Capital Budgetingบทความโตโร่

ลงทุน หรือ ไม่ลงทุนดี

บทความที่แล้วผมได้อธิบายถึงการคำนวณ Time Value of Money (TVM) ไปแล้วน่าจะทำให้เห็นภาพและคิดว่าสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเงินกู้ต่างๆ และการให้กู้กับผู้อื่น ในวันนี้อยากจะนำเสนอส่วนที่สามารถนำเอา Concept Time Value of Money ไปประยุกต์ใช้ในการตัดสินใจ “ว่าสิ่งที่ท่านกำลังจะลงทุน” นั้นคุ้มค่ากับการจ่ายเงินลงไปหรือไม่

จริงๆ การลงทุนทุกอย่างมันเริ่มจากหลักการ TVM มันเป็นพื้นฐานเรื่องการเงินที่เราจะพูดถึงทั้งหมด ดังนั้นอยากจะให้ทำความเข้าใจกันจริงๆ อย่างลึกซึ้ง และต้องรู้จักว่าพอเราพูดถึง Discount Cash Flow แล้วหมายถึงอะไร เพราะเราจะนำเอาหลักนี้ไปใช้ในการคำนวณ NPV และ IRR ยังไม่ต้องตกใจครับ เพราะท่านจะได้เรียนรู้ศัพท์ทางการเงินแปลกๆ ใหม่ๆ เรื่อยๆ เพียงแต่หลักการนั้นง่ายนิดเดียว ศัพท์อาจจะทำให้ท่านหันหน้าหนี แต่มันไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ

NPV

หากคนที่เรียนมาทางด้านการเงิน Finance จะคุ้นเคยกับศัพท์นี้ Capital Budgeting มันคือ สิ่งสำคัญที่บริษัทขนาดใหญ่มีกระบวนการในการบริหารจัดการเงินทุนเพื่อการลงทุน ที่เรียกว่า Capital Budgeting เมเนเจอร์ทุกคนต้องเข้าใจหลักการนี้ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนใน project หรือโครงการต่างๆ  อีกศัพท์ทางการเงิน คือ Capital Structure หรือ โครงสร้างทางการเงินของบริษัท และสุดท้ายคือ Working Capital Management มันสัมพันธ์กันอย่างไร?

Capital Budgeting เป็นจุดเริ่มต้นในการใช้เงิน เพราะก่อนที่เมเนเจอร์จะตัดสินใจลงทุนในโครงการต่างๆ เช่น สร้างเขื่อน สร้างโรงงาน ซื้อเครื่องจักร จะต้องตอบให้ได้ก่อนว่าลงทุนแล้วคุ้มค่าหรือไม่? แล้วจะเกิดประโยชน์มากน้อยขนาดไหน NPV, IRR ที่ผมเพิ่งกล่าวถึงไปจะเป็นตัวช่วยให้เมเนเจอร์ตอบได้ว่า “โอเคลุย” หรือ “อย่าดีกว่า”

ต่อมาก็จะเป็นส่วนของ Capital Structure คนที่ดูแลด้านการเงินของบริษัทจะเป็นคนพิจารณาโครงสร้างทางด้านเงินทุนที่บริษัทมีว่าจะจัดอย่างไร ระหว่าง “หนี้สิน” และ “ส่วนของทุน” เพื่อให้มีต้นทุนทางการเงินที่เหมาะสมกับบริษัท และช่วยสนับสนุนธุรกิจของบริษัทให้เจริญเติบโตต่อไปได้

ส่วนสุดท้าย คือ Working Capital Management ก็คือ คนที่จะคอยดูถึงเงินทุนที่บริษัทจำเป็นต้องมี และใช้ในการดำเนินธุรกิจในแต่ละวัน เพื่อให้ธุรกิจหมุน และเดินหน้าต่อไปได้อย่างไม่สะดุด ซึ่งคนคนนั้นก็ต้องคอยดูต้นทุนของเงินที่นำมาใช้และสามารถบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์

สรุปหัวใจของ Finance = Capital Budgeting + Capital Structure + Working Capital Management

วันนี้ผมจะพูดถึงแค่ส่วนแรก คือ จุดเริ่มต้นของการใช้เงินลงทุนของบริษัท ก็คือเจ้า Capital Budgeting ในส่วนนี้คนที่ทำงานในบริษัทสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ก่อนตัดสินใจลงทุน หรือแม้แต่เจ้าของกิจการก็สามารถนำเอาหลักไปประยุกต์ใช้งานก่อนตัดสินใจลงทุนในโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนใหม่ หรือ ขยายกิจการ เพราะต้องมีการตรวจสอบจุดคุ้มทุน และผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ ซึ่งทางการเงินแล้วเค้าจะใช้ NPV และ IRR เป็นหลักเลย

 

1.Net Present Value (NPV)

net present value

เจ้า NPV มันคือ ผลรวมของกระแสเงินสดในอนาคต ทั้งบวก และลบ คือ ทั้งที่คาดว่าจะได้รับเข้ามา และจ่ายออกไปในรูปของเงินสด เค้าเลยเรียกว่า “Net” คือ “สุทธิ”

วิธีการคำนวณ คือ

  1. ระบุเงินสดที่คาดว่าจะได้รับและจ่ายออกไปในแต่ละปี เช่น ถ้าเรามีโปรเจค 5 ปี เราต้องรู้หรือประมาณการณ์ได้ว่าเงินสดที่เราจะได้รับและเสียออกไประหว่างปีนี้เป็นเท่าไหร่บ้าง ที่ได้รับจะเป็นบวก ที่เสียออกจะเป็นลบ คนที่ทำโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จะใช้งานได้บ่อย เพราะจะรู้และสามารถคาดการณ์เงินที่คาดว่าจะได้รับจากการขายหรือเช่า ได้ รวมทั้งประมาณการณ์ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเป็นค่าก่อสร้าง ค่าคนงาน ค่าตกแต่งต่างๆ ค่าบริหารจัดการ ในทางปฏิบัติจะใช้ EXCEL ช่วยได้เยอะ และทำได้ง่าย กินเวลานิดเดียว
  2. จากนั้นก็ระบุ discount rate หรือ ต้นทุนเงิน ที่เราจะนำเอามาคิดลดกระแสเงินสดในข้อที่ 1
  3. จับตัวเลขในข้อ 1 และ 2 ใส่เข้าไปในสูตรด้านล่าง NPV
  4. ถ้า NPV ออกมาเป็นบวก “แสดงว่าน่าลงทุน” ถ้าเกิดติดลบ “ก็ say no ไปซะส่วนใหญ่” อาจจะมีข้อยกเว้นบ้างบางกรณี

สูตร NPV

ยกตัวอย่างง่ายๆ ให้เห็นภาพแล้วกันนะครับ สมมุติว่าผมอยากจะลงทุนสร้างโรงงานผลิตหุ่นยนต์ต้องลงทุน 2 ล้านบาท (Co = -2,000,000) ปีแรกคิดว่าจะมีเงินสดรับ 0.5 ล้านบาท (C1 = 500,000) ปีถัดไปรับอีก 0.75 ล้าน (C2 = 750,000) และปีสุดท้ายปีที่สามได้รับเงินอีก 1.35 ล้าน (C3 = 1,350,000) และให้ discount rate เป็น 10% คำถามคือ ผมควรลงทุนสร้างโรงงานผลิตหุ่นยนต์หรือไม่?

เราก็จับตัวเลขเข้าสูตรเลยครับ

NPV = -2,000,000 + [(500,000 / 1.10)] + [750,000 / (1.10)^2] + [1,350,000 / (1.10)^3]

NPV = 88,655 บาท

NPV หรือ Net Present Value ที่ออกมาได้เป็นบวกแสดงว่าผมควรจะสร้างโรงงานผลิตหุ่นยนต์ เพราะทำให้เงินในกระเป๋าผมเพิ่มขึ้น 88,655 บาทในระยะเวลา 3 ปี โดยลงทุน 2 ล้านบาทในปีแรก

หลักการนี้จริงๆ ไม่ได้จำกัดแค่การลงทุนจริงในสินทรัพย์ ท่านสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการลงทุนในหุ้นปันผล เงินฝากประจำ พันธบัตรรัฐบาล หรือ ใดๆ ก็ตามที่ท่านสามารถประมาณการณ์กระแสเงินสดรับและจ่ายได้อย่างเหมาะสมตามความรู้ที่ท่านมีจากประสบการณ์ ยิ่งใกล้เคียงมาก ผลลัพธ์ที่ได้จะแม่นยำและถูกต้องมากขึ้น มันจะช่วยให้ท่านตัดสินใจลงทุนได้อย่างถูกต้องมีหลักการและผิดพลาดน้อยลงกว่าการใช้แค่ประสบการณ์

เรื่องที่คุณอาจสนใจ  หุ้น KTC ดาวเด่น กลุ่มไฟแนนซ์

 

2.Internal Rate of Return (IRR)

irr

Financial Manager หรือ นักลงทุนทุกคน มักจะมองหาตัวเลขกลมๆ เลขหนึ่ง คือ ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ เพื่อนำไปใช้ในการเปรียบเทียบก่อนการตัดสินใจใดๆ ลงไป ตัวเลขนั้นก็คือ IRR นั่นเอง คือ บางทีเราอยากรู้ว่าในการลงทุนสักอย่างหนึ่งผลตอบแทนที่เราจะได้นั้นคุ้มค่าเพียงใด หากเทียบกับอย่างอื่น เช่น ถ้าเราเอาไปลงทุนเปิดร้านไอศครีม ผลตอบแทนจะเท่ากับเท่าไหร่ หากน้อยมากๆ เราอาจจะแช่เงินไว้กับธนาคารฝากประจำกันดีกว่าจะไปเปิดร้านให้เหนื่อยแต่ผลตอบแทนต่ำติดดินถูกหรือไม่ครับ?

มาพิจารณาสูตรกัน จากสูตร NPV เราจะเห็นว่า IRR มันก็คือ r ในสูตร NPV นั่นเอง สิ่งที่นักการเงินทำคือจับ NPV = 0 เราจะสามารถย้ายสมการหาค่า IRR ได้เลย

ที่เค้าจับ NPV = 0 เพื่อที่จะดูว่าผลตอบแทนที่ได้รับต้องเป็นเท่าไหร่เพื่อให้กระแสเงินสด Net Present นั้นออกมาเป็น 0 นั่นคือ ผลตอบแทนขั้นต่ำที่ทำให้คุ้มค่ากับ discount rate หรือต้นทุนเงินที่เราใช้ลงไป

ฟังดูอาจจะเหมือนยากแต่จริงๆ ไม่มีอะไรอีกเช่นเคยครับ

ดูตัวอย่างเช่น ถ้าผมจะเปิดโรงงานผลิตอะไหล่รถยนต์ใช้เงินลงทุน 1 ล้านบาท เงินสดที่คาดว่าจะได้รับคือปีละ 150,000 ไปต่อเนื่องให้หา IRR หรือผลตอบแทนที่จะได้รับ

NPV = 0 = – เงินลงทุนแรกเริ่ม + [CF / IRR]

NPV = 0 = -1,000,000 + [150,000 / IRR]

IRR = 150,000 / 1,000,000 = 15%

หากผลตอบแทน IRR ที่ออกมามากกว่าต้นทุนเงินของท่าน เช่น ท่านกู้มา 5% แต่เอามาลงทุนได้ผลตอบแทนเป็น 15% มันก็น่าลงทุนเพราะสามารถสร้างผลตอบแทนมูลค่าเพิ่มได้

ทั้ง NPV และ IRR จะรู้จักกันดีในหมู่นักการเงิน และคนที่เรียนมาทางด้านนี้ อย่างไรก็ตามผมอยากจะให้คนส่วนใหญ่รู้จัก และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน เพราะทุกวันนี้เราล้วนเกี่ยวข้องกับการเงินและการลงทุนทั้งสิ้น คนที่มีกิจการอยู่แล้วไม่ได้จบมาทางด้านการเงินการลงทุน สมการ 2 สมการข้างต้น น่าจะช่วยทำให้ท่านสามารถนำไปประยุกต์ใช้ประกอบการตัดสินใจได้เป็นอย่างดีกว่าโครงการไหนน่าลงทุนกว่ากัน หากต้องการคำปรึกษาหรือแนะนำเพิ่มเติมสามารถติดต่อทางสถาบันได้

เนื้อหาในบทความนี้อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการลงทุนหุ้นตรงๆ แต่เราจะเข้าใจว่าบริษัทที่เราเข้าไปลงทุนนั้น เค้าจะมองการลงทุนด้วยแนวคิดนี้ เพื่อที่จะได้รับผลตอบแทนมากกว่าต้นทุนเงินของบริษัทและจะได้เหลือให้กับนักลงทุนแบบเราที่เข้าไปซื้อลงทุนในหุ้นของบริษัทเหล่านั้นทั้งในรูปของผลตอบแทนจากเงินปันผล และราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้น NPV และ IRR สามารถนำมาคำนวณเปรียบเทียบการลงทุนในหุ้นแต่ละตัวที่มีลักษณะการจ่ายปันผลสม่ำเสมอต่อเนื่องได้อีกด้วย

หากท่านมีความสนใจลงทุนในหุ้นแต่ไม่รู้จะเริ่มศึกษายังไง สามารถคลิ๊กเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้

สอนเล่นหุ้น

หากบทความมีประโยชน์ กด Like & Share ให้เพื่อนๆ ได้ความรู้ แบ่งปัน เพื่อประโยชน์ในการตัดสินใจลงทุน หรือ ประหยัดค่าดอกเบี้ยจ่ายในอนาคตครับ

เขียนโดย อ.โตโร่

Reference: 

by Richard A. DeFusco, CFA, Dennis W. McLeavey, CFA, Jerald E. Pinto, CFA, and David E. Runkle, CFA

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *