วย “3 F” โดย F ตัวแรก คือ Fast บริษัทจะเน้นลดต้นทุนต่างๆ อะไรที่เรียกว่าค่าใช้จ่ายสิ้นเปลือง “ผมหั่นทิ้งหมด”

ยกตัวอย่างเรามีแผนจะขายที่ดินเปล่าที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ในปี 2553 จะขายที่ดินในซอยพัทยานาเกลือ 12 ปัจจุบันยังไม่ได้ประเมินราคา แต่คาดว่าจะรับรู้รายได้จากการขายในช่วงไตรมาส 3/2553 ก่อนหน้านี้ก็ได้ขายที่ดินเปล่าไปแล้วค่อนข้างมาก ยกตัวอย่าง ที่ดินเลียบชายหาด อ.ปราณบุรี มูลค่า 172 ล้านบาท ที่ดิน ถ.นราธิวาส ติดกับโครงการเดอะคอมพลีท 205 ล้านบาท ที่ดินย่านท่าข้าม 223 ล้านบาท ที่ดินแถวบางนา-ตราด 37.41 ล้านบาท และที่พัทยา บ้านอำเภอ 339 ล้านบาท เป็นต้น

ส่วน F ตัวที่สอง คือ Furious บริษัทจะเน้นสร้างอัตรากำไรขั้นต้น โดยโครงการใหม่จะต้องมีกำไรขั้นต้นมากกว่า 30% ปัจจุบันอยู่ที่ 20-24% ซึ่งเราจะนำเทคโนโลยีใหม่ อาทิ Prefabrication และ Tunnel Formwork มาใช้ในการก่อสร้าง
สำหรับ F ตัวสุดท้าย คือ Focus บริษัทจะเน้นพัฒนาโครงการแนวราบบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ รวมถึงโครงการขนาดกลางมากขึ้น ซึ่งแต่ละแห่งจะมีขนาดย่อส่วนลง การที่ปริญสิริ มีเป้าหมายธุรกิจชัดเจนไม่ว่าจะเป็นแผนซื้อที่ดินเปล่าประมาณ 7-10 ไร่ เพื่อนำมาพัฒนาโครงการในปี 2553 รวมถึงความพยายามจะ Renovate Brand Awareness ใหม่

วีระ ยอมรับว่า ที่ผ่านมาแบรนด์ปริญสิริ ค่อนข้างคลุมเครือ รวมทั้งได้ปรับโครงสร้างการบริหารงานใหม่ทำไปเมื่อกลางปี 2552 ส่วนทิศทางผลประกอบการในปี 2553 มั่นใจว่าจะต้องมีอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ย 11-15% ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นจะอยู่ที่ 27% โดยกำไรขั้นต้นของบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์จะสูงสุดเฉลี่ย 30% รองลงมาเป็นคอนโดมิเนียมราวๆ 23%
เขาคาดว่าปี 2553 ปริญสิริอาจ มียอดรับรู้รายได้ 4,600-5,600 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ของบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ 2,300-2,800 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 2,300-2,800 ล้านบาท ส่วนยอดขายในปีนี้ ตั้งเป้าไว้ที่ตัวเลข 5,300-6,000 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ 3,500-4,000 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 1,800-2,000 ล้านบาท

วีระบอกว่า ตัวเลขทั้งหมดตั้งอยู่บนสมมติฐานบริษัทต้องบันทึก Backlog จำนวน 1,800 ล้านบาท และต้องเปิดโครงการใหม่ 7-10 โครงการ มูลค่าประมาณ 7,000-10,000 ล้านบาท เฉลี่ยโครงการละ 1,000 ล้านบาท ปัจจุบันมีที่ดินพร้อมเปิดโครงการใหม่แล้ว 3 แห่ง อาทิ โครงการทาวน์โฮม ถ.เพชรเกษม 69 พื้นที่ 15 ไร่ 420 ล้านบาท โครงการทาวน์โฮม ถ.สรงประภา 17 จำนวน 17 ไร่ 440 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดขายในไตรมาส 2/2553

ภายในครึ่งปีแรกนี้ บริษัทจะซื้อที่ดินเพิ่มอีก 2 แปลง โดยยืนยันว่าเรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาบริษัทวางแผนออกตั๋ว B/E อายุ 6-9 เดือน ประมาณ 1,000 ล้านบาท จากวงเงินที่ขออนุมัติบอร์ด 2,000 ล้านบาท (ออกไปแล้ว 200-300 ล้านบาท) เหตุผลที่เลือกออกตั๋ว B/E เพราะจ่ายดอกเบี้ยเพียง 3% ซึ่งต่ำกว่าเงินกู้ที่สูงถึง 5%

เรื่องที่คุณอาจสนใจ  THAI การบินไทย สู่องค์กรแห่งความสุข

วีระ ยังกล่าวถึงเป้าหมายรายได้ 10,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี (2551-2555) ปริญสิริไม่ ได้ละเลย แต่จะไปถึงเป้าหมายเร็วหรือช้าอยากให้นักลงทุนใจเย็นๆ แต่การที่บริษัทพยายามทำลายจุดอ่อน และเสริมสร้างจุดแข็งก็เชื่อว่า ผู้ถือหุ้น PRIN น่าจะกลับมาไว้วางใจบริษัทอีกครั้ง

ที่มา กรุงเทพธุรกิจ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *