วิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) คืออะไร

สำหรับบางคนแล้ว การวิเคราะหุ้นทางเทคนิค เป็นอะไรที่ลึกลับ สลับซับซ้อน มีศัพท์แสงแปลกๆ ให้ได้ยินได้ฟังตลอด แต่สำหรับคนอื่นๆ มันเป็นเครื่องมือที่มีค่าในการเพิ่มหรือช่วยให้การลงทุนประสบความสำเร็จ อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนอีกด้วย

การวิเคราะห์ทางเทคนิคพูดง่ายๆ มันคือการศึกษาราคาหุ้น และโวลุ่ม หรือจำนวนหุ้นที่ซื้อขาย เพื่อพยายามที่จะคาดเดาถึงราคาหุ้นในอนาคต ในการวิเคราะห์เราจะใช้ ราคาเปิด (Open), ราคาสูงสุดของวัน (High), ราคาต่ำสุดของวัน (Low) และ ราคาปิด (Close) เท่านั้น รวมทั้งพิจารณาโวลุ่ม (Volume) ประกอบด้วย ซึ่งโดยหลักแล้วเค้าจะไม่ดูปัจจัยอื่นๆ เลย เช่น ผลประกอบการของบริษัท รายได้โตกี่เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น เราสามารถประยุคต์ใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคได้กับการลงทุนหลายๆ แบบ ไม่ว่าจะเป็น หุ้น ออปชัน ฟิวเจอร์ หรือ กองทุนรวม

บทความนี้จะค่อยๆ อธิบายว่าอะไรคือ technical analysis แล้วก็ทำไมเราต้องใช้มันด้วย นอกนั้นจะแนะนำหลักการพื้นฐานในการลงทุนแนวนี้

ทำไมเราต้องใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคด้วย

ถ้าหากว่าเราใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคเข้ามาช่วยอย่างถูกต้อง มันจะเพิ่มผลตอบแทนของเราอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว (อันนี้ผมลองมาแล้ว) แถมยังลดความเสี่ยงลงอีกด้วย ถามว่าคุณจะซื้อรถที่ใช้แล้วโดยไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับรถ ไม่รู้ว่าเครื่องยนต์เป็นยังไงบ้าง ขับดีรึเปล่า เช่นเดียวกัน คุณไม่ควรจะซื้อหุ้นตัวไหนเลย ถ้าไม่ได้เรียนรู้ หรือรู้จักเกี่ยวกับราคาของมันในอดีตว่าเป็นอย่างไรบ้าง

การวิเคราะห์สามารถป้องกันคุณจากศัตรูตัวใหญ่ ก็คือพวกนักลงทุนสถาบัน นักลงทุนมืออาชีพทั้งหลาย เพื่อความสำเร็จในการลงทุนของคุณ การใช้เครื่องมือทางเทคนิคมาช่วยเทรดหุ้น สามารถขจัดปัญหาการใช้อารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องได้อย่างหมดจด มันทำให้คุณเป็นนักลงทุนที่มีหลักการแน่นอน มันสามารถกำจัดโอกาศที่คุณจะตกใจขายหุ้นทิ้ง ทั้งๆ ที่มันกำลังจะขึ้น!!!

พื้นฐานการวิเคราะห์ทางเทคนิค

กราฟ
ส่วนที่เป็นพื้นฐานที่สุดคือกราฟ นี่คือสิ่งที่การวิเคราะห์แบบนี้ใช้ กราฟๆ หนึ่งสามารถบอกเราได้หลายอย่างเกี่ยวกับหุ้นนั้นๆ กราฟที่ใช้กันโดยทั่วไปก็คือ บาร์ชาร์ต (Bar char) บาร์ชาร์ตแท่งหนึ่งจะแสดงราคาเปิด ราคาสูงสุดของวัน ราคาต่ำสุดของวัน และราคาปิด โวลุ่มส่วนใหญ่จะแสดงไว้ใต้ bar chart ลองดูรูปตัวอย่างด้านล่าง

ด้านล่างสุดของกราฟ (แกนนอน) จะแสดงวันที่ (Date) ส่วนแกนตั้งจะแสดงราคาหุ้น (Prices)
Bar Chart จะเป็นกราฟที่เค้าใช้กันทั่วๆ ไป แต่จะมีอีกอันที่นิยมในบ้านเรามากกว่า คือ Candle Stick เดี๋ยวจะอธิบายในโอกาศต่อไปครับ จากรูปด้านบนจะเห็นว่ากราฟแท่งหนึ่งจะประกอบด้วยราคาหุ้นหลายๆ แบบ

แนวรับแนวต้าน (Support and Resistance)
ราคาหุ้นจะบอกถึงความสมดุลของผู้ซื้อและผู้ขาย เมื่อราคาหุ้นตกลงจนถึงจุดหนึ่ง ณ ตอนนั้นคนอื่นๆ เห็นว่าราคามันถูกมากแล้ว เลยพร้อมใจกันเข้าซื้อมากกว่าที่จะมีคนขายให้ ดังนั้นราคาหุ้นจึงหยุดลงที่จุดนั้นและไม่ลงไปมากกว่านั้นแล้ว เราจะเรียกว่า “แนวรับ” หรือ “Support Level” เมื่อราคาหุ้นกำลังขึ้น เมื่อขึ้นไปถึงจุดๆ หนึ่งตอนนั้นหลายๆ คนเห็นว่าราคามันสูงเกินไปละ เลยขายกันที่ราคานั้น มันก็เลยทำให้ราคาหุ้นหยุดแถวนั้นไม่สามารถขึ้นไปอีกได้ เราเรียกจุดนั้นว่า “แนวต้าน” หรือ “Resistance Level” ดูรูปด้านล่างจะทำให้เข้าใจได้ดีครับ

เมื่อเราเทรดหุ้นกับแนวรับและแนวต้าน แนะนำว่าให้รอการยืนยันของราคา มากกว่าที่จะเข้าซื้อขายในทันที ถ้าราคาหุ้นกำลังลงควรจะรอดูว่าจุดที่เป็นแนวรับเอาอยู่หรือไม่ รอจนราคาเด้งขึ้นมาก่อนค่อยเข้าซื้อเพื่อลงทุน หรือเก็งกำไรต่อไป

แนวโน้ม (Trends)
ราคาหุ้นที่ตรงข้ามกับแนวรับหรือแนวต้าน ก็คือหุ้นที่มีแนวโน้ม แนวโน้มขึ้น (up-trend) คือราคาหุ้นกำลังตั้งหน้าตั้งตาขึ้นไปเรื่อยๆ แนวโน้มลง (down-trend) คือราคาหุ้นกำลังมุ่งหน้าลง มีคำกล่าวที่ว่า “แนวโน้มคือเพื่อนที่ดีที่สุด (The trend is your friend)” ด้านล่างคือตัวอย่างของหุ้นที่มีแนวโน้ม

ตัวชี้วัด (indicator) เกี่ยวกับเทรนแล้วจะถูกเรียกว่า “lagging indicator” เพราะกว่าเราจะรู้สัญญาณหรือเทรนจริงๆ ราคาหุ้นมันก็ไปไหนต่อไหนแล้ว (สำหรับหุ้นบางตัวที่พุ่งแรง) แต่มันจะทำงานได้ดีกับหุ้นที่มีราคาขึ้นยาวนาน ตัวชี้วัดที่เค้าใช้กันบ่อยๆ ก็คือ Moving average เดี๋ยวจะอธิบายในโอกาสต่อไปครับ

สำหรับวันนี้เอาแค่นี้ก่อนนะครับ พรุ่งนี้จะมาเล่ากันต่อเกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางเทคนิค

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *