ปัญญา เวิร์คพอยท์ ขออีก 2 ปี กลับไปยืนที่เดิม

จากยุครุ่งอรุณที่ 26-27 รายการ วันนี้เหลือเพียง 13 รายการ วันพรุ่งที่หวังรุ่งอีกครา ‘เสี่ยตา’ ขออีก 2 ปี กลับมายืนที่เดิม

กำไรสุทธิช่วงปี 2550-2552 ของ บมจ.เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ ถดถอยมาแล้ว 3 ปีติดต่อกัน และเป็นยุคตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่เวิร์คพอยท์เข้าเป็นบริษัทจด ทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2547 อาจกล่าวได้ว่าภาพลักษณ์ “คิงออฟเกมโชว์” ของ ปัญญา นิรันดร์กุล ในวัย 55 ปีวันนี้ “ไม่สด” เหมือนเดิม แต่เวิร์คพอยท์ยังมีความหวังที่จะ กลับมาสร้างกระแสเหมือนรายการแฟนพันธุ์แท้ เกมทศกัณฐ์ หรืออัจฉริยะข้ามคืน เมื่อหลายปีก่อน

ปัจจุบันเวิร์คพอยท์เหลือรายการที่ ผลิตออกอากาศเพียง 13 รายการ (ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2553) จากที่เคยผลิตออกอากาศมากถึง 26-27 รายการต่อปี

เวิร์คพอยท์ กำลังเดินมาถึงจุดหักเหทางธุรกิจครั้งสำคัญ โจทย์ธุรกิจบนจอแก้ววันนี้กำลังถูกท้าทายจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เคเบิลทีวี และทีวีดาวเทียม กลายเป็นทางเลือกใหม่ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว รายการดังๆ จากต่างประเทศถูกซื้อลิขสิทธิ์มาแพร่ภาพทางฟรีทีวีเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ช่วงเวลาทองหลังละครถูกแทนที่ด้วยรายการ “ข่าวเจาะ” ที่แข่งกันดุเดือด

นี่คือ “เวลาเย็น” ของเวิร์คพอยท์ใช่หรือไม่! แต่สำหรับ เสี่ยตา เขายังฝันว่าภายใน 2 ปี “กำไรสุทธิ” ของเวิร์คพอยท์จะต้องกลับไปยืนที่ เดิมที่ตัวเลขระดับ 300 ล้านบาท ได้อีกครั้ง

ปัญญา นิรันดร์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ กล่าวยืนยันกับ กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่า เวิร์คพอยท์กำหนดเป้าหมายไว้ อย่างชัดเจน ภายใน 2 ปี บริษัทจะต้องมี “กำไรสุทธิ” กลับไปยืนที่ระดับ 300 ล้านบาท (ปี 2552 มีกำไรสุทธิ 73 ล้านบาท) การกลับไปที่จุดนั้นไม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงนักลงทุนเชื่อใจเราก็พอ

ทุกวันนี้เวิร์คพอยท์มีรูปแบบรายการที่ ชัดเจนมาก เสี่ยตาบอก รอเพียงให้เศรษฐกิจกลับคืนสู่สภาวะปกติ ซึ่งตามแผนเวิร์คพอยท์จะผลิตรายการใหม่ปีละ 2-3 รายการ ควบคู่ไปกับการใช้กลยุทธ์กระจายความเสี่ยง ที่จะมุ่งไปที่ธุรกิจจัดคอนเสิร์ต ละครเวที และธุรกิจภาพยนตร์ ซึ่งจะทำให้งบการเงินของเวิร์คพอยท์เป็นไปตามเป้าหมาย? ส่วนในด้านการขายโฆษณาเวิร์คพอยท์หันมาขายแบบจัดเป็น แพ็คเกจ ให้ลูกค้าเลือกลงโฆษณาและประชาสัมพันธ์สินค้าได้หลากหลายรูปแบบ ถือเป็นข้อได้เปรียบและเป็นจุดแข็งของบริษัทเหนือคู่แข่ง

“เวิร์คพอยท์จะผลิตรายการรูปแบบ ใหม่ๆ ที่เจ้าอื่นเขาไม่ทำกัน อย่างในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เราได้ร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทย เปิดตัวสุดยอดเกมโชว์ธุรกิจเอสเอ็มอี รายการ “SME ตีแตก” ให้ทั้งความรู้และความบันเทิง ออกอากาศทางช่อง 5 ทุกคืนวันศุกร์ เวลา 23.05 น. เริ่มออกอากาศไปเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ (ปัจจุบันขายเวลาโฆษณาได้แล้ว 80%)”

รายการ SME ตีแตก ปัญญา รับหน้าที่เป็นพิธีกร โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านธุรกิจ เช่น ทวี ธีระสุนทรวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย และ ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย นักพูดและนักบรรยายชื่อดังที่เชี่ยวชาญด้านการตลาด

เถ้าแก่เวิร์คพอยท์ บอกต่อว่า การที่เวิร์คพอยท์มีรูปแบบรายการที่ สร้างสรรค์และปรับปรุงรายการตลอดเวลาทำให้บริษัทสามารถปรับขึ้นค่าโฆษณาได้ เฉลี่ย 5-10% แต่ต้องขึ้นกับว่ารายการดังกล่าวมีเรทติ้งเป็นที่น่าพอใจด้วยหรือไม่ สำหรับในปี 2553 นี้ เวิร์คพอยท์มีแผนจะใช้เงินลงทุน มากกว่า 500 ล้านบาท

“ที่ผ่านมานักลงทุนชอบถามแผนธุรกิจใหม่ๆ ผมก็มักบอกเสมอว่า เราตื่นตัวกับเหตุการณ์รอบด้านตลอดเวลา อย่างปัจจุบันก็คิดจะทำธุรกิจทีวีดาวเทียม แต่จะลงมือในช่วงไหนยังบอกไม่ได้ ขอเวลาศึกษาตลาดก่อนแต่รับรองว่าไม่ตกขบวนแน่นอน เพราะใช้เงินลงทุนเพียง 20-30 ล้านบาท (ต่อช่อง) ก็ทำได้แล้ว”

ส่วนประเด็นราคาหุ้น WORK ที่ตกต่ำอย่างหนักจะมีโอกาสกลับไปยืนที่เดิมได้หรือไม่ ประเด็นนี้ เสี่ยตา ขอไม่ตอบ ไม่ต้องการชี้นำตลาดและไม่อยากถูกเชิญไปทานกาแฟอีก (หัวเราะ) แต่ถ้านักลงทุนมองโครงสร้างธุรกิจของเวิร์คพอยท์ให้ดี จะพบว่าเราไม่ใช่ “คน(หุ้น)ขี้เหร่”

“ใครเป็นแฟนพันธุ์แท้หุ้น WORK บอกได้คำเดียวให้อดใจรอหน่อย อย่าใจร้อน ผมเข้าใจว่าผู้ถือหุ้นหลายคน (ที่ติดหุ้น) อยากได้กำไร แต่อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าผลกำไรที่ลดลงไม่ได้เกิดจากเราสร้างสรรค์งานที่ไม่ ดี แต่เกิดจากภาวะเศรษฐกิจไม่เป็นใจ ซึ่งนั่นถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในการทำธุรกิจ” เสี่ยตา ชี้แจง

ทางด้าน ครรชิต ควะชาติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน บมจ.เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ อธิบายรายละเอียดให้ฟังว่า ในปี 2553 เวิร์คพอยท์ตั้งเป้ารายได้เติบโต ประมาณ 20% (ปี 2552 มีรายได้รวม 1,040 ล้านบาท) ในแง่ของกำไรสุทธิ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนแน่นอน เพราะนอกจากรายการ SME ตีแตกแล้ว ในช่วงเดือนเมษายน จะเปิดตัวอีก 2-3 รายการใหม่ ส่วนรายการ SME ตีแตก ออกอากาศไป 2 เทปแรก ถือว่าเรทติ้งเป็นที่น่าพอใจ
ครรชิต บอกว่า ปัจจุบันเวิร์คพอยท์มีรายการที่ผลิตออก อากาศ 13 รายการ มีทั้งควิซโชว์ เกมโชว์ ซิทคอม วาไรตี้ รายการเด็ก และรายการวัฒนธรรม และในปีนี้จะปรับเปลี่ยนรูปแบบรายการเดิมใหม่ เช่น ชิงร้อยชิงล้าน ระเบิดเถิดเทิง และยกสยาม ฯลฯ ขณะเดียวกัน ก็เตรียมปรับขึ้นอัตราค่าโฆษณาในบางรายการอีก 5-10% ส่วนธุรกิจภาพยนตร์ปีนี้ จะผลิตประมาณ 3 เรื่อง งบลงทุนเฉลี่ยเรื่องละ 35 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่ผลิตเพียง 2 เรื่อง และจะจัดคอนเสิร์ตและละครเวทีอีกประมาณ 10 เรื่อง อย่างไรก็ตาม สัดส่วนรายได้ประมาณ 80% ยังมาจากธุรกิจผลิตรายการโทรทัศน์

มือการเงินของเสี่ยตา ย้ำถึงจุดเด่นหุ้น WORK ว่า ข้อแรก บริษัทเราแทบไม่มีหนี้สินเลย หรือแม้กระทั่งย้อนหลังกลับไป 2-3 ปี เราก็มีหนี้สินน้อยมาก ข้อสอง บริษัทไม่มีความเสี่ยงเรื่องการเข้าประมูลงาน เพราะฉะนั้นเรื่องไม่มีงาน (รายการ) ในมือตัดทิ้งไปได้เลย ข้อสุดท้าย ภาพลักษณ์เวิร์คพอยท์เป็นบริษัทที่ทำงาน สร้างสรรค์ และมีคุณภาพ ที่ผ่านมาก็ประสบความสำเร็จและสร้างกระแสได้หลายรายการ

“ช่วงที่หุ้นเราตกต่ำนักลงทุนชอบถามว่าเมื่อไรหุ้น WORK จะขึ้น ผมเองก็ตอบไม่ได้ รู้เพียงว่าเมื่อไรที่เศรษฐกิจฟื้นตัวกลับมาดีเหมือนเดิม ความเชื่อมั่นกลับมาราคาหุ้นเราก็ต้องกลับมาได้ ทุกอย่างมันอยู่ที่ความเชื่อมั่น”

ครรชิต ชี้แจงว่า กรณีของหุ้น WORK ที่ราคาไม่ขึ้นไม่เกี่ยวกับว่าผู้ถือหุ้นใหญ่ (ปัญญา นิรันดร์กุล และ ประภาส ชลศรานนท์) กำหุ้นไม่ยอมปล่อยจนทำให้มีสภาพคล่องน้อย แต่มันอยู่ที่ภาวะเศรษฐกิจสำคัญที่สุด และไม่อยากให้มองว่าสาเหตุที่หุ้นไม่ขึ้นเกิดจากความผิดพลาดของผู้บริหาร ซึ่งในความเป็นจริงมันไม่ใช่เหตุผลนั้นเลย

วันพรุ่งที่หวังรุ่งอีก คราของเวิร์คพอยท์ ขออีก 2 ปี กลับไปยืนที่เดิม คำสัญญาของชายขี้เหนียว เขี้ยวลาก กระชากวัย คิดแตก-ชอบต่าง ห่างไกลหนี้ “ปัญญา นิรันดร์กุล” ชายธรรมดา…ที่ไม่ธรรมดา

กำไรสุทธิช่วงปี 2550-2552 ของ บมจ.เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ ถดถอยมาแล้ว 3 ปีติดต่อกัน และเป็นยุคตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่เวิร์คพอยท์เข้าเป็นบริษัทจด ทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2547 อาจกล่าวได้ว่าภาพลักษณ์ “คิงออฟเกมโชว์” ของ ปัญญา นิรันดร์กุล ในวัย 55 ปีวันนี้ “ไม่สด” เหมือนเดิม แต่เวิร์คพอยท์ยังมีความหวังที่จะ กลับมาสร้างกระแสเหมือนรายการแฟนพันธุ์แท้ เกมทศกัณฐ์ หรืออัจฉริยะข้ามคืน เมื่อหลายปีก่อน

ปัจจุบันเวิร์คพอยท์เหลือรายการที่ ผลิตออกอากาศเพียง 13 รายการ (ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2553) จากที่เคยผลิตออกอากาศมากถึง 26-27 รายการต่อปี

เวิร์คพอยท์ กำลังเดินมาถึงจุดหักเหทางธุรกิจครั้งสำคัญ โจทย์ธุรกิจบนจอแก้ววันนี้กำลังถูกท้าทายจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เคเบิลทีวี และทีวีดาวเทียม กลายเป็นทางเลือกใหม่ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว รายการดังๆ จากต่างประเทศถูกซื้อลิขสิทธิ์มาแพร่ภาพทางฟรีทีวีเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ช่วงเวลาทองหลังละครถูกแทนที่ด้วยรายการ “ข่าวเจาะ” ที่แข่งกันดุเดือด

นี่คือ “เวลาเย็น” ของเวิร์คพอยท์ใช่หรือไม่! แต่สำหรับ เสี่ยตา เขายังฝันว่าภายใน 2 ปี “กำไรสุทธิ” ของเวิร์คพอยท์จะต้องกลับไปยืนที่ เดิมที่ตัวเลขระดับ 300 ล้านบาท ได้อีกครั้ง

ปัญญา นิรันดร์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ กล่าวยืนยันกับ กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่า เวิร์คพอยท์กำหนดเป้าหมายไว้ อย่างชัดเจน ภายใน 2 ปี บริษัทจะต้องมี “กำไรสุทธิ” กลับไปยืนที่ระดับ 300 ล้านบาท (ปี 2552 มีกำไรสุทธิ 73 ล้านบาท) การกลับไปที่จุดนั้นไม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงนักลงทุนเชื่อใจเราก็พอ

ทุกวันนี้เวิร์คพอยท์มีรูปแบบรายการที่ ชัดเจนมาก เสี่ยตาบอก รอเพียงให้เศรษฐกิจกลับคืนสู่สภาวะปกติ ซึ่งตามแผนเวิร์คพอยท์จะผลิตรายการใหม่ปีละ 2-3 รายการ ควบคู่ไปกับการใช้กลยุทธ์กระจายความเสี่ยง ที่จะมุ่งไปที่ธุรกิจจัดคอนเสิร์ต ละครเวที และธุรกิจภาพยนตร์ ซึ่งจะทำให้งบการเงินของเวิร์คพอยท์เป็นไปตามเป้าหมาย? ส่วนในด้านการขายโฆษณาเวิร์คพอยท์หันมาขายแบบจัดเป็น แพ็คเกจ ให้ลูกค้าเลือกลงโฆษณาและประชาสัมพันธ์สินค้าได้หลากหลายรูปแบบ ถือเป็นข้อได้เปรียบและเป็นจุดแข็งของบริษัทเหนือคู่แข่ง

เวิร์คพอยท์จะผลิตรายการรูปแบบ ใหม่ๆ ที่เจ้าอื่นเขาไม่ทำกัน อย่างในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เราได้ร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทย เปิดตัวสุดยอดเกมโชว์ธุรกิจเอสเอ็มอี รายการ “SME ตีแตก” ให้ทั้งความรู้และความบันเทิง ออกอากาศทางช่อง 5 ทุกคืนวันศุกร์ เวลา 23.05 น. เริ่มออกอากาศไปเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ (ปัจจุบันขายเวลาโฆษณาได้แล้ว 80%)”

รายการ SME ตีแตก ปัญญา รับหน้าที่เป็นพิธีกร โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านธุรกิจ เช่น ทวี ธีระสุนทรวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย และ ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย นักพูดและนักบรรยายชื่อดังที่เชี่ยวชาญด้านการตลาด

เถ้าแก่เวิร์คพอยท์ บอกต่อว่า การที่เวิร์คพอยท์มีรูปแบบรายการที่ สร้างสรรค์และปรับปรุงรายการตลอดเวลาทำให้บริษัทสามารถปรับขึ้นค่าโฆษณาได้ เฉลี่ย 5-10% แต่ต้องขึ้นกับว่ารายการดังกล่าวมีเรทติ้งเป็นที่น่าพอใจด้วยหรือไม่ สำหรับในปี 2553 นี้ เวิร์คพอยท์มีแผนจะใช้เงินลงทุน มากกว่า 500 ล้านบาท

“ที่ผ่านมานักลงทุนชอบถามแผนธุรกิจใหม่ๆ ผมก็มักบอกเสมอว่า เราตื่นตัวกับเหตุการณ์รอบด้านตลอดเวลา อย่างปัจจุบันก็คิดจะทำธุรกิจทีวีดาวเทียม แต่จะลงมือในช่วงไหนยังบอกไม่ได้ ขอเวลาศึกษาตลาดก่อนแต่รับรองว่าไม่ตกขบวนแน่นอน เพราะใช้เงินลงทุนเพียง 20-30 ล้านบาท (ต่อช่อง) ก็ทำได้แล้ว”

ส่วนประเด็นราคาหุ้น WORK ที่ตกต่ำอย่างหนักจะมีโอกาสกลับไปยืนที่เดิมได้หรือไม่ ประเด็นนี้ เสี่ยตา ขอไม่ตอบ ไม่ต้องการชี้นำตลาดและไม่อยากถูกเชิญไปทานกาแฟอีก (หัวเราะ) แต่ถ้านักลงทุนมองโครงสร้างธุรกิจของเวิร์คพอยท์ให้ดี จะพบว่าเราไม่ใช่ “คน(หุ้น)ขี้เหร่”

“ใครเป็นแฟนพันธุ์แท้หุ้น WORK บอกได้คำเดียวให้อดใจรอหน่อย อย่าใจร้อน ผมเข้าใจว่าผู้ถือหุ้นหลายคน (ที่ติดหุ้น) อยากได้กำไร แต่อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าผลกำไรที่ลดลงไม่ได้เกิดจากเราสร้างสรรค์งานที่ไม่ ดี แต่เกิดจากภาวะเศรษฐกิจไม่เป็นใจ ซึ่งนั่นถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในการทำธุรกิจ” เสี่ยตา ชี้แจง

ทางด้าน ครรชิต ควะชาติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน บมจ.เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ อธิบายรายละเอียดให้ฟังว่า ในปี 2553 เวิร์คพอยท์ตั้งเป้ารายได้เติบโต ประมาณ 20% (ปี 2552 มีรายได้รวม 1,040 ล้านบาท) ในแง่ของกำไรสุทธิ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนแน่นอน เพราะนอกจากรายการ SME ตีแตกแล้ว ในช่วงเดือนเมษายน จะเปิดตัวอีก 2-3 รายการใหม่ ส่วนรายการ SME ตีแตก ออกอากาศไป 2 เทปแรก ถือว่าเรทติ้งเป็นที่น่าพอใจ
ครรชิต บอกว่า ปัจจุบันเวิร์คพอยท์มีรายการที่ผลิตออก อากาศ 13 รายการ มีทั้งควิซโชว์ เกมโชว์ ซิทคอม วาไรตี้ รายการเด็ก และรายการวัฒนธรรม และในปีนี้จะปรับเปลี่ยนรูปแบบรายการเดิมใหม่ เช่น ชิงร้อยชิงล้าน ระเบิดเถิดเทิง และยกสยาม ฯลฯ ขณะเดียวกัน ก็เตรียมปรับขึ้นอัตราค่าโฆษณาในบางรายการอีก 5-10% ส่วนธุรกิจภาพยนตร์ปีนี้ จะผลิตประมาณ 3 เรื่อง งบลงทุนเฉลี่ยเรื่องละ 35 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่ผลิตเพียง 2 เรื่อง และจะจัดคอนเสิร์ตและละครเวทีอีกประมาณ 10 เรื่อง อย่างไรก็ตาม สัดส่วนรายได้ประมาณ 80% ยังมาจากธุรกิจผลิตรายการโทรทัศน์

มือการเงินของเสี่ยตา ย้ำถึงจุดเด่นหุ้น WORK ว่า ข้อแรก บริษัทเราแทบไม่มีหนี้สินเลย หรือแม้กระทั่งย้อนหลังกลับไป 2-3 ปี เราก็มีหนี้สินน้อยมาก ข้อสอง บริษัทไม่มีความเสี่ยงเรื่องการเข้าประมูลงาน เพราะฉะนั้นเรื่องไม่มีงาน (รายการ) ในมือตัดทิ้งไปได้เลย ข้อสุดท้าย ภาพลักษณ์เวิร์คพอยท์เป็นบริษัทที่ทำงาน สร้างสรรค์ และมีคุณภาพ ที่ผ่านมาก็ประสบความสำเร็จและสร้างกระแสได้หลายรายการ

“ช่วงที่หุ้นเราตกต่ำนักลงทุนชอบถามว่าเมื่อไรหุ้น WORK จะขึ้น ผมเองก็ตอบไม่ได้ รู้เพียงว่าเมื่อไรที่เศรษฐกิจฟื้นตัวกลับมาดีเหมือนเดิม ความเชื่อมั่นกลับมาราคาหุ้นเราก็ต้องกลับมาได้ ทุกอย่างมันอยู่ที่ความเชื่อมั่น”

ครรชิต ชี้แจงว่า กรณีของหุ้น WORK ที่ราคาไม่ขึ้นไม่เกี่ยวกับว่าผู้ถือหุ้นใหญ่ (ปัญญา นิรันดร์กุล และ ประภาส ชลศรานนท์) กำหุ้นไม่ยอมปล่อยจนทำให้มีสภาพคล่องน้อย แต่มันอยู่ที่ภาวะเศรษฐกิจสำคัญที่สุด และไม่อยากให้มองว่าสาเหตุที่หุ้นไม่ขึ้นเกิดจากความผิดพลาดของผู้บริหาร ซึ่งในความเป็นจริงมันไม่ใช่เหตุผลนั้นเลย

วันพรุ่งที่หวังรุ่งอีก คราของเวิร์คพอยท์ ขออีก 2 ปี กลับไปยืนที่เดิม คำสัญญาของชายขี้เหนียว เขี้ยวลาก กระชากวัย คิดแตก-ชอบต่าง ห่างไกลหนี้ “ปัญญา นิรันดร์กุล” ชายธรรมดา…ที่ไม่ธรรมดา

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *