บทวิเคราะห์หุ้น

หนี้เสีย แบงค์ปล่อยกู้ไร้หลักประกัน

ระวัง! ปล่อยกู้ไร้หลักประกัน..
แบงก์เสี่ยงเปิดช่องทำหนี้เน่าทะลักจริงหรือ??!!

เดินมาครึ่งทางแล้วสำหรับไตรมาสแรกปี 2553 ซึ่งเป็นไปตามที่คาดหมาย สถาบันการเงินไทยทั้งยักษ์ใหญ่และยักษ์เล็ก ต่างโหมอัดโปรโมชั่นออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อดึงดูดลูกค้าสินเชื่อ โดยเฉพาะโครงการแย่งชิงชิ้นเค้กสินเชื่อเงินกู้ที่จ่อฟื้นตัวตามเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งกลยุทธ์ที่ธนาคารต่างๆ หยิบมาใช้มากในปัจจุบัน ได้แก่ ‘สินเชื่อไร้หลักประกัน’ ที่ต้องนับได้ว่าเจาะได้ตรงจุด มัดหัวใจลูกค้าได้อยู่มือ เพราะเป็นการปล่อยสินเชื่อโดยไม่วางหลักทรัพย์ค้ำประกันใดๆ โดยการปล่อยสินเชื่อไร้หลักประกันนี้ นับเป็นความเสี่ยงของธนาคารที่เลือกที่ใช้ยุทธวิธีดังกล่าวรับความเสี่ยงไปเต็มๆ เพราะอาจจะกลายเป็นการตอกย้ำหรือซ้ำเติมรอยแผลที่พยายามเยียวยารักษา ‘หนี้เน่า’ หรือ ‘หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL)’ ให้เพิ่มขึ้นอีก ดังนั้นจึงถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ธนาคารทั้งหลายต้องแก้เกมให้ถึงกึ๋น ไม่เช่นนั้นอาจจุกอก และหากถึงเวลาที่ควบคุม NPL ไม่อยู่ อาจกระเทือนธุรกิจธนาคารเข้าจริงๆ

เท่าที่เห็นทุกธนาคารในปีนี้ตั้งเป้าเน้นปล่อยสินเชื่อหนักสุดๆ ในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่กระจายตัวไปในทุกกลุ่มสาขาอาชีพ และถือเป็นแรงขับเคลื่อนหลักหนึ่งของเศรษฐกิจไทย เห็นได้จากตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของเอสเอ็มอี (จีดีพีเอสเอ็มอี) มีสัดส่วนถึง 38.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ขณะเดียวกันได้ตระหนักดีถึงปัญหาที่ผู้ประกอบการไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพราะไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน จึงใช้ช่องตรงนี้คว้าโอกาสงามๆไว้ไม่ให้หลุดลอยไป
ล่าสุด เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) (TMB) ได้ฤกษ์เสิร์ฟแคมเปญใหม่ร้อนๆ ‘โอดี ไม่ต้องใช้หลักประกัน ทีเอ็มบี เอสเอ็มอี’ เน้นกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอี ที่มียอดขายต่อปีไม่เกิน 50 ล้านบาท และไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ โดยธนาคารจะอนุมัติวงเงินกู้สูงสุดรายละ 10 ล้านบาท ซึ่งในการพิจารณาสินเชื่อจะมีหลักจากข้อมูลผลประกอบการ และลูกค้าต้องมีประสบการณ์การทำธุรกิจอย่างน้อย 2 ปี และคิดอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่ MOR +4.5% ถึง 8.5% ต่อปี
นายสยาม ประสิทธิศิริกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม TMB ระบุว่า แม้จะรับรู้อยู่แก่ใจว่ามีความเสี่ยงอย่างเลี่ยงไม่ได้ จึงเลือกที่จับมือกับกับบรรษัทประกันสินเชื่อขนาดย่อม (บสย.) ในการค้ำประกันในสัดส่วน50% พร้อมทั้งระบุถึงความมั่นใจในการออกแคมเปญดังกล่าวว่า ธนาคารได้พิจารณาแล้ว โดยปกติการปล่อยสินเชื่อจะสร้างกำไรทั้งพอร์ตประมาณ 6-7% และซึ่งทั่วไปการเกิด NPL จะอยู่ที่ประมาณ 4% ดังนั้นธนาคารจะได้รับส่วนของกำไรประมาณ 2-3% อย่างแน่นอน ซึ่งถือเป็นค่าเฉลี่ยผลตอบแทนที่ธนาคารสามารถรับได้ และเชื่อว่าเป็นประโยชน์ต่อธนาคาร
‘ที่เราทำแบบนี้ เพราะเรามั่นใจว่ารับความเสี่ยงได้ แล้วมันคุ้มค่า เพราะก่อนหน้านี้เราพิจารณาจากหลักทรัพย์ค้ำประกัน สมมติว่าผู้ประกอบการเอาที่ดินแปลงหนึ่งมาวางไว้มูลค่า 100 บาท แต่พอเป็น NPL แล้วเอาไปขายจริง บางทีราคามันจะตกลงไป ขายได้เพียง 30 บาท และทั่วไปปล่อยสินเชื่อ 100 คนก็ไม่มีทางเจ๊งทั้ง 100 คนได้ โดยสถิติ NPL พอร์ตของสินเชื่อเอสเอ็มอีทั้งตลาดอยู่ที่ 4-5% แต่สำหรับสินเชื่อไม่มีหลักประกัน อย่างโหดสุด NPL ก็น่าอยู่ที่ 7-8% ซึ่งเรามีความเสี่ยงแค่ครึ่งเดียวจาก บสย. เราก็เหลือ 4% แต่ดอกเบี้ยเราคิด 7-8% คิดแล้วก็ยังได้ 4%เป็นกำไร ดังนั้นรายได้เรายังคลอบคลุมกับสิ่งที่เสียไป’
การคิดแบบนี้อาจจะดูเหมือนไม่ยากนักในการที่จะควบคุม NPL แถมมีผลตอบแทนที่ดีอีกด้วย แต่อีกนัยหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าเป็นเพราะการมีคู่หูช่วยรับหนี้เน่าเป็นหนังหน้าไฟแทนต่างหาก กลัวก็แต่ในอนาคตจะกลายเป็นเหมือนกับการให้ท้ายผู้ประกอบการมากกว่า ตาดีก็ยังอุดช่องโหว่ได้ ตาร้ายหวั่นจะเอาตัวไม่รอดทั้งธนาคารและทั้งลูกหนี้
ข้ามฟากมาที่แบงก์ใหญ่สีเขียว ผู้ได้รับการยกให้เป็นแชมป์ที่มีสวนแบ่งทางการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) สินเชื่อเอสเอ็มอีอันดับ 1 ที่ระดับ 27% ก่อนหน้านี้เองเคยออกแคมเปญบริการสินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือ KBANK SME Klean Credit สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ยังไม่มีความพร้อมในการหาหลักทรัพย์มาค้ำประกันสินเชื่อมาแล้ว โดยมีวงเงินกู้ตั้งแต่ 5 แสนบาทถึง 4 ล้านบาท โดยผู้กู้สามารถเลือกระยะเวลาผ่อนชำระได้ 24, 30 หรือ 36 เดือน และยังสามารถเลือกกู้เป็นวงเงินกู้ (Loan) ได้ 90 – 100% ของวงเงินสินเชื่อใหม่ทั้งหมด หรือเลือกเป็นวงเงินกู้เบิกเกินบัญชี (O/D) ส่วนหนึ่งไม่เกิน 10% ของวงเงินสินเชื่อ สำหรับอัตราดอกเบี้ยวงเงินกู้ (Loan) จะคิด MRR + 5% ถึง MRR + 9% หรือ 11.0-15.0% ขึ้นอยู่กับวงเงินกู้ ส่วนวงเงินกู้เบิกเกินบัญชี (O/D) จะคิดอัตราดอกเบี้ย MRR + 7% ถึง MRR + 11% หรือ 13.0-17.0% ตามวงเงินกู้เช่นกัน
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่จะใช้บริการสินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ ต้องเป็นนิติบุคคลจดทะเบียน และประกอบธุรกิจมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการค้าส่ง การค้าปลีก การผลิต และการบริการ ขณะที่ในปัจจุบัน KBANK มีระดับ NPL เอสเอ็มอีอยู่ที่ประมาณ 3.5 – 4% แม้ว่าในปีนี้จะยังไม่ได้ออกโครงการที่ใช้คำว่า ‘ไม่มีหลักประกัน’ ก็ตามธนาคารส่วนใหญ่กล้าเปิดลู่ทางในการทำมาหากินแบบนี้แล้ว เชื่อว่าผู้ประกอบการสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกันรายใหม่คงจะทยอยเข้ามาในเกมกลยุทธ์นี้กันมากขึ้น ดังนั้นรูปแบบการแข่งขันน่าจะรุนแรงขึ้นตามไปด้วย
แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องพัฒนาตัวเองให้ก้าวไปเกาะกุมใจ หรือสร้างความมั่นใจแก่ธนาคารผู้ให้สินเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญ ขณะที่ธนาคารเองต้องจัดการความเสี่ยงของสินเชื่อแบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันให้ได้ เพราะมีมากกว่าสินเชื่อประเภทอื่น ดังนั้นการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุมมากยิ่งขึ้นจึงเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งนอกจากผู้ประกอบการจำเป็นที่จะต้องมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย นโยบายและวิธีการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุมแล้ว ฐานลูกค้าก็ต้องมีปริมาณมากพอในการสามารถทำให้ต้นทุนในการบริหารความเสี่ยงต่อหน่วยต่ำ ซึ่งย่อมส่งผลต่อรายได้ในระยะยาวได้

ที่มา efinancethai

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *