วิเคราะห์หุ้น PTTAR บริษัท ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด (มหาชน)

เว็บไซด์ www.pttar.com

นายณอคุณ สิทธิพงศ์ ประธานกรรมการ
นายชายน้อย เผื่อนโกสุม กรรมการผู้จัดการใหญ่

บริษัท ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด (มหาชน) (?บริษัทฯ?) เกิดขึ้นจากการควบบริษัทตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 ระหว่างบริษัท อะโรเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และบริษัท โรงกลั่นน้ำมันระยอง จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2550 และได้รับมาซึ่งทรัพย์สิน หนี้สิน สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบทั้งหมดของทั้งสองบริษัทดังกล่าวโดยผลของกฎหมาย โดยมีวิสัยทัศน์ว่า ?บริษัทฯ จะเป็นผู้นำในธุรกิจการกลั่นน้ำมันที่มีสายการผลิตเชื่อมต่อไปสู่ธุรกิจปิโตรเคมีขึ้นกลาง และธุรกิจปลายน้ำสายอะโรเมติกส์ของเอเชีย?

บริษัทฯ ประกอบ 2 ธุรกิจหลัก คือ 1) ธุรกิจการกลั่นน้ำมันและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูป โดยมีโรงกลั่นน้ำมันแบบ Complex ที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานสูงสุดแห่งหนึ่งในประเทศและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค และ 2) ธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์ ได้แก่ เบนซีน พาราไซลีน ออร์โธไซลีน โทลูอีน และมิกซ์ไซลีนส์ โดยในปี 2551 บริษัทฯ อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างโรงงานอะโรเมติกส์หน่วยที่ 2 (AR3) และเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2552 ทำให้ ณ ปัจจุบัน บริษัทฯ มีกำลังการกลั่นรวมเพิ่มขึ้นเป็น 280,000 บาร์เรลต่อวัน และมีกำลังการผลิตอะโรเมติกส์รวม 2,259,000 ตันต่อปี นอกจากนี้บริษัทฯ กำลังดำเนินการก่อสร้างโครงการขยายการลงทุนใน Upgrading Complex ในโรงกลั่นน้ำมัน (AR1) ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 1/2552

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้กำหนดเรียกชื่อสำหรับโรงงานทั้ง 3 Complexes ดังนี้

AR1 หมายถึง โรงกลั่นน้ำมันระยอง ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง

AR2 หมายถึง โรงงานอะโรเมติกส์หน่วยที่ 1 ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง

AR3 หมายถึง โรงงานอะโรเมติกส์หน่วยที่ 2 ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรม อาร์ ไอ แอล ตำบลมาบข่า อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง

ในปี 2551 ราคาน้ำมันดิบดูไบปรับตัวสูงขึ้นจาก 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เมื่อปลายปี 2550 ขึ้นมาสู่ระดับกว่า 140 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในเดือนกรกฏาคม 2551 โดยได้รับแรงผลักดันจากความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศจีนซึ่งมีความต้องการใช้มากในช่วงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก??? และรวมถึงการเข้ามาเก็งกำไรของกองทุนประกันความเสี่ยง หรือ Hedge Fund? และนักลงทุน Index Investor ในตลาดน้ำมันเป็นจำนวนมาก จึงเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดการผันผวนของราคาอย่างรุนแรง

ในช่วงครึ่งหลังปี 2551 เหตุการณ์กลับตรงข้ามกับช่วงครึ่งปีแรกอย่างสิ้นเชิง โดยราคาน้ำมันดิบดูไบลดลงสู่ระดับ 36 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในสิ้นปี เมื่อหนี้เสียที่เกิดขึ้นจากการปล่อยสินเชื่อ Sub Prime เริ่มส่งผลกระทบในวงกว้างจนทำให้สถาบันการเงินหลายแห่งในสหรัฐฯ และยุโรปประสบภาวะขาดทุนจนถึงปิดกิจการ เหตุการณ์ได้ลุกลามจนส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรปและอีกหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย ก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลก?? ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกในครึ่งปีหลังมีอัตราการเติบโตลดลง เฉลี่ยปี 2551 มีความต้องการน้ำมันลดลง 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวันมาอยู่ที่ระดับ 85.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ในปี 2551 บริษัทฯ ยังคงดำเนินการกลั่นร่วมกับ SPRC ตามข้อตกลง Operating Alliance ส่งผลให้บริษัทฯ มีอัตราการการกลั่นน้ำมันดิบ (Utilization Rate) ร้อยละ 87 ลดลงจากปี 2550 ที่ร้อยละ 103% เนื่องจากมีการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนและหยุดซ่อมฉุกเฉินหน่วย Hydrocracking Unit (HCU) ทั้งนี้ ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2552 บริษัทฯ ได้ยกเลิกสัญญาการกลั่นร่วมกับ SPRC ซึ่งจะทำให้มีความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจและสร้างประสิทธิภาพผลิตร่วม (Synergy) ระหว่างธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันและธุรกิจอะโรเมติกส์ได้มากขึ้น ส่วนธุรกิจอะโรเมติกส์มีอัตราการผลิตผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ เบนซีน โทลูอีน และไซลีน (Utilization Rate) ร้อยละ 82% ลดลงจากปี 2550 ที่ร้อยละ 99% เนื่องจากมีการปรับลดกำลังการผลิตลงในช่วงไตรมาส 4/2551

นอกจากนี้ บริษัทฯ มีการขยายการลงทุนไปยังธุรกิจต่อเนื่องและธุรกิจที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าและลดความผันผวนของราคาผลิตภัณฑ์ ได้แก่ การผลิตสารไซโคลเฮกเซน และการผลิตสารฟีนอล

จากการวิเคราะห์ผลการดำเนินงานโดยใช้ข้อมูลจากงบเสมือน ปี 2550 เปรียบเทียบกับผลการดำเนินงานปี 2551 บริษัทฯ มีขาดทุนก่อนดอกเบี้ย, ค่าเสื่อมราคา, ค่าใช้จ่ายตัดบัญชี และภาษี (EBITDA) จำนวน 3,833 ล้านบาท คิดเป็น EBITDA ลดลง 30,421 ล้านบาทหรือร้อยละ 114 และมีผลขาดทุนสุทธิเท่ากับ 8,465 ล้านบาท คิดเป็นกำไรสุทธิลดลง 26,483 ล้านบาทร้อยละ 147

สินทรัพย์รวมของบริษัทฯ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2551 เท่ากับ 137,540 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 5 จากสินทรัพย์หมุนเวียนที่ลดลงจากราคาวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ปรับลดลงเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2550 ในขณะที่สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเพิ่มขึ้นจากที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์อันเนื่องมาจาการขยายการลงทุน ทั้งนี้ หนี้สินรวม 84,905 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 35 จากหนี้ไม่สินหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นจากการเงินกู้ระยะยาว เพื่อนำมาใช้ลงทุนในการขยายงานโครงการต่าง ๆ และเป็นเงินทุนหมุนเวียน ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงจากปีก่อนร้อยละ 23 เป็น 52,635 ล้านบาท จากผลการดำเนินงานขาดทุนและการจ่ายเงินปันผล

ท่ามกลางภาวะผันผวนอย่างมากของปัจจัยการประกอบธุรกิจที่สำคัญในปี พ.ศ. 2551 อาทิ ราคาน้ำมัน อัตราแลกเปลี่ยน ประกอบกับความต้องการใช้เงินทุนสูงในโครงการขยายกำลังการผลิตของบริษัท ทำให้บริษัทให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการบริหารความเสี่ยง เพื่อควบคุมความเสี่ยงในเรื่องที่สำคัญให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ เมื่อเทียบกับเป้าหมายการเติบโตของบริษัทในระยะยาว รวมถึงดำเนินนโยบายทางการเงินอย่างระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนั้นบริษัทยังได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการบริหารจัดการโดยยึดหลักธรรมาภิบาลควบคู่ไปกับการดำเนินกิจกรรมเพื่อเป็นสาธารณประโยชน์ต่อชุมชน สังคมและมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังและต่อเนื่องมาโดยตลอด อันเป็นพื้นฐานของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนต่อไป

โครงสร้างรายได้

1. อะโรเมติกส์ 30%

2. โรงกลั่น 70%

3. ในประเทศ 85% ต่างประเทศ 15%

ข้อมูลทางการเงิน งบการเงิน

อัตราส่วนทางการเงิน กราฟราคาหุ้นย้อนหลัง 5 ปี

บทวิเคราะห์หุ้น

ข่าวเกี่ยวข้องทั้งหมด

วิเคราะห์หุ้น โดยนักลงทุนรายย่อย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *