มุมมองนักวิเคราะห์ กูรู

สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง กับ วสันต์ โพธิพิมพานนท์

ฟื้นบทเรียนและคัมภีร์ฝ่าวิกฤติ อดีตเจ้าพ่อเหล็ก ‘สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง’ และเจ้าของเบนซ์ทองหล่อ ‘วสันต์ โพธิพิมพานนท์’ เดินหน้าฝันต่อ

ในแต่ละธุรกิจที่จะประสบผลสำเร็จได้จะต้องขึ้นอยู่กับ ?ผู้นำ? หรือหัวหน้าทีมที่ดี อดีตเจ้าพ่อเหล็ก สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง เจ้าของวลีอมตะ ?ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย? ครั้งหนึ่งอาณาจักรธุรกิจแสนล้านของเขาเคยล้มครืนท่ามกลางวิกฤติเมื่อ 14 ปีก่อน และ วสันต์ โพธิพิมพานนท์ เจ้าของเบนซ์ทองหล่อ ผู้จุดกระแส ?ตลาดนัดคนเคยรวย? ขอแชร์ประสบการณ์ฝ่าวิกฤติเป็นข้อคิดสำหรับคนรุ่นหลัง พร้อมเดินหน้าสานฝันที่ยังไม่ถึงที่สุดของพวกเขา

แม้ไม่มีตำแหน่งบริหารใดๆใน บมจ.เหมราชพัฒนาที่ดิน (HEMRAJ) เพราะเป็น “บุคคลล้มละลาย” แต่อดีตเจ้าพ่อเหล็ก สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง ยังมี “อิทธิพลอย่างสูง” ในบริษัทแห่งนี้ในฐานะผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษากิติมศักดิ์ ซึ่งถือเป็น “ฐานที่มั่น” สำคัญที่สุดที่ยังเหลืออยู่

สวัสดิ์ ย้อนเล่าว่า ช่วงก่อนปี 2540 เคยมีอาณาจักรธุรกิจภายใต้การบริหารมากกว่า 10 บริษัท เช่น บมจ.นครไทยสตริปมิล (NSM)? บมจ.ซันเทค กรุ๊ป (SUNTEC) บมจ.เอ็น.ที.เอส สตีล กรุ๊ป (NTS) บริษัท ศรีราชา ฮาร์เบอร์ และบริษัท สตีล ท็อป เป็นต้น มูลค่ารวมกว่า 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (70,000 ล้านบาท) แม้แต่นิตยสารฟอร์บส์ยังต้องมาสัมภาษณ์ แต่พอเกิดวิกฤติหนี้สินทั้งหมดพุ่งขึ้นเป็น “แสนล้านบาท” ภายในคืนเดียว เพราะค่าเงินบาทอ่อนค่าจาก 26 บาทต่อดอลลาร์ไปที่ 52 บาทต่อดอลลาร์ในเวลารวดเร็ว

?ตอนนั้นผมก็กลัวตายรีบเอาปืนที่มีอยู่ 3-4 กระบอกให้คนอื่นไปหมดเลยเพราะเวลาคนจะฆ่าตัวตายความคิดมันเกิดในเสี้ยววินาที?

ตอนนั้นสวัสดิ์คิดได้ว่าทฤษฎีการบริหารอะไรก็คงนำมาใช้ไม่ได้แล้วเพราะกิจการมีหนี้สินล้นพ้นตัว ต่อให้เจรจากับเจ้าหนี้อย่างไรก็คงชดใช้หนี้ไม่หมด เขาจึงงัดเอาทฤษฎีส่วนตัวมาใช้ 3 คำ “ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย”

“ผมเรียกลูกน้องทุกคนมาคุยถามว่าตอนนี้มีเงินสดเหลือเท่าไร ถ้าไม่จ่ายหนี้เลยจะอยู่ได้ไหม สุดท้ายยังพอมีเงินสดเหลือประมาณ “พันล้านบาท” พอประคองธุรกิจอยู่ได้ ผมเลยบอกให้ลูกน้องทุกคนทำตามแผนของผมไม่ต้องจ่ายหนี้ แต่ไม่หนีไปไหน ถ้ามีจดหมายทวงหนี้จากธนาคารส่งมาขอให้เก็บไว้มายื่นให้ผมดูเฉพาะวันจันทร์เท่านั้น เพราะวันเสาร์-อาทิตย์ผมถือเป็นวันพักผ่อน ไม่อยากให้วันศุกร์มีเรื่องมารบกวน”

สวัสดิ์ กล่าวว่า ตอนเกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ช่วงปี 2550-2551? ไอ้กัน(สหรัฐอเมริกา)กับกรีซมันก็ใช้ทฤษฎีเดียวกับผมนี่แหละมันไม่มีสอนในตำราหรอก สิ่งนี้พิสูจน์ว่าเวลาเกิดวิกฤติ “ศาสตร์” อย่างเดียวมันไม่พอต้องมี “ศิลป์” ด้วย

เมื่อยื้อเวลาผ่านไปพักใหญ่เพื่อสร้างเกมการต่อรองสวัสดิ์ก็ตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการเจรจาประนอมหนี้ โดยเปิดเผยตัวเลขหมดทุกตัวให้ธนาคารเจ้าหนี้มาตรวจ ไม่พบสิ่งผิดปกติในงบการเงินเลย แต่ทางเจ้าหนี้จะตั้งผู้บริหารแผนฟื้นฟูร่วม

“เขาไม่เชื่อใจผม 100% ผมตอบไปว่าถ้าจะทำอย่างนั้นไม่ต้องมาคุยกันเพราะผมสร้างบริษัทมากับมือรู้เห็นทุกมุมดีกว่าใคร เขาก็ตกลง แต่ผมไม่หน้าด้านรับเงินเดือน 2 ต่อในฐานะผู้บริหารแผนฟื้นฟูด้วยขอรับแค่เงินเดือนผู้บริหารขาเดียวพอ ทุกบริษัทผมปรับโครงสร้างหนี้เองหมดไม่มีที่ใดเจ๊ง คนงาน 4,000 คนไม่มีตกงาน”

แต่พอถึงจุดหนึ่ง สวัสดิ์ ต้องยอม ?ถอย? ผู้ที่ให้คำแนะนำเขาคือ ชาญ บูลกุล (มาชานลี) เจ้าของ บมจ.บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป (BROOK) ซึ่งเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัวชี้ว่าถ้าอยากจะ “รอด” (ปลดเปลื้องภาระ) จำเป็นต้องขายหุ้นที่ถืออยู่ออกไปเพื่อเปิดทางให้ผู้ร่วมทุนรายใหม่เข้ามา เป็นที่มาของการขายหุ้นบมจ.เอ็น.ที.เอส สตีล กรุ๊ป (NTS) ให้กับกลุ่มทาทาจากอินเดีย และต่อมาได้ขายหุ้นบมจ.นครไทยสตริปมิล (NSM) ให้กับบมจ.จี สตีล (GSTEEL) ของ สมศักดิ์ ลีสวัสดิ์ตระกูล

?ตอนนั้นผมถอยอย่างมีเกียรติ แม้ผมจะเป็นผู้ก่อตั้งด้วยมือตัวเองจากความฝันที่ต้องการเป็นบริษัทเหล็กระดับโลก แต่แทบไม่เหลือหุ้นในมือ ต้องทำใจ ผมคิดว่าคนเราแย่ที่สุดก็คือ..ไม่รู้ว่าตัวเองแพ้?

สวัสดิ์ได้บทเรียนจากวิกฤติปี 2540 จากความภาคภูมิใจในความเป็นเจ้าของอาณาจักรธุรกิจ “แสนล้าน” ชีวิตแทบไม่เหลืออะไรเลย แท้จริงบริษัทเป็นของ “เจ้าหนี้” ความเป็น “เจ้าของ” เป็นแค่ภาพลวงตา ความคิดของเขาแทบจะ “หักมุม” หลังจากนั้น

“ทุกวันนี้ผมทำงานเพื่อ “เงิน” มากขึ้น สมัยก่อนจะยึดติดแนวคิดคนตะวันออกเรื่องความเป็นเจ้าของ ขนาดหุ้น HEMRAJ ถือมาตั้งแต่ 31 บาท ขึ้นไป 300 บาท ไม่เคยคิดจะขายเพราะอยากเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่ถ้าเป็นแนวคิดตะวันตกจะทำงานแบบมืออาชีพคือเป็นผู้บริหารกิจการไม่ต้องเป็นเจ้าของก็ได้ “พอหุ้นขึ้นก็ขายได้” ผมถือว่านี่เป็นความผิดพลาดที่อยากกลับไปแก้ไขมากที่สุด”

สวัสดิ์ กล่าวว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2555 ตัวเขาจะหลุดจาก ?บุคคลล้มละลาย? หลังจากติดโซ่ตรวนมา 3 ปี แต่จะไม่รอจนถึงวันนั้น เพราะขณะนี้ได้เดินหน้าโครงการลงทุนนิคมอุตสาหกรรมและโรงถลุงเหล็กที่ลิเบียและธุรกิจพลังงานที่อิหร่าน และโอมาน ไปล่วงหน้าแล้ว แต่พอมีปัญหาการเมืองที่ลิเบีย เลยต้องชะลอโครงการเอาไว้ก่อนและส่งคนงานกลับ แต่ยังมีโครงการคอนโดมิเนียมที่ลิเบียยังเดินหน้าต่อ

โครงการดังกล่าวเป็นการลงทุนส่วนตัวแต่ในอนาคตจะเอา บมจ.เหมราชพัฒนาที่ดิน เข้าไปลงทุนด้วยแน่นอนโดยได้เซ็น MOU กับรัฐบาลลิเบียไว้แล้ว แถมยังมีโครงการทวายในพม่า ที่ไปคุยรายละเอียดกับ เปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหาร บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ มาบ้างแล้ว รวมถึงโครงการรถไฟความเร็วสูงซึ่งส่วนตัวอยากจะทำมาตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว ถ้ารัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศคิดจะลงทุนขอให้ติดต่อเข้ามา..”คิดว่าผมทำได้”

ปัจจุบัน สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง เป็นชายแก่อายุ 70 ปีแล้ว แต่เขาไม่เคยหยุดที่จะฝันที่ยังไม่ถึงที่สุดของเขา ไม่ขอเกษียณจนกว่าชีวิตจะหาไม่

“แม้ผมอายุ 70 ปีแล้ว แต่ไม่คิดที่จะรีไทร์ ผมถือว่าหลุมศพมีไว้ฝังคนตาย ไม่ได้มีไว้ฝังคนแก่ ถ้าผมทำเพื่อเงินอย่างเดียวคงเลิกไปนานแล้ว (แค่นี้ก็รวยแล้ว) แต่ผมทำเพื่อความฝันทำให้ยังยืนหยัดต่อสู้จนถึงวันนี้? ชายแก่ผู้ไม่ยอมหยุดฝัน

?เบนซ์ทองหล่อ? เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2521 เป็นตัวแทนจำหน่าย เมอร์เซเดส เบนซ์ ที่มียอดขายสูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับดีลเลอร์ด้วยกัน และชื่อของเบนซ์ทองหล่อโด่งดังจวบจนปัจจุบันนับเป็นเวลา 33 ปี

วสันต์ โพธิพิมพานนท์ ประธานกลุ่มเบนซ์ทองหล่อ เล่าให้ฟังว่า ช่วงก่อนวิกฤติปี 2540 เบนซ์ทองหล่อนับเป็น “เจ้าตลาด” ในประเทศไทย ครองส่วนแบ่งการตลาดเกิน 50% ช่วงเศรษฐกิจฟู่ฟ่าเคยขายรถเบนซ์ได้ปีละ 12,000 คันพอเศรษฐกิจล่มสลายช่วงต้มยำกุ้งเหลือขายได้แค่ปีละ1,000 คัน ไม่มีใครคิดจะซื้อรถแพงๆ ในตอนนั้น เมื่อขายรถไม่ได้แบงก์ก็เริ่มทวงหนี้ที่มีอยู่กว่า 2,000 ล้านบาท

เรื่องที่คุณอาจสนใจ  HEMRAJ บริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน จำกัด (มหาชน)

?ตอนนั้นผมเครียดมากเคยคิดอยากจะตาย แต่ได้กำลังใจจากหลายท่าน ตั้งแต่คุณสวัสดิ์ หอรุ่งเรือง คุณทักษิณ ชินวัตร ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร อุตส่าห์หอบเงินสดมาซื้อรถเบนซ์ผม ทำให้ผมมีกำลังใจสู้ต่อได้?

วิกฤติตอนนั้นทำให้วสันต์คิดได้ว่าเราไม่ได้แบกหนี้ตัวเงินแต่แบกหนี้หน้าตาทางสังคม จึงตัดสินใจหาทางออกด้วยการขายที่ดินตรงทองหล่อไปส่วนหนึ่ง จากที่เคยถือครองอยู่ 3 ไร่ ตอนซื้อมาราคาตารางวาละ 300,000 บาท ราคากลับลดลงเหลือ 70,000 บาท เลยเอาที่ตรงนั้นมาเปิดเป็น “ตลาดนัดคนเคยรวย” พอวิกฤติเริ่มฟื้นตัวราคาที่ดินก็เริ่มสูงขึ้น รถเบนซ์พอขายได้หนี้สินค่อยๆลดลง

เจ้าพ่อเบนซ์ทองหล่อ บอกว่า แม้จะเคย “เกือบเจ๊ง” จากธุรกิจขายรถหรูแต่ส่วนตัวจะไม่ยอมทิ้งอาชีพนี้แน่นอนเพราะเป็นความฝันส่วนตัว ในอนาคตเบนซ์ทองหล่ออาจไม่ใช่ผู้นำตลาดอีกต่อไปแต่ขอเป็นผู้ที่ให้บริการลูกค้าอย่างดีที่สุดต่อไปอีกนานดีกว่า

?ผมอยากจะบอกว่าไม่ต้องรอให้เกิดวิกฤติก่อนแล้วถึงมีโอกาสแต่โอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ ขอให้ทุกคนอดทนแก้ไขปัญหาแล้วจะเห็นโอกาส? วสันต์ให้ข้อคิด

ฟื้นบทเรียนและ คัมภีร์ฝ่าวิกฤติ อดีตเจ้าพ่อเหล็ก ‘สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง’ และเจ้าของเบนซ์ทองหล่อ ‘วสันต์ โพธิพิมพานนท์’ เดินหน้าฝันต่อเพื่อวันพ

ในแต่ละธุรกิจที่จะประสบผลสำเร็จได้จะต้องขึ้นอยู่กับ ?ผู้นำ? หรือหัวหน้าทีมที่ดี อดีตเจ้าพ่อเหล็ก สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง เจ้าของวลีอมตะ ?ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย? ครั้งหนึ่งอาณาจักรธุรกิจแสนล้านของเขาเคยล้มครืนท่ามกลางวิกฤติเมื่อ 14 ปีก่อน และ วสันต์ โพธิพิมพานนท์ เจ้าของเบนซ์ทองหล่อ ผู้จุดกระแส ?ตลาดนัดคนเคยรวย? ขอแชร์ประสบการณ์ฝ่าวิกฤติเป็นข้อคิดสำหรับคนรุ่นหลัง พร้อมเดินหน้าสานฝันที่ยังไม่ถึงที่สุดของพวกเขา

แม้ไม่มีตำแหน่งบริหารใดๆใน บมจ.เหมราชพัฒนาที่ดิน (HEMRAJ) เพราะเป็น “บุคคลล้มละลาย” แต่อดีตเจ้าพ่อเหล็ก สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง ยังมี “อิทธิพลอย่างสูง” ในบริษัทแห่งนี้ในฐานะผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษากิติมศักดิ์ ซึ่งถือเป็น “ฐานที่มั่น” สำคัญที่สุดที่ยังเหลืออยู่

สวัสดิ์ ย้อนเล่าว่า ช่วงก่อนปี 2540 เคยมีอาณาจักรธุรกิจภายใต้การบริหารมากกว่า 10 บริษัท เช่น บมจ.นครไทยสตริปมิล (NSM)? บมจ.ซันเทค กรุ๊ป (SUNTEC) บมจ.เอ็น.ที.เอส สตีล กรุ๊ป (NTS) บริษัท ศรีราชา ฮาร์เบอร์ และบริษัท สตีล ท็อป เป็นต้น มูลค่ารวมกว่า 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (70,000 ล้านบาท) แม้แต่นิตยสารฟอร์บส์ยังต้องมาสัมภาษณ์ แต่พอเกิดวิกฤติหนี้สินทั้งหมดพุ่งขึ้นเป็น “แสนล้านบาท” ภายในคืนเดียว เพราะค่าเงินบาทอ่อนค่าจาก 26 บาทต่อดอลลาร์ไปที่ 52 บาทต่อดอลลาร์ในเวลารวดเร็ว

?ตอนนั้นผมก็กลัวตายรีบเอาปืนที่มีอยู่ 3-4 กระบอกให้คนอื่นไปหมดเลยเพราะเวลาคนจะฆ่าตัวตายความคิดมันเกิดในเสี้ยววินาที?

ตอน นั้นสวัสดิ์คิดได้ว่าทฤษฎีการบริหารอะไรก็คงนำมาใช้ไม่ได้แล้วเพราะกิจการมี หนี้สินล้นพ้นตัว ต่อให้เจรจากับเจ้าหนี้อย่างไรก็คงชดใช้หนี้ไม่หมด เขาจึงงัดเอาทฤษฎีส่วนตัวมาใช้ 3 คำ “ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย”

“ผม เรียกลูกน้องทุกคนมาคุยถามว่าตอนนี้มีเงินสดเหลือเท่าไร ถ้าไม่จ่ายหนี้เลยจะอยู่ได้ไหม สุดท้ายยังพอมีเงินสดเหลือประมาณ “พันล้านบาท” พอประคองธุรกิจอยู่ได้ ผมเลยบอกให้ลูกน้องทุกคนทำตามแผนของผมไม่ต้องจ่ายหนี้ แต่ไม่หนีไปไหน ถ้ามีจดหมายทวงหนี้จากธนาคารส่งมาขอให้เก็บไว้มายื่นให้ผมดูเฉพาะวันจันทร์ เท่านั้น เพราะวันเสาร์-อาทิตย์ผมถือเป็นวันพักผ่อน ไม่อยากให้วันศุกร์มีเรื่องมารบกวน”

สวัสดิ์ กล่าวว่า ตอนเกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ช่วงปี 2550-2551? ไอ้กัน(สหรัฐอเมริกา)กับกรีซมันก็ใช้ทฤษฎีเดียวกับผมนี่แหละมันไม่มีสอนใน ตำราหรอก สิ่งนี้พิสูจน์ว่าเวลาเกิดวิกฤติ “ศาสตร์” อย่างเดียวมันไม่พอต้องมี “ศิลป์” ด้วย

เมื่อยื้อเวลาผ่านไปพักใหญ่ เพื่อสร้างเกมการต่อรองสวัสดิ์ก็ตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการเจรจาประนอมหนี้ โดยเปิดเผยตัวเลขหมดทุกตัวให้ธนาคารเจ้าหนี้มาตรวจ ไม่พบสิ่งผิดปกติในงบการเงินเลย แต่ทางเจ้าหนี้จะตั้งผู้บริหารแผนฟื้นฟูร่วม

“เขาไม่เชื่อใจผม 100% ผมตอบไปว่าถ้าจะทำอย่างนั้นไม่ต้องมาคุยกันเพราะผมสร้างบริษัทมากับมือรู้ เห็นทุกมุมดีกว่าใคร เขาก็ตกลง แต่ผมไม่หน้าด้านรับเงินเดือน 2 ต่อในฐานะผู้บริหารแผนฟื้นฟูด้วยขอรับแค่เงินเดือนผู้บริหารขาเดียวพอ ทุกบริษัทผมปรับโครงสร้างหนี้เองหมดไม่มีที่ใดเจ๊ง คนงาน 4,000 คนไม่มีตกงาน”

แต่พอถึงจุดหนึ่ง สวัสดิ์ ต้องยอม ?ถอย? ผู้ที่ให้คำแนะนำเขาคือ ชาญ บูลกุล (มาชานลี) เจ้าของ บมจ.บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป (BROOK) ซึ่งเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัวชี้ว่าถ้าอยากจะ “รอด” (ปลดเปลื้องภาระ) จำเป็นต้องขายหุ้นที่ถืออยู่ออกไปเพื่อเปิดทางให้ผู้ร่วมทุนรายใหม่เข้ามา เป็นที่มาของการขายหุ้นบมจ.เอ็น.ที.เอส สตีล กรุ๊ป (NTS) ให้กับกลุ่มทาทาจากอินเดีย และต่อมาได้ขายหุ้นบมจ.นครไทยสตริปมิล (NSM) ให้กับบมจ.จี สตีล (GSTEEL) ของ สมศักดิ์ ลีสวัสดิ์ตระกูล

?ตอน นั้นผมถอยอย่างมีเกียรติ แม้ผมจะเป็นผู้ก่อตั้งด้วยมือตัวเองจากความฝันที่ต้องการเป็นบริษัทเหล็ก ระดับโลก แต่แทบไม่เหลือหุ้นในมือ ต้องทำใจ ผมคิดว่าคนเราแย่ที่สุดก็คือ..ไม่รู้ว่าตัวเองแพ้?

สวัสดิ์ได้บท เรียนจากวิกฤติปี 2540 จากความภาคภูมิใจในความเป็นเจ้าของอาณาจักรธุรกิจ “แสนล้าน” ชีวิตแทบไม่เหลืออะไรเลย แท้จริงบริษัทเป็นของ “เจ้าหนี้” ความเป็น “เจ้าของ” เป็นแค่ภาพลวงตา ความคิดของเขาแทบจะ “หักมุม” หลังจากนั้น

“ทุกวันนี้ผมทำงานเพื่อ “เงิน” มากขึ้น สมัยก่อนจะยึดติดแนวคิดคนตะวันออกเรื่องความเป็นเจ้าของ ขนาดหุ้น HEMRAJ ถือมาตั้งแต่ 31 บาท ขึ้นไป 300 บาท ไม่เคยคิดจะขายเพราะอยากเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่ถ้าเป็นแนวคิดตะวันตกจะทำงานแบบมืออาชีพคือเป็นผู้บริหารกิจการไม่ต้อง เป็นเจ้าของก็ได้ “พอหุ้นขึ้นก็ขายได้” ผมถือว่านี่เป็นความผิดพลาดที่อยากกลับไปแก้ไขมากที่สุด”

สวัสดิ์ กล่าวว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2555 ตัวเขาจะหลุดจาก ?บุคคลล้มละลาย? หลังจากติดโซ่ตรวนมา 3 ปี แต่จะไม่รอจนถึงวันนั้น เพราะขณะนี้ได้เดินหน้าโครงการลงทุนนิคมอุตสาหกรรมและโรงถลุงเหล็กที่ลิเบีย และธุรกิจพลังงานที่อิหร่าน และโอมาน ไปล่วงหน้าแล้ว แต่พอมีปัญหาการเมืองที่ลิเบีย เลยต้องชะลอโครงการเอาไว้ก่อนและส่งคนงานกลับ แต่ยังมีโครงการคอนโดมิเนียมที่ลิเบียยังเดินหน้าต่อ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ  หลักการลงทุนในหุ้น

โครงการดัง กล่าวเป็นการลงทุนส่วนตัวแต่ในอนาคตจะเอา บมจ.เหมราชพัฒนาที่ดิน เข้าไปลงทุนด้วยแน่นอนโดยได้เซ็น MOU กับรัฐบาลลิเบียไว้แล้ว แถมยังมีโครงการทวายในพม่า ที่ไปคุยรายละเอียดกับ เปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหาร บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ มาบ้างแล้ว รวมถึงโครงการรถไฟความเร็วสูงซึ่งส่วนตัวอยากจะทำมาตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว ถ้ารัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศคิดจะลงทุนขอให้ติดต่อเข้ามา..”คิดว่า ผมทำได้”

ปัจจุบัน สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง เป็นชายแก่อายุ 70 ปีแล้ว แต่เขาไม่เคยหยุดที่จะฝันที่ยังไม่ถึงที่สุดของเขา ไม่ขอเกษียณจนกว่าชีวิตจะหาไม่

“แม้ ผมอายุ 70 ปีแล้ว แต่ไม่คิดที่จะรีไทร์ ผมถือว่าหลุมศพมีไว้ฝังคนตาย ไม่ได้มีไว้ฝังคนแก่ ถ้าผมทำเพื่อเงินอย่างเดียวคงเลิกไปนานแล้ว (แค่นี้ก็รวยแล้ว) แต่ผมทำเพื่อความฝันทำให้ยังยืนหยัดต่อสู้จนถึงวันนี้? ชายแก่ผู้ไม่ยอมหยุดฝัน

?เบนซ์ทองหล่อ? เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2521 เป็นตัวแทนจำหน่าย เมอร์เซเดส เบนซ์ ที่มียอดขายสูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับดีลเลอร์ด้วยกัน และชื่อของเบนซ์ทองหล่อโด่งดังจวบจนปัจจุบันนับเป็นเวลา 33 ปี

วสันต์ โพธิพิมพานนท์ ประธานกลุ่มเบนซ์ทองหล่อ เล่าให้ฟังว่า ช่วงก่อนวิกฤติปี 2540 เบนซ์ทองหล่อนับเป็น “เจ้าตลาด” ในประเทศไทย ครองส่วนแบ่งการตลาดเกิน 50% ช่วงเศรษฐกิจฟู่ฟ่าเคยขายรถเบนซ์ได้ปีละ 12,000 คันพอเศรษฐกิจล่มสลายช่วงต้มยำกุ้งเหลือขายได้แค่ปีละ1,000 คัน ไม่มีใครคิดจะซื้อรถแพงๆ ในตอนนั้น เมื่อขายรถไม่ได้แบงก์ก็เริ่มทวงหนี้ที่มีอยู่กว่า 2,000 ล้านบาท

?ตอนนั้นผมเครียดมากเคยคิดอยากจะตาย แต่ได้กำลังใจจากหลายท่าน ตั้งแต่คุณสวัสดิ์ หอรุ่งเรือง คุณทักษิณ ชินวัตร ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร อุตส่าห์หอบเงินสดมาซื้อรถเบนซ์ผม ทำให้ผมมีกำลังใจสู้ต่อได้?

วิกฤติ ตอนนั้นทำให้วสันต์คิดได้ว่าเราไม่ได้แบกหนี้ตัวเงินแต่แบกหนี้หน้าตาทาง สังคม จึงตัดสินใจหาทางออกด้วยการขายที่ดินตรงทองหล่อไปส่วนหนึ่ง จากที่เคยถือครองอยู่ 3 ไร่ ตอนซื้อมาราคาตารางวาละ 300,000 บาท ราคากลับลดลงเหลือ 70,000 บาท เลยเอาที่ตรงนั้นมาเปิดเป็น “ตลาดนัดคนเคยรวย” พอวิกฤติเริ่มฟื้นตัวราคาที่ดินก็เริ่มสูงขึ้น รถเบนซ์พอขายได้หนี้สินค่อยๆลดลง

เจ้าพ่อเบนซ์ทองหล่อ บอกว่า แม้จะเคย “เกือบเจ๊ง” จากธุรกิจขายรถหรูแต่ส่วนตัวจะไม่ยอมทิ้งอาชีพนี้แน่นอนเพราะเป็นความฝัน ส่วนตัว ในอนาคตเบนซ์ทองหล่ออาจไม่ใช่ผู้นำตลาดอีกต่อไปแต่ขอเป็นผู้ที่ให้บริการ ลูกค้าอย่างดีที่สุดต่อไปอีกนานดีกว่า

?ผมอยากจะบอกว่าไม่ต้องรอให้ เกิดวิกฤติก่อนแล้วถึงมีโอกาสแต่โอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ ขอให้ทุกคนอดทนแก้ไขปัญหาแล้วจะเห็นโอกาส? วสันต์ให้ข้อคิด

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *