บทวิเคราะห์หุ้น

วิกฤตเศษฐกิจยุโรป จะแย่ขนาดไหน

จับตาวิกฤตเศรษฐกิจยูโรโซน ลามกระทบเศรษฐกิจโลก และฉุดเศรษฐกิจไทยถดถอย ล่าสุดฮังการี ประชุมฉุกเฉินจัดทำแผนลดการขาดดุลงบประมาณ ฟากนายแบงก์ เชื่อวิกฤตครั้งนี้ไม่สะเทือนไทย แม้หลายประเทศเตรียมสั่งแบงก์เพิ่มทุนรับความเสี่ยง ขณะที่โบรกเกอร์ระบุอย่าตื่นตูม ยังไม่มีอะไรน่าห่วง เหตุส่งออกไทยไปยุโรปสัดส่วนแค่ 12% ล่าสุด มูดี้ส์ อัพเกรด KTB เป็นมีเสถียรภาพ รับอานิสงส์ส่งออกฟื้น การเงินแกร่ง เชียร์ลุยหุ้นแบงก์ใหญ่น่าสนใจ สุด

ปัญหาวิกฤตทางการเงินในกลุ่มประเทศยุโรป โดยเฉพาะกรีซ โปรตุเกส ไอร์แลนด์ อิตาลี และสเปน ซึ่งเป็นประเทศสมาชิกยูโรโซน เริ่มสร้างความกังวลในวงกว้างมากขึ้น และล่าสุดได้ลุกลามไปยังประเทศฮังการีง ซึ่งอยู่นอกเหนือจากยูโรโซน โดยปัญหาทางการเงินดังกล่าว ทำให้มองเห็นถึงความอ่อนแอของฐานะการคลังประเทศในกลุ่มประเทศยุโรปมากขึ้น
เริ่มจากกรีซประสบปัญหาหนี้สาธารณะมาตั้งแต่ปลายปี 2009 และปัญหาหนี้ดังกล่าวปะทุขึ้นอีกในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เนื่องจากกรีซมีกำหนดชำระหนี้ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2010 จึงได้ออกมาร้องขอความช่วยเหลือทางด้านการเงินจากไอเอ็มเอฟและอียู โดยทางอียูและไอเอ็มเอฟยินยอมให้ความช่วยเหลือ ด้วยการตั้งวงเงินช่วยเหลือรวมกัน 7.5 แสนล้านยูโร ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำ
ขณะที่สเปนเป็นประเทศหนึ่งในยูโรโซนที่กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิดจากนักลง ทุน ซึ่งกังวลว่า สเปนอาจต้องได้รับความช่วยเหลือทางการเงินเช่นเดียวกับกรีซ ล่าสุด บังโก้บิลบาว บริษัทวิจัยภาคการเงินในสเปน คาดการณ์ธนาคารพาณิชย์ในสเปนจำเป็นต้องเพิ่มทุน 60 พันล้านดอลลาร์ หลังฐานะการเงินได้รับผลกระทบจากการบันทึกผลขาดทุนช่วงเกิดวิกฤตการเงินโลก และขาดทุนจากการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ขณะที่เมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา ข้าราชการสเปนประท้วงเพื่อต่อต้านแผนลดงบประมาณรายจ่ายของนายกรัฐมนตรีโฮเซ่ หลุยส์ โรดริเกรซ ซาเปเตโร่
และฮังการีเป็นประเทศล่าสุดที่ได้รับผลกระทบวิกฤตการคลังในยุโรป โดยในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2010 เจ้าหน้าที่ในรัฐบาลชุดใหม่ของฮังการีได้ออกมากล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่ยอดขาดดุลการคลังอาจพุ่งขึ้นไปที่ 7.0% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายในปีนี้ที่ 3.8% ต่อ GDP ซึ่งกำหนดไว้ในช่วงรัฐบาลชุดเก่าค่อนข้างมาก รวมถึงสูงกว่าระดับ 4.0% ต่อ GDP ในปี 2009 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ รัฐบาลฮังการีได้ออกมายืนยันเป้าหมายยอดขาดดุลการคลังที่ 3.8% ต่อ GDP อีกครั้งเพื่อพลิกฟื้นความเชื่อมั่นของตลาดการเงินขึ้นใหม่ โดยระบุว่า รัฐบาลฮังการีจะดำเนินการปรับลดการใช้จ่ายให้ได้ 1.0-1.5% ต่อ GDP ควบคู่กับการเพิ่มรายได้ เพื่อให้บรรลุยอดขาดดุลการคลังที่ตั้งไว้ในปีนี้ ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจาก IMF และสหภาพยุโรป และจากรัฐบาลฮังการี
อย่างไรก็ดี จากวิกฤตทางการเงินยุโรปที่มีปัญหาขณะนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างประเทศในภูมิภาคเอเชียก็ อาจได้รับผลกระทบไม่มากก็น้อย ฉะนั้นจากนี้ต่อไปคงต้องจับตาดูว่าปัญหาวิกฤตครั้งนี้จะกระเทือนเศรษฐกิจ ทั่วโลก รวมถึงเศรษฐกิจของไทยจนเข้าสู่ภาวะถดถอยหรือไม่

****บิ๊ก KTB ชี้แบงก์ไทยแกร่ง – ระบบบริหารความเสี่ยงเยี่ยม ไม่สน ศก.ยุโรปสั่นคลอน
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB กล่าวว่า ปัญหาทางการเงินในแถบยูโรโซนจะไม่ส่งผลกระทบต่อระบบสถาบันการเงินในประเทศ ไทยอย่างแน่นอน เนื่องจากมีความเกี่ยวโยงกับสถาบันการเงินในแถบยุโรปน้อยมาก เมื่อเทียบกับความสัมพันธ์ในสถาบันการเงินในสหรัฐฯ ประกอบกับสถาบันการเงินไทยมีความแข็งแกร่งอยู่ในระดับสูงอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินโดยทั่วไปแล้ว จะมีการบริหารความเสี่ยงตลอดเวลา ซึ่งถือเป็นแผนรับมือที่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการอยู่แล้ว’ไม่มีอะไรเกี่ยวกันเลย กระทบประเทศไทยได้ยาก เรายังมีความเกี่ยวดองกับสหรัฐฯ มากกว่าเยอะ อย่างปีก่อนที่สหรัฐฯ มีปัญหาเรายังไม่สะเทือนอะไรเลย แบงก์ของเราแข็งแกร่ง แต่ถ้ามันลุกลามอะไรยังไง ก็คงกระทบในภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่นพวกส่งออกมากกว่า แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นมีอะไรเลย ก็เห็นเดาๆ กันไปทั้งนั้น’ นายอภิศักดิ์ กล่าว

****SCB หวั่นวิกฤตการเงินยูโรกระทบความมั่นใจตลาดโลกแบบลูกโซ่ แต่เชื่อไทยโอกาสเกิดปัญหาน้อย กว่าช่วง เลห์แมนฯ แน่
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB กล่าวว่า หากประเมินปัญหาทางการเงินที่เกิดขึ้นในประเทศแถบยุโรปขณะนี้ จะเห็นได้ว่าเป็นปัญหาเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับปัญหาในช่วง เลห์แมน บราเธอร์ส (Lehman Brothers) ซึ่งประกาศล้มละลายครั้งใหญ่สุดใน
ประวัติศาสตร์ของสถาบันการเงินของสหรัฐฯ และทำให้ตลาดการเงินทั่วโลกเผชิญกับ แฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งในขณะนั้นเองประเทศไทยก็ยังได้รับผลกระทบไม่มาก
ขณะที่ในครั้งนี้ สถาบันการเงินในไทยมีทั้งความแข็งแกร่งในด้านต่างๆ อย่างมาก อาทิ สภาพคล่องทางการเงิน ฐานะเงินทุน รวมไปถึงสัดส่วนหนี้ต่อทุนก็ยังไม่สูงนัก ส่วนการลงทุนในรูปแบบพันธบัตรต่างประเทศมีเพียงเล็กน้อย โดยส่วนใหญ่จะไปลงทุนในพันธบัตรเกาหลีมากกว่า
“ด้านโอกาสที่จะเกิดปัญหาทางอ้อม ก็คิดว่าไม่รุนแรง แต่มันจะกลายเป็นความกังวลในลักษณะปัญหาลูกโซ่ ต่อความไม่แน่ใจในตลาดโลก แม้ว่าเราจะไม่ได้ไปลงทุนในพันธบัตรของประเทศกรีซ โปรตุเกส และสเปน แต่กลับกันมีสถาบันการเงินขนาดใหญ่ในยุโรป อาทิ เยอรมัน และฝรั่งเศส มีการลงทุนในประเทศที่กล่าวถึง ดังนั้นหากสถาบันการเงินประเทศไหนที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับสถาบัน การเงินขนาดใหญ่ในยุโรปทั้ง 2 แห่ง ก็อาจเกิดความวิตกได้ โดยความกังวลดังกล่าวย่อมมีอยู่แล้ว แต่มันจะน้อยกว่าช่วง เลห์แมน บราเธอร์ส เยอะ ซึ่งนับเป็นปัญหาของสถาบันการเงินต่างชาติในขณะนี้”
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้น แม้ยังไม่มีภาพการลุมลามไปยังระบบเศรษฐกิจโลก และไม่มีแนวโน้มว่าจะทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกติดลบดังเช่นที่ผ่านมา เนื่องจากเศรษฐกิจยุโรปมีขนาดเศรษฐกิจที่เล็กกว่าสหรัฐฯ แต่อาจจะส่งผลให้การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงบ้าง พร้อมทั้งประเมินว่า ปัญหาทางการเงินในยุโรปคงไม่สามารถแก้ไขและมีบทสรุปอย่างรวดเร็วนัก

****บลจ.กสิกรไทย ยอมรับปฏิเสธคำเชิญหลายกองทุนในแถบยุโรป หลังไม่แน่ใจภาวะการเงิน
นายรพี สุจริตกุล ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย กล่าวว่า แม้วิกฤตทางการเงินในแถบยูโรโซน ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมการวางแผนลงทุนมากนัก โดยเฉพาะกองทุนพันธบัตรต่างประเทศ แต่ขณะนี้บริษัทฯ ได้ตอบปฏิเสธคำเชิญลงทุนในกองทุนหลายประเทศแถบยุโรป เนื่องจากยังไม่แน่ใจถึงภาวะทางการเงิน ของประเทศเหล่านั้น
อย่างไรก็ดี บริษัทฯ มีสัดส่วนการลงทุนในแถบยุโรปเล็กน้อย โดยเฉพาะประเทศที่กำลังมีปัญหา อาทิ กรีซ โปรตุเกส สเปน จนเรียกได้ว่าแทบไม่มีการลงทุน โดยการลงทุนในประเทศต่างๆ ที่กล่าวถึง รวมถึงประเทศในแถบยูโรโซน ส่วนใหญ่บริษัทฯจะให้ความสนใจไปในกลุ่มบริษัทฯ ที่ไม่อิงกับวิกฤต ทั้งนี้ความจากเสี่ยงที่อยู่ในระดับสูง ย่อมส่งผลให้ผลตอบแทนจากกองทุนในกลุ่มนี้สูงเช่นเดียวกัน

****มูดี้ส์ เพิ่มมุมมองอันดับเครดิต KTB เป็นมีเสถียรภาพ เหตุผลการดำเนินงานแกร่ง รับอานิสงส์เศรษฐกิจโลกและส่งออกฟื้น
รายงานข่าวจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์สเซอร์วิส หรือ มูดี้ส์ ระบุว่า มูดี้ส์เพิ่มมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือความแข็งแกร่งทางการเงินของ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ซึ่งอยู่ที่ระดับ D- มุมอันดับความน่าเชื่อเงินฝากสกุลเงินในประเทศระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งอยู่ที่ระดับ A3/Prime-1 และอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้กึ่งทุน Hybrid Tier 1 สกุลเงินต่างประเทศ ซึ่งอยู่ที่ระดับ B2 จาก เชิงลบ เป็น มีเสถียรภาพ
อย่างไรก็ตาม มูดี้ส์ยังคงมุมมอง เชิงลบ ต่ออันดับความน่าเชื่อถือเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศของ KTB ซึ่งอยู่ที่ระดับ Baa1/Prime-2
“การเปลี่ยนมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือจากเชิงลบ เป็นมีเสถียรภาพดังกล่าวสะท้อนถึงปัจจัยพื้นฐานทางการเงินโดยรวมของ KTB ที่แข็งแกร่งขึ้น และสะท้อนถึงการคาดการณ์ว่า ผลการดำเนินงานของ KTB จะยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง แม้เกิดความไม่สงบทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจาก KTB ได้รับผลดีจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และภาคส่งออกของประเทศ” นางแคโรลีน ซีต นักวิเคราะห์ที่มูดี้ส์ระบุ
ขณะเดียวกันมูดี้ส์ระบุว่า ฐานะสภาพคล่องของ KTB อยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนหนี้ต่อเงินฝากอยู่ที่ 89% สะท้อนถึงฐานเงินฝากที่แข็งแกร่ง ซึ่งคิดเป็น 90% ของฐานเงินทุน ขณะที่ความแข็งแกร่งในด้านการดำเนินงานของ KTB ยังคงสอดคล้องกับอันดับความน่าเชื่อถือที่ได้รับในขณะนี้

เรื่องที่คุณอาจสนใจ  KOOL บริษัท มาสเตอร์คูล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)

****ศูนย์วิจัยกสิกรไทย แนะไทยเตรียมรับมือผลกระทบทางอ้อมส่งออก และความผันผวนค่าเงินจากวิกฤตการเงินยุโรป
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า ประเด็นเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังของปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจยุโรป สืบเนื่องจากความเชื่อมโยงใกล้ชิดทางเศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศ และภาคการธนาคารของประเทศที่อาจไม่สามารถหลีกเลี่ยงวิกฤตหนี้ยุโรปในรอบนี้ ไปได้กับประเทศในยุโรปด้วยกันเอง ขณะที่ ประเด็นระยะยาวกว่านั้นหลังจากที่มรสุมวิกฤตการคลังผ่านพ้นไปแล้ว ก็คือ การยกเครื่องและปฎิรูปเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง เพื่อลดโอกาสของการเกิดวิกฤตระลอกใหม่ และเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ
สำหรับในประเทศไทยนั้น คงต้องเตรียมรับมือผลกระทบทางอ้อมที่มีต่อการส่งออก (ตลาดสหภาพยุโรปมีสัดส่วนราว 12% ต่อการส่งออกรวมของไทย) และตลาดการเงินของไทย ทั้งในส่วนที่เกิดจากการไหลออกของเงินทุนระยะสั้นจากกระแสการเลี่ยงความ เสี่ยง และความผันผวนของค่าเงินบาทที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าในปีที่ผ่านมา

****โบรกฯ เตือน นลท. อย่าตื่นตูมปัญหาการเงินในยุโรป มั่นใจแบงก์ไทยฐานะดี ไม่กระเทือน
นางสาวสิริณัฏฐา เตชะศิริวรรณ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย กล่าวถึงกรณีที่เกิดความไม่แน่นอนในระบบสถาบันการเงินในประเทศสเปน รวมถึงฐานะทางการเงินในยุโรปว่า สถาบันการเงินในไทยมีความแข็งแกร่งอย่างมาก จึงเชื่อว่าจะไม่ได้รับผลกระทบในส่วนใดเลย นอกจากนี้ ต้องทำความเข้าใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้น มาจากปัญหาการขาดดุลจำนวนมากของแต่ละประเทศ ซึ่งปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศไทย
สำหรับผลกระทบทางอ้อม มองว่าไม่มากนัก แม้ว่าสถาบันการเงินอาจไปลงทุนในพันธบัตรของประเทศในแทบยุโรปบ้าง แต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยเป็นลักษณะการลงทุนในพันธบัตรของรัฐบาลมากกว่า ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วการลงทุนในรูปแบบพันธบัตรต่างประเทศ จะไปอยู่ในสหรัฐฯ มากกว่ายุโรป
ส่วนด้านการส่งออกไปยังทวีปดังกล่าว จะส่งผลกระทบมายังสินเชื่อในภาคดังกล่าวหรือไม่นั้น นักวิเคราะห์มองว่า ไม่น่าจะกระทบเช่นเดียวกัน เนื่องจากสัดส่วนการส่งออกไปยังทวีปยุโรปเพียงเล็กน้อย อีกทั้งขนาดเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังมีปัญหาไม่สูงมากนัก
ทั้งนี้ ยังไม่เห็นภาพการลุมลามของวิกฤตเศรษฐกิจยุโรปที่รุนแรงนัก และยังไม่มีความลุมลามมายังเศรษฐกิจทั่วทั้งโลก แต่อย่างไรก็ตามต้องติดตามความคืบหน้าของปัญหาต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และขอให้นักลงทุนอย่าเพิ่งตื่นตระหนกกับปัญหาดังกล่าวมากนัก

****บล.ฟาร์อีสท์ เผยวิกฤตยุโรปกระทบ ศก.ไทยไม่มาก เหตุเม็ดเงินลงทุน-มูลค่าส่งออกเล็กน้อย เชียร์ซื้อหุ้น BBL
นายวีระชัย ครองสามสี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและรักษาการผู้บริหาร สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟาร์อีสท์ กล่าวว่า จากกรณีหนี้สาธารณะของประเทศแถบยุโรปที่เพิ่มสูงขึ้น จนเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทยไม่มากนัก เพราะเม็ดเงินที่ไปลงทุน และการส่งออกสินค้ามีมูลค่าไม่มาก รวมทั้งผลประกอบการของกลุ่มธนาคารเช่นเดียวกัน แต่อาจจะทำให้เกิดการชะลอการปล่อยสินเชื่อ เพราะผู้ประกอบการบางส่วนยังไม่มั่นใจกับสถานการณ์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ มีความเปราะบางสูง
“หากจะกล่าวว่าวิฤตยุโรปครั้งนี้ไม่กระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยตามที่ หลายฝ่ายได้วิเคราะห์นั้นคงจะเป็นไปได้ยาก สะท้อนได้จากราคาหุ้นของ KCE ปรับตัวลดลง เพราะทำธุรกิจส่งออกสินค้าไปยังประเทศยุโรปเป็นหลักคิดเป็น 60% ของยอดขายโดยรวม อย่างไรก็ดีปัญหาดังกล่าวได้ส่งผลต่อความผันผวนของการโยกย้ายเม็ดเงินลงทุน ด้วย” นายวงีระชัย กล่าว
กลยุทธ์การลงทุน หากจะพิจารณาลงทุนหุ้นกลุ่มสถาบันการเงินที่มีความโดดเด่นที่สุด แนะซื้อหุ้น BBL เพราะมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง และยังเป็นหุ้นตัวหลักที่นักลงทุนสนใจเข้าพิจารณาลงทุน โดยเฉพาะกรณีที่ตลาดฯ เริ่มฟื้นตัว หุ้นดังกล่าวจะมีปริมาณการซื้อขายเข้าหนาแน่น ขณะเดียวกันหลายสถาบันฯ ได้วิเคราะห์ว่าในช่วงสิ้นปี 2553 ราคาหุ้นจะขึ้นไปแตะที่ 140 บาท แต่แนะนำหากราคาหุ้นแตะ 130 บาท ก็ให้ขายทำกำไรได้ทันที อีกทั้ง หุ้นดังกล่าวยังมีสตอรี่ดี สนับสนุนบรรยากาศการลงทุนด้วย โดยเฉพาะกรณีการขายหุ้นธนาคารสินเอเซีย ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในเร็วๆ นี้

****บล.กรุงศรีอยุธยา ระบุหุ้นแบงก์น่าลงทุนระยะยาว ยกนิ้ว KBANK – BBL – SCB เด็ด ส่วน TCAP – TISCO – SCIB ไม่ควรมองข้าม
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า กลยุทธ์การลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารขณะนี้น่าลงทุนในระยะยาวอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ และธนาคารขนาดเล็กที่มีโอกาสการเติบโตสูง ส่วนการลงทุนระยะสั้น ต้องติดตามปัจจัยต่างๆ ให้รอบด้าน โดยเฉพาะปัจจัยที่จะกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน รวมถึงจังหวะการลงทุนของนักลงทุนแต่ละคนเป็นหลัก
ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานของกลุ่มธนาคารมีความแข็งแกร่งอย่างมาก โดยเฉพาะในส่วนผลการดำเนินการในปีนี้ที่มีแนวโน้มขยายตัว และเชื่อว่าจะสามารถขยายตัวอย่างต่อเนื่องได้ไปจนถึงปีหน้า
สำหรับหุ้นขนาดใหญ่ที่แนะนำ ได้แก่ KBANK มีมูลค่าเหมาะสมอยู่ที่ 103 บาท BBL มีมูลค่าเหมาะสมอยู่ที่ 140 บาท และ SCB มีมูลค่าเหมาะสมอยู่ที่ 101 บาท ส่วนหุ้นขนาดเล็ก ได้แก่ TCAP มีมูลค่าเหมาะสมอยู่ที่ 28.50 บาท จากการควบรวมกับ SCIB ซึ่งคาดว่าจะสามารถรวมงบได้ในไตรมาส 2/53 นอกจากนี้ TISCO ก็น่าสนใจ โดยมีมูลค่าเหมาะสมอยู่ที่ 31.50 บาท เนื่องจากประเมินว่าการขยายตัวของสินเชื่อก็จะดีตามยอดขายรถยนต์ รวมถึงอาจมีกำไรพิเศษจากการจำหน่ายสินทรัพย์รอการขาย ที่จะรับรู้เข้ามาไตรมาส 2/53 นี้ด้วย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *