บทความโตโร่

หัวใจตลาดหุ้นไทย

บทความเขียนโดย

 

ช่วงนี้หันไปทางไหนก็มีคนบ่นเรื่องเศรษฐกิจฝืดเคือง เงินเฟ้อต่ำ GDP ขยายตัวลดลง แต่ค่าเงินแข็งปึ๊ก หลายคนกลัวว่าจะเกิดวิกฤตในตลาดหุ้นก็เทขายหุ้นออกไปจนหมดเกลี้ยง บางคนก็ยังจดๆ จ้องๆ ไม่กล้าซื้อหุ้น หรือไม่กล้าลงทุน ข่าวร้ายๆ ที่ออกมามันสะกดให้นักลงทุนหลายคนจิตตก กังวลกันไป แต่มีหลายๆ ครั้งสิ่งที่กลัวไม่เกิด สิ่งที่เกิดไม่มีใครคาดคิด

 

ส่วนตัวผมเองแล้วคิดเสมอว่าตลาดหุ้นมันก็คล้ายกับมหาสมุทร ที่มีคลื่นลมตลอดเวลา มีฝน มีพายุ บ้างในบางช่วง แต่พอฟ้าสว่าง ความผันผวนก็จางหายไป ฝูงนกทะเลก็โบกเบินเช่นเคย เหมือนกันตลาดหุ้นนั่นแหละครับ เวลาหุ้นลงหนักๆ นักลงทุนก็มักจะตกใจเทขายกัน บางคนล้างพอร์ต เพราะไม่รู้ว่าจะลงไปอีกเยอะมั้ย บางคนบอกต้องมีวินัย cut loss กันให้วุ่นวาย สุดท้าย ตลาดดีดกลับมาเท่าเดิม จนหลายคนก็รู้สึกท้อว่าจังหวะไม่ได้สักที ผมก็มักจะเปรียบเทียบกับชาวประมงที่ต้องออกเรือไปจับปลาในทะเล ชาวประมงมักจะรู้จังหวะเวลาที่จะเอาเรือออก นักลงทุนในตลาดหุ้นก็ต้องมีทักษะบางอย่างเหมือนนักประมงที่เวลาไหนควรจะซื้อหุ้น จะได้จับปลาเข้าฝั่งอย่างใจหมาย

 

นักลงทุนบางคนก็อาจจะดูกระแสเงินต่างชาติ ว่าเข้ามาซื้อหุ้นเยอะมั้ยในแต่ละช่วง หรือดูการขายชอร์ตหุ้นบ้าง ผมคิดว่าอยู่ที่ความถนัดของนักลงทุนแต่ละคนไป เพราะชาวประมงเองหลายคนก็มีสกิลที่แตกต่างกัน ผมเองดูหลากหลายสัญญาณ หนึ่งในนั้นคือสถิติเดิมของตลาดหุ้น จะว่าไปแล้วมันก็คือหัวใจของตลาดนั่นเอง ว่าที่ผ่านมานักลงทุนเค้าเล่นกันยังไง บางทีมันเล่นแบบเดิมซ้ำๆ เป็นวงจร จะว่าเป็นวัฎจักรก็ดูจะถูกต้อง ผมคิดว่าสถิติมีความสำคัญกับตลาดหุ้นมากพอควร เพราะ มันเป็นอะไรที่ผ่านมาแล้ว ประสบการณ์ที่ผ่านมามันเป็นสิ่งที่สอนให้นักลงทุนเรียนรู้ว่าอะไรควรไม่ควร ผมจึงมักจะวนเวียนอยู่กับสถิติเสมอๆ อาจจะด้วยตนเองจบทางด้านวิศวกรรมด้วย เพราะชอบเรื่องตัวเลข การคำนวณ สถิติ ความน่าจะเป็น ทฤษฏีทั้งหลายแหล่ที่ได้เรียนมาเมื่อยังเยาว์จึงเป็นพื้นฐานด้านการเทรดหุ้นเป็นอย่างดี

 

วันนี้ผมจะนำเอาหัวใจตลาดมาให้นักทุนได้เข้าใจกัน เอาแบบผิวเผิน แบบหลักกว้างๆ เพื่อพอจะมีประโยชน์ในการตัดสินใจเข้าซื้อขายหุ้นกับนักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดบ้าง หัวใจตลาดหุ้นที่ผมว่าคือ การวิเคราะห์การขึ้นลงของดัชนีหุ้นไทย หรือ SET Index ที่ช่วงที่ผ่านมา เป้าหมายคือ อยากรู้ว่าโดยเฉลี่ยแล้วบวก ลบ กี่จุด ขึ้นสุด มากสุด กี่จุด ทั้งนี้ข้อมูลมันเยอะตั้งแต่ปี 1974 ผมจึงขอสรุปเป็นภาพรายเดือนมาให้นักลงทุนได้ทราบกัน

 

รูปด้านล่างคือการขึ้น หรือลง ของดัชนีหุ้นไทยในแต่ละเดือนตั้งแต่ปี 1974 – 2019 ปัจจุบัน (อันนี้คือค่าเฉลี่ยบวกลบรายเดือน) เราจะพบว่าโดยเฉลี่ยแล้วอยู่ราวๆ -5 ถึง +5 จุด ในแต่ละเดือน อาจจะมีบางช่วงบางตอนที่ -20 ถึง +20 จุด นั่นหมายความว่าในแต่ละช่วงแต่ละเดือน ตลาดมันก็จะขึ้นๆ ลงๆ อยู่แบบนี้ เหมือนคลื่นในทะเลที่ผมบอกในตอนต้น ใครเข้าใจภาพนี้แล้วจะเข้าใจสัจจะธรรมการลงทุนทันทีว่า ไม่มีหุ้นใดจะขึ้นได้ตลอด และตลาดหุ้นไม่สามารถบวกได้ตลอดมันต้องมีช่วงลง เพราะฉะนั้นหัวใจของมันคือ เมื่อเราเข้าใจตลาดแล้ว ช่วงที่หุ้นลงหนักๆ ช่วงนั้นอาจจะเป็นเวลาให้เราเข้าซื้อ พอหุ้นดีดขึ้นเยอะๆ ก็เป็นจังหวะให้ขายออกไป อันนั้นนักเทรดจะรู้ดี คนที่เทรดจนช่ำชองในตลาดมักจะมีสัญชาตญาณดิบในการจับสัญญาณพวกนี้ได้ไวกว่านักลงทุนมือใหม่ๆ มาก

 

ส่วนภาพด้านล่างนี้ เป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้เราเข้าใจว่าความผันผวนในตลาดหุ้นเป็นอย่างไร ในบางเดือนนั้นตลาดหุ้นสามารถดำดิ่งลดแรงถึงขั้นขาดทุนหนัก บักโกรก ชนิดที่ว่างเจ๊งหุ้นไปได้เลย จะเห็นผมวงกลมสีแดงๆ เอาไว้มีช่วงวิกฤติต่างๆ ให้เห็น หุ้นเดือนนั้นสามารถดิ่งเกินกว่า 100 สุด ได้ เราจะพบว่าในช่วงหลังๆ มานี้ตลาดก็จะผันผวนสูงขึ้น ติดลบบ่อยขึ้นแบบลงลึกๆ ดังจะเห็นในต้นปี 2019 ที่ผ่านมา มันก็จะมีรอบของมัน เพราะฉะนั้นท่องเอาไว้ หัวใจของตลาดหุ้นคือ เข้าใจสภาวะความผันผวนของมันแล้ว ปรับตัวไปกับมันให้ได้ แบบชาวประมง ยังไงซะชาวประมงก็ไม่สามารถอยู่บนบกได้ตลอด ต้องออกเรือหาปลาในทะเล จึงหลีกเลี่ยงคลื่นลมไม่พ้นฉันใด นักลงทุนในตลาดหุ้นก็หนีไม่พ้นความเสี่ยงฉันนั้น ท่านอาจจะเคยได้ยินเสมอโฆษณากองทุนรวมต่างๆ ออกมาบอกว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง ให้นักลงทุนศึกษาอย่างเข้าใจ …” ผมคิดว่าเกินกว่าครึ่งไม่เข้าใจหรอก เพราะ ส่วนใหญ่ก็มักจะถูกชวนให้ซื้อหุ้นโดยคาดหวังว่าจะบวกๆ อย่างเดียว

 

บางคนอ่านมาถึงตรงนี้ก็เริ่มกลัว อย่าเพิ่งกลัวไปครับ เมื่อมีความเสี่ยงมันก็มีผลตอบแทน รูปด้านล่างผมเอาการปรับตัวขึ้นมากสุดในแต่ละเดือนมาให้ดูบ้าง เพื่อให้เข้าใจว่ารอบๆ ที่หุ้นขึ้นลงนั้นกำไรก็มีเช่นเดียวกัน เราจะพบว่าหุ้นขึ้นมาสุดอยู่ 80 จุด แต่ส่วนมากก็จะอยู่ราวๆ 20-30 จุด ถือว่าหรูแล้วนะครับ (โดยเฉลี่ยในแต่ละเดือน) เห็นรูปนี้เราจะเข้าใจถึงหัวใจตลาดว่าไอ้ตอนขึ้นเนี่ยมันขึ้นไม่เยอะหรอก ขึ้นไม่แรงมาก แต่ตอนลงเนี่ยหนัก

ใครอยากได้ข้อมูลละเอียดยิบมากขึ้นกว่านี้ ติดต่อเข้ามาทางสถาบันได้ เรามีสถิติของตลาดที่สำคัญที่เอาไว้ใช้ประกอบการตัดสินใจว่าช่วงนี้ควรซื้อ หรือควรขายไปหรือยัง แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าครับ