วิกฤตเศรษฐกิจไทย 2530

ปี 2530 นับเป็นปีประวัติศาสตร์สำหรับตลาดหุ้นไทย เป็นปีที่ราคาหุ้นขึ้นไปสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งตลาดมาในรอบ 12 ปี (ตั้งแต่ปี 2518) ดัชนีเปิดตลาดต้นปีที่ 209.16 จุด หลังจากนั้นก็ทะยานขึ้นไปอย่างรวดเร็วจนถึงระดับสูงสุด 472.86 จุด เมื่อวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2530 เพิ่มขึ้นถึง 256.66 จุด หรือ 128.21 เปอร์เซ็นต์

ปัจจัยที่ทำให้ราคาหุ้นขึ้นไปอย่างรุนแรง มาจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ทำให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนในช่วง 9 เดือน ปี 2530 เพิ่มขึ้นถึง 82% อีกประการหนึ่งคือ สภาพคล่องในตลาดเงิน ล้นทะลัก 30,000-50,000 ล้านบาท ทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ถูกลดลงมาอยู่ในอัตราต่ำ

และเป็นปีที่นักลงทุนต่างชาตินำเงินเข้ามาลงทุนมากที่สุดถึง 25,501 ล้านบาท คิดเป็น 10.36% ของมูลค่าทั้งหมด เทียบเท่ากับ 4,617 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 7.76% ในปี 2529

ซึ่งปริมาณการซื้อขายหุ้นในปี 2530 เทียบกับปี 2529 เพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่า

แต่แล้วงานฮันนีมูนก็ต้องจบลง..

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม 2530 ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญ “Black Monday” หรือ “จันทร์ทมิฬ” จนถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นทั่วโลก

ชวนสำคัญมากจากเศรษฐกิจ “ฟองสบู่” ของสหรัฐเอมริกาแตก หลังจากสะสมปัญหาขาดดุลการค้า และดุลงบประมาณมานานกว่า 2 ปี จนกระทั่งเมื่อ 14 ตุลาคม สหรัฐรายงานตัวเลขทางเศษฐกิจเดือนสิงหาคม 2530 พบงบขาดดุลเพิ่ม สูงเป็น 15.68 พันล้านดอลลาร์ แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ดัชนีดาวโจนส์ในตลาดนิวยอร์กลดต่ำลง โดยในเช้าวันจันทร์ที่ 19 ดัชนีดิ่งลงถึง 508.32 หรือ 22.6% ความตื่นตระหนกแผ่กระจายไปทั่ว ดัชนีฮั่งเสง ตลาดหุ้นฮ่องกง ในวันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2530 ร่วงหล่นลงถึง 420.81 จุด และต่อมาตลาดหุ้นฮ่องกงได้สั่งปิดการซื้อขายไปถึง 4 วัน

ขณะที่ตลาดหุ้นไทยในวันที่ 20 ตุลาคม 2530 เพียงวันเดียว ดัชนีลดต่ำลง 36.64 จุด หรือ 8% จากระดับ 459.01 ในวันที่ 19 ตุลาคม จากนั้นดัชนีได้ลดลงจนกระทั่งถึงระดับต่ำสุดที่ 243.97 จุด ในวันที่ 11 ธ.ค. รวมลดลงถึง 215.04 จุด หรือ 46.84% ระยะเวลาไม่ถึง 2 เดือน จากนั้นได้กระเตื้องขึ้นไปปิดตอนสิ้นปีที่ 284.94 จุด และกระเตื้องขึ้นอีกในเดือน มกราคม 2531 ดัชนีฟื้นตัวเข้าสู่สภาวะปกติปิดตลาดที่ 318.78 จุด สาเหตุที่ราคาหุ้นกระเตื้องขึ้นเนื่องจากราคาหุ้นลดลงมากจนทำให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นไปถึง 5-6% ในขณะที่ธนาคารพาณิชน์บางแห่งให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 7% ทำให้นักลงทุนกล้าที่จะกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนั้นได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นกับการลงทุนของนักลงทุนโดยเฉพาะมุมมองการวิเคราะห์หุ้น ที่มีการนำปัจจัยภายนอกประเทศเข้ามาประกอบการวิเคราะห์ในแต่ละครั้งนอกเหนือจากพิจารณาเพียงงบการเงินของบริษัท

ที่มา กรุงเทพธุรกิจ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *