ลิขสิทธิ์บอลโลก ของอาร์เอส

อาร์เอส “พลิก” ความผิดพลาดมา “ต่อยอด” ธุรกิจใช้เกมระดับโลกอย่างเวิลด์ คัพ มาสร้างคอนเทนท์และมองไกลถึงการนำแบรนด์อาร์เอส “โก อินเตอร์” ลองอีกครั้ง! สำหรับการจับตลาดในธุรกิจกีฬา (Sport Business) ของบริษัทอาร์เอส ที่คราวนี้ขยับมาบริหารจัดการลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลฟีฟ่า เวิลด์ คัพ 2010 อย่างเป็นทางการในประเทศไทย

ก่อนหน้านี้อาร์เอสเคยโดดลงสนาม โดยได้ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลยูโร 2008 มา แต่รายได้พลาดเป้าไปกว่า 40% จากเป้าหมายรายได้ที่ตั้งไว้กว่า 200 ล้านบาท แม้อาร์เอสจะโหนกระแสทั้งจัดงานอีเวนท์ ขายโฆษณา บนเสียงบ่นว่าเก็บค่าลิขสิทธิ์ค่อนข้างหนักมือแต่รายได้ที่พลาดเป้า ไม่ได้ทำให้อาร์เอสเข็ดหลาบจึงยังคงเห็นอาร์เอสเข้าไปดูแลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 25 ที่ประเทศลาว ฟุตบอลฟี ฟ่า เวิลด์ คัพ ปี 2010 แถมจองกฐินไปถึงฟุตบอล ฟีฟ่า เวิลด์ คัพ 2014? โดยซื้อลิขสิทธิ์กับฟีฟ่าไว้ 2 แมทช์ซ้อน แบบไม่ยอมเปิดเผยตัวเลข

“คนจะมองว่าอาร์เอสทำ ฟุตบอลยูโรก็พลาดเป้า ทำลิขสิทธิ์ซีเกมส์ที่ลาวก็มีเสียงบ่น และเห็นว่าอาจจะเป็นธุรกิจที่เราไม่ถนัด เราก็ได้แค่ฟัง เพราะเฮียรู้ว่าเฮียกำลังทำอะไรอยู่”? เฮียฮ้อ สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาร์เอส เผย พร้อมกับถ่ายทอดวิธีคิดในการทำธุรกิจของเขาว่า เมื่อพบความล้มเหลว เขาจะถามตัวเองว่าเป็นเพราะอะไร เพื่อนำไปสู่ “การแก้ไข”
“อย่างเฮียทำเพลงก็ใช่ว่าทุกอัลบั้มจะประสบความสำเร็จ” เขายกตัวอย่าง

นี่เอง ที่ทำให้เฮียฮ้อไม่เคยท้อเมื่อธุรกิจไม่เป็นไปตามแผน ทั้งมีลูกฮึดคิดหาทางเอาชนะเกม

วันนี้เฮียฮ้อจึงกล้าหมายมั่นว่า จะมีรายได้จากลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกประมาณ 500-600 ล้านบาท ดันให้สัดส่วนรายได้จากธุรกิจกีฬาคิดเป็นกว่า 20% ของรายได้รวมที่คาดว่าปีนี้อาร์เอสจะมีรายได้ราว 2,900 ล้านบาท

ถึงใครจะไม่เชื่อว่าเฮียฮ้อจะทำได้ แต่สำหรับเฮียฮ้อ ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลโลกรอบนี้ ถือเป็นนัดล้างตา จากความช้ำชอกทีเดียว

เพราะว่ากันว่า รายได้จากการขายโฆษณา หรือลิขสิทธิ์แม้จะแพงแสนแพง (ค่าโฆษณาเฉลี่ยนาทีละ 500,000 บาท) แต่มีหลายๆ บริษัทพร้อมที่จะโดดร่วมแล้ว ทำเอาเฮียฮ้อยิ้มไม่หุบ และมั่นใจว่ายังไงเสีย รายได้จากการเป็นสปอนเซอร์หลักในการถ่ายทอดฟุตบอลโลกจะสร้างเม็ดเงินให้ อักโข

ผ่าน 4 สปอนเซอร์หลัก ได้แก่ เบียร์ช้าง ยามาฮ่า เคลียร์ เมน และโคคา โคลา รวมถึง Strategic Partners อย่าง ช่อง 3 ช่อง 7 และ Media Partner อย่าง ช่องโมเดิร์น ไนน์ ทีวี สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และผู้ให้การสนับสนุนสถานที่อย่าง เซ็นทรัล เวิลด์ สยามพารากอน

ย่อมส่งผลดีต่อธุรกิจ ต่อหุ้นอาร์เอสโดยตรง

?แน่นอนว่า เราโหนกระแสฟุตบอลโลกในการทำธุรกิจของอาร์เอส” เฮียฮ้อ ยอมรับ

พร้อมกับแจกแจงว่า รายได้จากการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกราว 600 ล้านบาทนั้น รายได้ส่วนใหญ่กว่า 500 ล้านบาท จะมาจากค่าบริหารการขายเวลาที่มาจากโฆษณาและสปอนเซอร์ ส่วนรายได้ที่เหลือจะมาจากรายการพิเศษ และวิเคราะห์เจาะลึกเกมฟุตบอล การจัดการธุรกิจออนกราวด์ที่ดำเนินการโดยอาร์เอส และสปอนเซอร์ร่วม 30-40 จุด จุดละ 31 วัน

ทำให้มั่นใจว่าหลังจบการแข่งขัน อาร์เอสจะมีรายได้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ไม่ขาดทุนเหมือนกับการถ่ายทอดสดฟุตบอลยูโร 2008? ครั้งที่ผ่านมา

เฮียฮ้อได้วิเคราะห์สาเหตุที่พลาดท่าเมื่อครั้งได้รับลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ฟุตบอลยูโร 2008 ว่า เป็นเพราะช่วงเวลาที่ฉุกละหุกทำให้มีเวลาเตรียมพร้อมเพียง 3-4 เดือนในการบริหารสิทธิ์ที่มีขนาดมหึมา และกระทบกับทุกเรื่อง จึงเกิดปัญหาในการสื่อสาร สร้างความเข้าใจกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ ในประเด็นการละเมิดลิขสิทธิ์

ลุกลามจนเกิดกระแสต่อต้าน

ระยะเวลาในการขายโฆษณาที่สั้น ยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้รายได้พลาดเป้า

มาคราวนี้เฮียฮ้อ จึงขอแก้เกม!

ตั้งแต่มีเวลาเตรียมตัวเนิ่นๆ เริ่มจากช่วงกลางปี 2552 ในการบริหารจัดการลิขสิทธิ์ การขายโฆษณา และสื่อสารทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการ ผ่านการโรดโชว์ร่วมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา ป้องกันปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งเป็นปัญหาคลาสสิกที่ค่ายเพลงอย่างอาร์เอสต้องเผชิญ

“สิทธิการเผยแพร่ต้องทำความเข้าใจว่าอะไรต้องเก็บค่าลิขสิทธิ์ อะไรไม่ต้องเก็บ ต้องบอกว่าถ้าเปิดทีวีดูฟุตบอลโลกอยู่ที่บ้าน ห้องพักแน่นอนตรงนี้ไม่เสียค่าลิขสิทธิ์

แต่ถ้าเมื่อไรนำสัญญาณการถ่ายทอดแม้จะผ่านฟรีทีวีออกสู่สาธารณะ โดยมีผลตอบแทนในทางตรงและทางอ้อม จากการเรียกเก็บเงินจากลูกค้า หรือใช้สิทธิ์เพื่อการค้า ตรงนี้ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้กับอาร์เอสรายละ 1-5 หมื่นบาทต่อเดือน ตามแต่ลักษณะและขนาดของธุรกิจ เช่น สถานบันเทิง ผับ บาร์”

เฮียฮ้อ ยืนยันอีกครั้งว่า สำหรับร้านค้าย่อย ร้านข้าวต้ม ร้านลาบ ! ฟรี ออฟ ชาร์จ

“คนมักจะเข้าใจผิดว่า เปิดดูฟุตบอลโลกผ่านฟรีทีวีทำไมต้องเสียค่าลิขสิทธิ์ ต้อง เรียนว่าประเด็นจริงๆ ที่พิจารณาคือ นำไปทำอะไร ถ้าเปิดถ่ายทอดแล้วชาร์จค่าเบียร์ ค่าเหล้า อันนี้ไม่ได้ เพราะผมต้องการสร้างมาตรฐานให้เกิดการเคารพในลิขสิทธิ์”

ขณะที่กิจกรรมออนกราวด์ เช่น การจัดกิจกรรมหน้าห้างสรรพสินค้าเป็นเวลา 1 เดือน หรือกิจกรรมดูฟุตบอลโลกที่ใช้แบรนด์สินค้าร่วมด้วย สามารถจัดได้ แต่ต้องไม่มีโลโก้ฟุตบอลโลก และห้ามส่งสัญญาณการถ่ายทอด เฮียฮ้อ ทำความเข้าใจ และว่าที่ผ่านมา 4-5 เดือน ได้รับฟีดแบ็คที่ดีจากบรรดาผู้ประกอบการ

ส่วนการได้ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก ปี 2014 เฮียฮ้อ มองว่า จะเป็นโอกาสสำหรับอาร์เอสที่ จะสร้างมูลค่าเพิ่มจากคอนเทนท์เพิ่มเป็นสองเท่าตัว จากเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะพัฒนาให้หลากหลายมากขึ้น เช่น ทีวีดาวเทียม เคเบิลทีวี ทีวีออนโมบาย รวมไปถึง 3 จี ซึ่งถึงเวลานั้นเมืองไทยน่าจะมีให้บริการแล้ว

เฮียฮ้อยังเปรียบเปรยการได้ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกว่า สนามนี้ถือว่าไม่มีคู่แข่งขัน เพราะอาร์เอสถือเป็นผู้บริหารสิทธิ์จึงไม่มีทีมจะแข่งด้วย เพียงบริหารสกอร์ 90 นาทีในสนามให้ดีที่สุด

กรณีของฟุตบอลโลก อาร์เอสจะต้อง “ยิงประตู” ให้ได้ก่อนหมด “ครึ่งแรก”

“ตอนนี้เราทำได้แล้ว” เฮียฮ้อระบุ จากการที่อาร์เอสมี เวลาเตรียมพร้อมในการบริหารลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกรอบนี้มากถึง 6 เดือน – 1 ปี ก่อนเกมการแข่งขันจะเริ่มขึ้น การมีเวลาเตรียมการนาน ทำให้แรงกดดันต่างๆ น้อยลง

โดยเฉพาะแรงกดดันในเรื่องรายได้

จะว่าไปแล้ว การที่อาร์เอสหาญ เข้าไปบริหารลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก ไม่เพียงเป็นการแก้เกมเมื่อครั้งผิดหวังกับรายได้ฟุตบอลยูโร 2008 เท่านั้น ในแง่กลยุทธ์ธุรกิจ การรุกไปสู่ธุรกิจกีฬาของอาร์เอสมาจากการวางเกมไว้เบื้องหลัง ซึ่งเฮียฮ้อขยายลายแทงความคิดให้ฟังว่า

การก้าวสู่ธุรกิจกีฬาเป็นไปตามกลยุทธ์ที่อาร์เอสประกาศไว้เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมาว่า อาร์เอสต้อง การจะเป็น “The Entertainment Network” เครือข่ายบันเทิง หมายถึง มีเดีย ภาพยนตร์ ออนไลน์ ทีวีดาวเทียม ฯลฯ และธุรกิจกีฬา ถือเป็นความบันเทิงประเภทหนึ่ง เฮียฮ้อ ระบุ

ปัจจุบันอาร์เอสแบ่ง บิซิเนส ยูนิต ออกเป็น 6 ธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจเพลงและดิจิตอล ธุรกิจสื่อ ธุรกิจโชว์บิซ ธุรกิจภาพยนตร์ ธุรกิจกีฬา และธุรกิจบริการสนับสนุน

คำว่า “เน็ตเวิร์ค”? ยังหมายถึง การผนึกพลังแต่ละธุรกิจแบบสับขาหลอก เพื่อผลักดันให้คอนเทนท์ด้านบันเทิงสร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุด

ดังนั้นรายได้ 600 ล้านบาทจากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก จึงยังไม่รวมรายได้ที่จะเพิ่มขึ้นจากธุรกิจอื่นๆ ที่มีคอนเทนท์ฟุตบอลโลกเข้าไปเสริม ซึ่งจะดันให้ผลประกอบการของอาร์เอสในปีนี้ทยานขึ้นจากเดิม

“ในอนาคตเราจะเห็นการเคลื่อนไหวของอาร์เอสในแง่การทำการตลาดทั้ง Entertainment? Marketing และ? Sport Business ควบคู่กันไป แล้วแต่ว่าเทรนด์แบบไหนจะมาแรงกว่ากัน” เฮียฮ้อ เล่า

แล้วทำไมต้องเป็นฟุตบอลโลก?

เฮียฮ้อ อธิบายวิธีคิดว่า ถ้าจะทำคอนเทนท์กีฬา ก็ต้องทำในเกมที่มีมูลค่า “มากที่สุด”

เหลียวซ้ายแลขวา หนีไม่พ้น ฟุตบอลโลก

การเสริมธุรกิจด้วยการใช้ลูกเล่นใหม่ๆ ตามเทรนด์การเปลี่ยนแปลงของตลาดในช่วงเวลานั้นๆ โดยเฉพาะกระแสกีฬาระดับโลก ยังเป็นส่วนผสมที่ลงตัว เพราะฟุตบอลโลกจัดเป็น “เวิลด์คลาส คอนเทนท์”

เฮียฮ้อ บอกว่าอาร์เอสอยู่ ระหว่างคิดรูปแบบรายการที่จะผลิตออกมาในช่วงที่มีการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก โดยรายการต่างๆ จะเริ่มทยอยออกมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป แต่ขออุบเม็ดเงินลงทุนไว้ก่อน เนื่องจากยังอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้นคิดโครงการว่าจะนำมา “ต่อยอด” กับธุรกิจอื่นๆ ของอาร์เอสอย่างไร

เขายังเห็นว่า คอนเทนท์ด้านกีฬาที่เกิดขึ้น หากมีการจัดระบบการบริหารธุรกิจที่ดี จะทำให้อาร์เอสสามารถพัฒนาต่อยอดธุรกิจในกลุ่มได้อีกมาก รวมไปถึงการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก และมีความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น

เฮียฮ้อกำลังหมายถึง การนำแบรนด์อาร์เอสสู่สายตาชาวโลก

ที่มา BangkokBizNews

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *