บทวิเคราะห์หุ้น

หุ้นธนาคาร 2553

8 หุ้นแบงก์อวดงบQ1พุ่งเฉียด 27%?? *กูรูเชียร์ KBANK- SCB- BBL

หุ้นแบงก์ทยอยโชว์ผลงาน ไตรมาส 1/2553 โต 26.97 % กำไรพุ่งรวม 16,933.85 ลบ. จาก 13,336.57 ลบ.ในปีก่อน ดาวจรัสของกลุ่มอวดกำไรเจ๋งสุดยกให้ KK กำไรเพิ่มขึ้น 116.10 % ส่วน ACL กำไรน้อยสุด 0.34% ด้านโบรกฯ หวั่นQ2/53 มีโอกาสชะลอตัวลง เหตุการเมืองกระทบ ทำความมั่นใจภาคธุรกิจลดลง บั่นทอนความสามารถในการชำระหนี้ บล.พัฒนสิน เชื่อเป็นจังหวะทยอยซื้อสะสมระยะยาว ชู KBANK- SCB- BBL

ทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2553 ออกมาแล้วสำหรับหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งโดยส่วนใหญ่กำไรปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน หลังจากการตั้งสำรองหนี้ลดลงรวมถึงรับรู้รายได้จากค่าธรรมเนียมต่างๆ โดยเฉพาะรายได้เงินปันผลรับจากกองทุนวายุภักษ์ ขณะที่ฐานทางการเงินยังคงแข็งแกร่ง แต่แนวโน้มของผลประกอบการดังกล่าวในไตรมาสต่อไปจะยังคงเติบโตต่อเนื่องได้ หรือไม่ คงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเหตุการณ์ทางการเมืองยังกดดันบรรยากาศการลงทุน
สำรวจความเคลื่อนไหวราคาหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ พบว่า ราคาหุ้นส่วนใหญ่ปรับเพิ่มขึ้นได้ โดยธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นค่อนข้างแรง โดย ปิดการซื้อขายวานนี้ (20 เม.ย.2553) อยู่ที่ 91.50 บาท เพิ่มขึ้น 6.25 บาท หรือ 7.33% มูลค่าการซื้อขาย 1,826.17 ล้านบาท ขณะที่ราคาหุ้น ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL ปิดที่ 123 บาท เพิ่มขึ้น 6 บาท หรือ 5.13% มูลค่าการซื้อขาย 1,195.54 ล้านบาท ส่วนราคาหุ้น ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB อยู่ที่ 86.25 บาท เพิ่มขึ้น 4.25 บาท หรือ 5.18% มูลค่าการซื้อขาย 1,263.84 ล้านบาท

บล.พัฒนสิน แนะถือยาว KBANK- SCB- BBL
บริษัทหลักทรัพย์พัฒนสิน ได้คาดการณ์ หุ้นกลุ่มธนาคารฯ ว่าจะรายงานกำไรสุทธิงวดไตรมาส 1/2553 ออกมาแข็งแกร่ง โดยคาดว่ากำไรสุทธิของกลุ่มจะเติบโต 7% เมื่อเทียบกับกับปีที่ผ่านมา และ 3% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เป็น 23.4 พันล้านบาท โดยแรงผลักดันหลักจะมาจาก การตั้งสำรองหนี้ลดลงการรับรู้รายได้เงินปันผลรับจากกองทุนวายุภักษ์ที่ เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาและไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และรายได้ค่าธรรมเนียมที่เติบโตดีเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนตามปกติ
Nomura ได้ปรับลดประมาณการการเติบโตของ GDP ไทยในปี 2553 ลง 0.5% จาก 3.8% เหลือ 3.3% (กรณี base case ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะเกิด 60%) แต่ยังคงคาดการณ์การเติบโตของ GDP ปี 2554 ที่ 5% ดังนั้น จากสมมติฐานดังกล่าวประมาณการการเติบโตของสินเชื่อและกำไรสุทธิปี 2553 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทยอาจลดลงประมาณ 1% และ0.5-1% ตามลำดับ ในขณะเดียวกัน ในสมมติฐานกรณี bad case (ความเป็นไปได้ที่จะเกิด 15%) ของ Nomura ที่คาดว่าจะอัตราการเติบโตของ GDP ปี 2553 จะลงลง 2.3% เหลือ 1.5%
เราประเมินว่าประมาณการการเติบโตของสินเชื่อและกำไรสุทธิปี 2553 ของกลุ่มธนาคารอาจปรับลดลงประมาณ 4% และ 2-4% ตามลำดับ โดยก่อนหน้านี้ Nomura คาดว่า GDP ไทยจะเติบโต 3.8% (ในกรณี good case ซึ่งมีความเป็นไปได้ 60%) ซึ่งยังถือว่าต่ำกว่าประมาณการของ consensus ที่คาดไว้ที่ 4.1-4.7% อยู่ค่อนข้างมาก ซึ่งจากการศึกษาของเรา การเติบโตของสินเชื่อต่อการเติบโตของGDP โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 1.8 เท่า ขณะที่การเติบโตของสินเชื่อที่ลดลงทุกๆ 1% จะส่งผลให้กำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารในปี 2553 ลดลงประมาณ 0.5-1% เราประมาณการการเติบโตของสินเชื่อของธนาคารไทยไว้ที่ +7%และการเติบโตของกำไรสุทธิไว้ที่ +16% สำหรับปี 2553 ซึ่งเป็นความสามารถในการทำกำไรที่ มีแนวโน้มดีกว่าปี 2552 ที่ GDP ปรับลดลง 2.3%
ทั้งนี้อาจจะเร็วเกินไปที่จะปรับประมาณการการเติบโตของสินเชื่อและกำไรสุทธิ ของกลุ่มธนาคารในขณะนี้ เว้นแต่จะเห็นทิศทางทางการเมืองจะมีความชัดเจนมากกว่านี้ อย่างไรก็ดีผลกำไรสุทธิของธนาคารพาณิชย์ทั้ง 10 แห่งที่ทำการศึกษาจะยัง
บทวิเคราะห์ยังระบุอีกว่า อัตราการเติบโตของสินเชื่อของ KTB อาจได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มฯ โดยปัจจัยหลักๆ เป็นผลจากความเสี่ยงของความล่าช้าในการใช้จ่ายของภาครัฐและในกระบวนการเบิก ใช้งบประมาณจากภาครัฐ เนื่องจาก KTB มีสัดส่วนสินเชื่อภาครัฐสูงสุดในกลุ่มฯ อยู่ที่ประมาณ 13-15% ของสินเชื่อรวมของธนาคาร
อย่างไรก็ตามแนวโน้มระยะสั้น เราคาดว่าราคาหุ้นกลุ่มธนาคารจะยังมี downside risks ต่อไป จากความเสี่ยงทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นและยังไม่เห็นทางออกที่ชัดเจน แต่มองว่าหากราคาหุ้นปรับลดลงแรงเกินไป ขณะเดียวกันปัจจัยพื้นฐานและการทำกำไรของกลุ่มฯ ยังแข็งแรง โดยเฉพาะหากราคาหุ้นกลุ่มธนาคารปรับลดลงมาซื้อขายที่ระดับไกล้เคียง P/BV ที่ 1.3 เท่า ซึ่งสะท้อนระดับ -0.5 SD และเป็นระดับ P/BV ต่ำสุดเดิม นับจากช่วงประมาณปลายปี 2552 หรือมีการซื้อขายที่ระดับ Discount เกินกว่า 25% (+/-) เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของธนาคารในภูมิภาค (ปัจจุบัน discount อยู่ที่ -17%,ดู Exhibit 3) ซึ่งเราเชื่อว่าจะเป็นระดับที่ Downside risk ค่อนข้างจำกัด และน่าจะเป็นเป็นโอกาสดีในการเข้าทยอยซื้อสะสมหุ้นกลุ่มแบงก์เพื่อการลงทุน ระยะยาว 6-12 เดือน โดยแนะนำ KBANK -SCB- BBL

TMB อวดกำไรQ1/53 ขยับ 2.7% เหตุคุณภาพสินทรัพย์แข็งแกร่ง-มีระดับเงินกองทุนสูงขึ้น
นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย จำกัด(มหาชน) หรือ TMB เปิดเผยถึง ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2553 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 707 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7 เทียบกับกำไรสุทธิจำนวน 688 ล้านบาท ในไตรมาส 4 /2552 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 62.0 เมื่อเทียบกับกำไรสุทธิจำนวน 436 ล้านบาทในไตรมาส 1/ 2552 ทั้งนี้เนื่องจากสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) และสินทรัพย์รอการขายของบริษัทปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้วและ ไตรมาส1/2552 โดยธนาคารมีสินเชื่อด้อยคุณภาพลดลงเหลือ 52,727 ล้านบาท จาก 54,095 ล้านบาทในไตรมาสที่แล้ว และจาก 73,957 ล้านบาทในไตรมาส 1/2552 จากการจัดการสินเชื่อด้อยคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้สัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพลดลงเหลือร้อยละ 12.1 จากร้อยละ 12.7 ในไตรมาสที่แล้วและร้อยละ 16.0 ในไตรมาส 1/2552 ส่วนสินทรัพย์รอการขายก็ได้ลดลงเหลือเพียง 9,887 ล้านบาท จาก 11,132 ล้านบาทในไตรมาสที่แล้วและจาก 17,026 ล้านบาทในไตรมาส 1/2552 ทำให้สัดส่วนสินทรัพย์รอการขายต่อสินทรัพย์ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 1.8
สำหรับงบการเงินของธนาคารยังคงมีสภาพคล่องสูง โดยเงินสด รายการระหว่างธนาคารและเงินลงทุนในไตรมาส 1 ปี 2553 มีสัดส่วนร้อยละ 33.8 ของสินทรัพย์ที่ก่อ
ให้เกิดรายได้ เทียบกับร้อยละ 29.3 ในไตรมาส 4/2552 สัดส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินฝากลดลงเหลือร้อยละ 88.4 จากร้อยละ 90.3 ในไตรมาส 4/2552 ธนาคารมีโครงสร้างเงินฝากที่แข็งแกร่ง โดยมีเงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 52.1 ของเงินฝากทั้งสิ้น เพิ่มจากร้อยละ 49.5 ในไตรมาส 4/ 2552
นอกจากนี้ธนาคารยังดำรงเงินกองทุนตามกฎหมายในระดับสูง โดยมีเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงในไตรมาสนี้อยู่ที่ร้อยละ 16.4 จากร้อยละ 17.1 ในไตรมาส 4 ของปี 2552 ซึ่งสูงกว่าอัตราขั้นต่ำร้อยละ 8.50 ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

KBANK โชว์กำไรโค้งแรก 4.36 พันลบ.
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยถึง ผลการดำเนินงานก่อนการสอบทานสำหรับไตรมาส 1/2553 ว่าธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 4,364 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.99 % เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2552 ที่มีกำไรสุทธิ 3,668 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 14.85 % เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2552 ที่มีกำไรสุทธิ 3,800 ล้านบาท
โดยรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งรายได้ค่าเบี้ยประกันภัยรับสุทธิที่เพิ่มขึ้นจากการขยายการลงทุนใน บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด ซึ่งหากไม่รวมงบการเงินของบริษัทในกลุ่มบริษัท เมืองไทย กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเติบโตเพิ่มขึ้น 1,340 ล้านบาท หรือคิดเป็น 23.62% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2552 และ 119 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1.72% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2552 ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การทำธุรกิจที่มุ่งเพิ่มรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ทั้งนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยยังคงรักษาอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ สุทธิ (NET INTEREST MARGIN : NIM) อยู่ที่ระดับ 3.66% ใกล้เคียงกับไตรมาส 4 ปี 2552 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 3.68%
ณ วันที่ 31 มีนาคม 2553 ธนาคารและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวม 1,422,290 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2552 จำนวน 63,758 ล้านบาท หรือ 4.69% โดยเงินให้สินเชื่อมีจำนวน 962,646 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2.04% และมีเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (% NPL GROSS) อยู่ที่ระดับ 3.51% ลดลงจากสิ้นปี 2552 ที่อยู่ที่ระดับ 3.76 % นอกจากนี้ มีเงินรับฝากรวมจำนวน 1,007,936 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2552 ถึง 3.33% สำหรับอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยง ณ วันที่ 31 มีนาคม 2553 อยู่ในระดับที่ 15.03% ขณะที่สิ้นปี 2552 อยู่ที่ 15.19%

ACL ยิ้มร่ากำไรQ1/53 พุ่ง 13.5%
นายธงชัย อานันโทไทย กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคาร สินเอเซีย จำกัด(มหาชน) หรือ ACL เปิดเผยว่า ผลประกอบการงวดไตรมาส 1/2553 ของธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 1/2553 จำนวน 109.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.1 ล้านบาท หรือร้อยละ 13.5 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิในไตรมาสดังกล่าวจำนวน 532 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยในไตรมาส 1/2553 มีจำนวน 77.2 ล้านบาท ลดลง 176 ล้านบาท หรือร้อยละ 69.5 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
สาเหตุหลักเนื่องจากการลดลงของกำไรจากเงินลงทุน กำไรจากการขายสินทรัพย์และรายได้จากหนี้สูญรับคืน จำนวน 70 ล้านบาท 59.4 ล้านบาท และ 35.7 ล้านบาท
ตามลำดับแต่ทั้งนี้มีรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการเพิ่มขึ้น 6.4 ล้านบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ยในไตรมาส 1/ 2553 มีจำนวน 315.6 ล้านบาท ลดลง 36.8ล้านบาท หรือร้อยละ 10.4 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนเนื่องจากค่าใช้จ่ายพนักงาน ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาคาร สถานที่และอุปกรณ์ ค่าใช้จ่ายภาษีอากร และมีค่าใช้จ่ายสำหรับค่าเผื่อการลดราคาของสินทรัพย์อื่น ลดลง 7.5 ล้านบาท 10.4 ล้านบาท 8.8 ล้านบาท และ14.6 ล้านบาท ตามลำดับ
อย่างไรก็ตามในไตรมาส1/2553 ธนาคารมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการยกเลิกสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยต่างสกุล ก่อนครบกำหนด จำนวน 19.7 ล้านบาท ขณะที่หนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญและขาดทุนจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ในไตร มาส 1/2553 มีจำนวนสุทธิ 148 ล้านบาท ลดลง 139.7 ล้านบาท หรือร้อยละ 48.6 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ในภาพรวมธนาคารได้ตั้งสำรองในอัตราที่เกินกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดไว้

เรื่องที่คุณอาจสนใจ  นักลงทุนรายใหญ่ เสี่ยยักษ์ ตอน 17

KK ยิ้มแก้มปริโค้งแรกกวาดกำไร 819 ลบ.
ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) หรือ KK เปิดเผยว่า ไตรมาส 1/ 2553 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิเท่ากับ 819 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 116.1 เมื่อเทียบกับกำไรสุทธิจำนวน 379 ล้านบาทในไตรมาส 1/2552 เป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 40.6 จากรายได้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.3 ขณะที่ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลดลงถึงร้อยละ 28.2 ตามอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ยืมที่ลดลงในภาวะอัตราดอกเบี้ยขาลง ตั้งแต่ต้นปี 2552 ประกอบกับระยะเวลาเฉลี่ยของเงินฝากและเงินกู้ยืมของธนาคารค่อนข้างยาว ทำให้ธนาคารยังคงได้ประโยชน์จากการระยะเวลาการครบกำหนดในการปรับอัตรา ดอกเบี้ย (repricing) ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของเงินให้สินเชื่อที่ยังอยู่ในระดับสูงที่ ร้อยละ 5.6 สูงกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่ร้อยละ 4.2
จากความสำเร็จในการควบคุมและรักษาคุณภาพสินทรัพย์ ปริมาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) มีจำนวน 5,268 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.42 ของสินเชื่อรวมรวมตามเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดลงจาก 5,442 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.64 ของสินเชื่อรวม ณ สิ้นปี 2552 ทำให้ธนาคารมีการโอนกลับหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญจำนวน 54 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อและหนี้ปรับโครงสร้าง อย่างไรก็ดี ธนาคารได้ตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญส่วนของสำรองทั่วไปจำนวน 158 ล้านบาท เพื่อเพิ่มอัตราส่วนการตั้งสำรองต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เป็นร้อยละ 75.1 อยู่ในระดับใกล้เดียวกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิหลังหักหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้นร้อย ละ 20.3
ด้านรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 274.2 เป็นผลจากกำไรจากการขายทรัพย์สินรอการขายจำนวน 303 ล้านบาท จากการขายทรัพย์สินรอการขายมูลค่า 947 ล้านบาท รายได้ค่านายหน้าธุรกิจหลักทรัพย์จำนวน 68 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 52.0 และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการจำนวน 187 ล้านบาทเพิ่มขึ้นร้อยละ 41.6 สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.3 ตามจำนวนสาขาและพนักงานที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และค่าใช้จ่ายเงินสมทบสถาบันคุ้มครองเงินฝากเพิ่มขึ้นตามปริมาณเงินฝากที่ เพิ่มขึ้น

บล.เคที ซีมิโก้ แนะซื้อ KK ให้เป้าราคา 34 บ.
บริษัทหลักทรัพย์ เคที ซีมิโก้ ระบุว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2553 ของ KK ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์และ Consensus ไว้ถึง 96% แม้แนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2553 มีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวลงตามการลดลงของรายได้ธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ แต่ด้วยกำไรไตรมาส1/2553 ที่ดีกว่าคาดอย่างมีนัยและคิดเป็น 40% ของประมาณการกำไรทั้งปี 2553 ที่เราคาดไว้ที่ 2.02 พันล้านบาท อีกทั้งแนวโน้มรายได้ดอกเบี้ยที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากหน่วยลงทุนที่จะกลับ มาสร้างผลกำไรในครึ่งปีหลัง
อีกทั้งหากไม่รวมการรับชำระคืนหนี้ก้อนใหญ่ 400 ล้านบาท ในไตรมาส4/2552 พบว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) เพิ่มขึ้น 20 bps เป็น 5.2% ในไตรมาส 1/2553 เพราะต้นทุนเงินทุนที่ลด 30bps ช่วยลดผลกระทบจากการลดลงของผลตอบแทนสินเชื่อธุรกิจอื่นที่ไม่ใช่ธุรกิจเช่า ซื้อรถยนต์ ประกอบกับธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ซึ่งคิดเป็น 50% ของพอร์ตสินเชื่อรวมของ KK มีอัตราเติบโต 5.3%เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งยังให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 30bps เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา แม้การแข่งขันในธุรกิจนี้จะรุนแรงขึ้น ซึ่งเราเชื่อว่าน่าจะเป็นผลจากการเน้นปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มือสองใน ตลาดต่างจังหวัดที่ให้ผลตอบแทนสูง ดังนั้นทำให้เรายังคงคำแนะนำ ?ซื้อ? ด้วยมูลค่าพื้นฐาน 34 บาท (PBV 0.93 เท่า)

TISCO เผยกำไรไตรมาสแรกปีนี้พุ่งเป็น 712.279 ลบ.
บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)(TISCO)เปิดเผยว่า มีกำไรสุทธิจากผลการดำเนินงานเฉพาะกิจการในไตรมาส 1ปี 2553 จำ นวน 72.70 ล้ านบาท ซึ่ง
ส่วนใหญ่ มาจากรายได้ค่ าธรรมเนียมบริ การจากบริษัทย่อยในกลุ่มแต่เนื่องจากบริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding
Company) และไม่มีการประกอบธุรกิจหลักอื่นใด ดังนั้นผลการดำเนินงานและฐานะการเงินที่ใช้ในการวิเคราะห์ จึงเป็นงบการเงินรวมของกลุ่มทิสโก้ ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มธุรกิจหลัก 2 กลุ่ม คือ กลุ่มธุรกิจธนาคารพาณิชย์และกลุ่มธุรกิจหลักทรัพย์
ทั้งนี้กลุ่มทิสโก้มีผลกำไรก่อนผู้ถือหุ้นส่วนน้อยในไตรมาส 1/ 2553 จำนวน 712.279 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2552 อยู่ที่ 453.968 การเพิ่ ม ขึ้นอย่างมากของผลกําไรนี้เป็นผลมาจากรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิที่ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 40.3 ตามการขยายตัวของสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อรายย่อยซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.8 และการปรับตัวสูงขึ้นของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของเงินให้สินเชื่อจากร้อยละ 4.1 เป็นร้อยละ 5.3 ในขณะที่รายได้ที่ มิใช่ดอกเบี้ยอยู่ที่ 792.10 ล้ านบาท เพิ่มขึ้ นอย่างมากเมื่อ เทียบกั บไตรมาสเดีย วกันในปีก่อนถึ ง 264.42 ล้า นบาท (ร้อยละ 50.1) จากการเพิ่มขึ้นของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจากธุรกิจธนาคารพาณิชย์ซึ่งเพิ่ม ขึ้นถึงร้อยละ 38.4 ตาม

SCIB โชว์กำไรQ1/53 โต 1.11 พันลบ.
นายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารนครหลวงไทย จํากัด (มหาชน) หรือ SCIB เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1
สิ้นสุด 31 มีนาคม 2553 ธนาคารมีกำไรสุทธิ จำนวน 1,115 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับผลการดำเนินงานของธนาคารสำหรับไตรมาสที่ 1/2552 ซึ่งมีกำไรสุทธิ จำนวน
651 ล้านบาท ธนาคารมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น จำนวน 464 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 71
ทั้งนี้ งบการเงินเฉพาะธนาคาร มีกำไรสุทธิก่อนการกันสำรองหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญและก่อนภาษีเงินได้ นิติบุคคล จำนวน 2,069 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบ
กับไตรมาสที่ 1 ของปี 2552 ที่มีกำไรสุทธิก่อนการกันสำรองฯ และก่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล จํานวน 1,736 ล้านบาท เพิ่มขึ้น จำนวน 333 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 19 ส่วนหนึ่งเกิด

จากการปรับปรุงลดรายการประมาณการหนี้สินที่ตั้งไว้เดิมและเกินความจำเป็น จำนวน 265 ล้านบาท มีผลให้ค่าใช้จ่ายธนาคารลดลง ซึ่งค่าใช้จ่ายที่ลดลงดังกล่าวธนาคารได้นำไปใช้ในการกันสำรองหนี้สงสัยจะสูญ เพิ่มขึ้น โดยในไตรมาสแรกปีนี้มีการกันสำรองหนี้สูญและหนี้สงสัย จะสูญ จำนวน 801 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 1 ของปี 2552 จำนวน 386 ล้านาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 93

โบรกฯ ทำนายงบQ2/53 ชะลอตัว
นายวีระชัย ครองสามสี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ และรักษาการผู้บริหารสายงานฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟาร์อีสท์ จำกัด กล่าว คาดการณ์ผลประกอบการในไตรมาส 2/2553 ของธนาคารพาณิชย์มีโอกาสที่จะชะลอตัวลงจากไตรมาส 1/2553 เพราะได้รับผลกระทบจากการชุมนุนมของกลุ่มแนวแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จ การ(นปช.) หรือ กลุ่มเสื้อแดง ที่เริ่มชุมนุมร้อนแรงขึ้นช่วงต้นไตรมาส 2/2553 ทำให้ความมั่นใจในภาคธุรกิจลดลง และอาจจะกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้
“ผลประกอบการไตรมาส 2/53 น่าจะชะลอตัวลง โดยในชวง ก.พ.-มี.ค.ยอดการปล่อยสินเชื่อเติบโตดีชัดเจน แต่ไตรมาส 2/ 2553อาจจะได้รับผลกระทบจากการชุมนุม ความมั่นใจภาคธุรกิจด็อบลง ความสามารถในการชำระหนี้ลดลง แต่ราคาหุ้นกลุ่มแบงก์ ปรับตัวเพิ่มขึ้นตอบรับการคาดการณ์ไปแล้ว”นายวีระชัยกล่าว
ทั้งนี้ ราคาหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขยับขึ้นมา ตอบรับข่าวคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 1/2553 ที่คาดว่าจะออกมาเติบโตโดดเด่น โดยคาดว่าธนาคารที่จะประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2553 โดดเด่น คือ BAY KBANK และ KTB ซึ่งหากนักลงทุนสนใจ ควรหาจังหวะเข้าซื้อเมื่อราคาหุ้นอ่อนตัวลง

บริษัท??????????? กำไรQ1/53 (ลบ.)?????????? กำไรQ1/52 (ลบ .)?????????? เปลี่ยนแปลง??????????? %

TMB??????????? 706.84???????????????????????????? 436.17???????????????????????????? 270.67???????????????? 62.05
KBANK??????? 4363.91????????????????????????? 3799.76???????????????????????????? 564.15????????????????? 14.84
ACL????????????? 109.88???????????????????????????? 96.78???????????????????????????????? 13.1??????????????????? 0.34
KK???????????????? 818.68?????????????????????????? 378.84???????????????????????????? 439.84???????????????? 116.10
TISCO??????????? 712.27????????????????????????? 453.96????????????????????????????? 258.31????????????????? 56.90
SCIB??????????? 1115.49?????????????????????????? 651.05????????????????????????????? 464.44????????????????? 71.33
BBL????????????? 6032.48???????????????????????? 4868.63????????????????????????????? 1164.16???????????????? 23.91
KTB????????????? 3074.30??????????????????????? 2650.93???????????????????????????????? 423.37???????????????? 15.97

รวม???????????? 16933.85?????????????????????? 13336.57?????????????????????????????? 3597.28????????????????? 26.97

หุ้นแบงก์ทยอยโชว์ผลงาน ไตรมาส 1/2553 โต 26.97 % กำไรพุ่งรวม 16,933.85 ลบ. จาก 13,336.57 ลบ.ในปีก่อน ดาวจรัสของกลุ่มอวดกำไรเจ๋งสุดยกให้ KK กำไรเพิ่มขึ้น 116.10 % ส่วน ACL กำไรน้อยสุด 0.34% ด้านโบรกฯ หวั่นQ2/53 มีโอกาสชะลอตัวลง เหตุการเมืองกระทบ ทำความมั่นใจภาคธุรกิจลดลง บั่นทอนความสามารถในการชำระหนี้ บล.พัฒนสิน เชื่อเป็นจังหวะทยอยซื้อสะสมระยะยาว ชู KBANK- SCB- BBL

เรื่องที่คุณอาจสนใจ  ซันไชน์ คอร์เปอเรชั่น (SSE)

ทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2553 ออกมาแล้วสำหรับหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งโดยส่วนใหญ่กำไรปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน หลังจากการตั้งสำรองหนี้ลดลงรวมถึงรับรู้รายได้จากค่าธรรมเนียมต่างๆ โดยเฉพาะรายได้เงินปันผลรับจากกองทุนวายุภักษ์ ขณะที่ฐานทางการเงินยังคงแข็งแกร่ง แต่แนวโน้มของผลประกอบการดังกล่าวในไตรมาสต่อไปจะยังคงเติบโตต่อเนื่องได้ หรือไม่ คงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเหตุการณ์ทางการเมืองยังกดดันบรรยากาศการลงทุน
สำรวจความเคลื่อนไหวราคาหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ พบว่า ราคาหุ้นส่วนใหญ่ปรับเพิ่มขึ้นได้ โดยธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นค่อนข้างแรง โดย ปิดการซื้อขายวานนี้ (20 เม.ย.2553) อยู่ที่ 91.50 บาท เพิ่มขึ้น 6.25 บาท หรือ 7.33% มูลค่าการซื้อขาย 1,826.17 ล้านบาท ขณะที่ราคาหุ้น ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL ปิดที่ 123 บาท เพิ่มขึ้น 6 บาท หรือ 5.13% มูลค่าการซื้อขาย 1,195.54 ล้านบาท ส่วนราคาหุ้น ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB อยู่ที่ 86.25 บาท เพิ่มขึ้น 4.25 บาท หรือ 5.18% มูลค่าการซื้อขาย 1,263.84 ล้านบาท

***บล.พัฒนสิน แนะถือยาว KBANK- SCB- BBL
บริษัทหลักทรัพย์พัฒนสิน ได้คาดการณ์ หุ้นกลุ่มธนาคารฯ ว่าจะรายงานกำไรสุทธิงวดไตรมาส 1/2553 ออกมาแข็งแกร่ง โดยคาดว่ากำไรสุทธิของกลุ่มจะเติบโต 7% เมื่อเทียบกับกับปีที่ผ่านมา และ 3% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เป็น 23.4 พันล้านบาท โดยแรงผลักดันหลักจะมาจาก การตั้งสำรองหนี้ลดลงการรับรู้รายได้เงินปันผลรับจากกองทุนวายุภักษ์ที่ เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาและไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และรายได้ค่าธรรมเนียมที่เติบโตดีเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนตามปกติ
Nomura ได้ปรับลดประมาณการการเติบโตของ GDP ไทยในปี 2553 ลง 0.5% จาก 3.8% เหลือ 3.3% (กรณี base case ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะเกิด 60%) แต่ยังคงคาดการณ์การเติบโตของ GDP ปี 2554 ที่ 5% ดังนั้น จากสมมติฐานดังกล่าวประมาณการการเติบโตของสินเชื่อและกำไรสุทธิปี 2553 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทยอาจลดลงประมาณ 1% และ0.5-1% ตามลำดับ ในขณะเดียวกัน ในสมมติฐานกรณี bad case (ความเป็นไปได้ที่จะเกิด 15%) ของ Nomura ที่คาดว่าจะอัตราการเติบโตของ GDP ปี 2553 จะลงลง 2.3% เหลือ 1.5%
เราประเมินว่าประมาณการการเติบโตของสินเชื่อและกำไรสุทธิปี 2553 ของกลุ่มธนาคารอาจปรับลดลงประมาณ 4% และ 2-4% ตามลำดับ โดยก่อนหน้านี้ Nomura คาดว่า GDP ไทยจะเติบโต 3.8% (ในกรณี good case ซึ่งมีความเป็นไปได้ 60%) ซึ่งยังถือว่าต่ำกว่าประมาณการของ consensus ที่คาดไว้ที่ 4.1-4.7% อยู่ค่อนข้างมาก ซึ่งจากการศึกษาของเรา การเติบโตของสินเชื่อต่อการเติบโตของGDP โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 1.8 เท่า ขณะที่การเติบโตของสินเชื่อที่ลดลงทุกๆ 1% จะส่งผลให้กำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารในปี 2553 ลดลงประมาณ 0.5-1% เราประมาณการการเติบโตของสินเชื่อของธนาคารไทยไว้ที่ +7%และการเติบโตของกำไรสุทธิไว้ที่ +16% สำหรับปี 2553 ซึ่งเป็นความสามารถในการทำกำไรที่ มีแนวโน้มดีกว่าปี 2552 ที่ GDP ปรับลดลง 2.3%
ทั้งนี้อาจจะเร็วเกินไปที่จะปรับประมาณการการเติบโตของสินเชื่อและกำไรสุทธิ ของกลุ่มธนาคารในขณะนี้ เว้นแต่จะเห็นทิศทางทางการเมืองจะมีความชัดเจนมากกว่านี้ อย่างไรก็ดีผลกำไรสุทธิของธนาคารพาณิชย์ทั้ง 10 แห่งที่ทำการศึกษาจะยัง
บทวิเคราะห์ยังระบุอีกว่า อัตราการเติบโตของสินเชื่อของ KTB อาจได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มฯ โดยปัจจัยหลักๆ เป็นผลจากความเสี่ยงของความล่าช้าในการใช้จ่ายของภาครัฐและในกระบวนการเบิก ใช้งบประมาณจากภาครัฐ เนื่องจาก KTB มีสัดส่วนสินเชื่อภาครัฐสูงสุดในกลุ่มฯ อยู่ที่ประมาณ 13-15% ของสินเชื่อรวมของธนาคาร
อย่างไรก็ตามแนวโน้มระยะสั้น เราคาดว่าราคาหุ้นกลุ่มธนาคารจะยังมี downside risks ต่อไป จากความเสี่ยงทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นและยังไม่เห็นทางออกที่ชัดเจน แต่มองว่าหากราคาหุ้นปรับลดลงแรงเกินไป ขณะเดียวกันปัจจัยพื้นฐานและการทำกำไรของกลุ่มฯ ยังแข็งแรง โดยเฉพาะหากราคาหุ้นกลุ่มธนาคารปรับลดลงมาซื้อขายที่ระดับไกล้เคียง P/BV ที่ 1.3 เท่า ซึ่งสะท้อนระดับ -0.5 SD และเป็นระดับ P/BV ต่ำสุดเดิม นับจากช่วงประมาณปลายปี 2552 หรือมีการซื้อขายที่ระดับ Discount เกินกว่า 25% (+/-) เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของธนาคารในภูมิภาค (ปัจจุบัน discount อยู่ที่ -17%,ดู Exhibit 3) ซึ่งเราเชื่อว่าจะเป็นระดับที่ Downside risk ค่อนข้างจำกัด และน่าจะเป็นเป็นโอกาสดีในการเข้าทยอยซื้อสะสมหุ้นกลุ่มแบงก์เพื่อการลงทุน ระยะยาว 6-12 เดือน โดยแนะนำ KBANK -SCB- BBL

***TMB อวดกำไรQ1/53 ขยับ 2.7% เหตุคุณภาพสินทรัพย์แข็งแกร่ง-มีระดับเงินกองทุนสูงขึ้น
นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย จำกัด(มหาชน) หรือ TMB เปิดเผยถึง ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2553 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 707 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7 เทียบกับกำไรสุทธิจำนวน 688 ล้านบาท ในไตรมาส 4 /2552 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 62.0 เมื่อเทียบกับกำไรสุทธิจำนวน 436 ล้านบาทในไตรมาส 1/ 2552 ทั้งนี้เนื่องจากสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) และสินทรัพย์รอการขายของบริษัทปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้วและ ไตรมาส1/2552 โดยธนาคารมีสินเชื่อด้อยคุณภาพลดลงเหลือ 52,727 ล้านบาท จาก 54,095 ล้านบาทในไตรมาสที่แล้ว และจาก 73,957 ล้านบาทในไตรมาส 1/2552 จากการจัดการสินเชื่อด้อยคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้สัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพลดลงเหลือร้อยละ 12.1 จากร้อยละ 12.7 ในไตรมาสที่แล้วและร้อยละ 16.0 ในไตรมาส 1/2552 ส่วนสินทรัพย์รอการขายก็ได้ลดลงเหลือเพียง 9,887 ล้านบาท จาก 11,132 ล้านบาทในไตรมาสที่แล้วและจาก 17,026 ล้านบาทในไตรมาส 1/2552 ทำให้สัดส่วนสินทรัพย์รอการขายต่อสินทรัพย์ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 1.8
สำหรับงบการเงินของธนาคารยังคงมีสภาพคล่องสูง โดยเงินสด รายการระหว่างธนาคารและเงินลงทุนในไตรมาส 1 ปี 2553 มีสัดส่วนร้อยละ 33.8 ของสินทรัพย์ที่ก่อ
ให้เกิดรายได้ เทียบกับร้อยละ 29.3 ในไตรมาส 4/2552 สัดส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินฝากลดลงเหลือร้อยละ 88.4 จากร้อยละ 90.3 ในไตรมาส 4/2552 ธนาคารมีโครงสร้างเงินฝากที่แข็งแกร่ง โดยมีเงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 52.1 ของเงินฝากทั้งสิ้น เพิ่มจากร้อยละ 49.5 ในไตรมาส 4/ 2552
นอกจากนี้ธนาคารยังดำรงเงินกองทุนตามกฎหมายในระดับสูง โดยมีเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงในไตรมาสนี้อยู่ที่ร้อยละ 16.4 จากร้อยละ 17.1 ในไตรมาส 4 ของปี 2552 ซึ่งสูงกว่าอัตราขั้นต่ำร้อยละ 8.50 ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

***KBANK โชว์กำไรโค้งแรก 4.36 พันลบ.
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยถึง ผลการดำเนินงานก่อนการสอบทานสำหรับไตรมาส 1/2553 ว่าธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 4,364 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.99 % เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2552 ที่มีกำไรสุทธิ 3,668 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 14.85 % เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2552 ที่มีกำไรสุทธิ 3,800 ล้านบาท
โดยรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งรายได้ค่าเบี้ยประกันภัยรับสุทธิที่เพิ่มขึ้นจากการขยายการลงทุนใน บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด ซึ่งหากไม่รวมงบการเงินของบริษัทในกลุ่มบริษัท เมืองไทย กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเติบโตเพิ่มขึ้น 1,340 ล้านบาท หรือคิดเป็น 23.62% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2552 และ 119 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1.72% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2552 ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การทำธุรกิจที่มุ่งเพิ่มรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ทั้งนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยยังคงรักษาอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ สุทธิ (NET INTEREST MARGIN : NIM) อยู่ที่ระดับ 3.66% ใกล้เคียงกับไตรมาส 4 ปี 2552 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 3.68%
ณ วันที่ 31 มีนาคม 2553 ธนาคารและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวม 1,422,290 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2552 จำนวน 63,758 ล้านบาท หรือ 4.69% โดยเงินให้สินเชื่อมีจำนวน 962,646 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2.04% และมีเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (% NPL GROSS) อยู่ที่ระดับ 3.51% ลดลงจากสิ้นปี 2552 ที่อยู่ที่ระดับ 3.76 % นอกจากนี้ มีเงินรับฝากรวมจำนวน 1,007,936 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2552 ถึง 3.33% สำหรับอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยง ณ วันที่ 31 มีนาคม 2553 อยู่ในระดับที่ 15.03% ขณะที่สิ้นปี 2552 อยู่ที่ 15.19%

***ACL ยิ้มร่ากำไรQ1/53 พุ่ง 13.5%
นายธงชัย อานันโทไทย กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคาร สินเอเซีย จำกัด(มหาชน) หรือ ACL เปิดเผยว่า ผลประกอบการงวดไตรมาส 1/2553 ของธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 1/2553 จำนวน 109.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.1 ล้านบาท หรือร้อยละ 13.5 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิในไตรมาสดังกล่าวจำนวน 532 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยในไตรมาส 1/2553 มีจำนวน 77.2 ล้านบาท ลดลง 176 ล้านบาท หรือร้อยละ 69.5 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
สาเหตุหลักเนื่องจากการลดลงของกำไรจากเงินลงทุน กำไรจากการขายสินทรัพย์และรายได้จากหนี้สูญรับคืน จำนวน 70 ล้านบาท 59.4 ล้านบาท และ 35.7 ล้านบาท
ตามลำดับแต่ทั้งนี้มีรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการเพิ่มขึ้น 6.4 ล้านบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ยในไตรมาส 1/ 2553 มีจำนวน 315.6 ล้านบาท ลดลง 36.8ล้านบาท หรือร้อยละ 10.4 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนเนื่องจากค่าใช้จ่ายพนักงาน ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาคาร สถานที่และอุปกรณ์ ค่าใช้จ่ายภาษีอากร และมีค่าใช้จ่ายสำหรับค่าเผื่อการลดราคาของสินทรัพย์อื่น ลดลง 7.5 ล้านบาท 10.4 ล้านบาท 8.8 ล้านบาท และ14.6 ล้านบาท ตามลำดับ
อย่างไรก็ตามในไตรมาส1/2553 ธนาคารมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการยกเลิกสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยต่างสกุล ก่อนครบกำหนด จำนวน 19.7 ล้านบาท ขณะที่หนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญและขาดทุนจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ในไตร มาส 1/2553 มีจำนวนสุทธิ 148 ล้านบาท ลดลง 139.7 ล้านบาท หรือร้อยละ 48.6 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ในภาพรวมธนาคารได้ตั้งสำรองในอัตราที่เกินกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดไว้

เรื่องที่คุณอาจสนใจ  ฉาย บุนนาค

*** KK ยิ้มแก้มปริโค้งแรกกวาดกำไร 819 ลบ.
ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) หรือ KK เปิดเผยว่า ไตรมาส 1/ 2553 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิเท่ากับ 819 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 116.1 เมื่อเทียบกับกำไรสุทธิจำนวน 379 ล้านบาทในไตรมาส 1/2552 เป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 40.6 จากรายได้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.3 ขณะที่ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลดลงถึงร้อยละ 28.2 ตามอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ยืมที่ลดลงในภาวะอัตราดอกเบี้ยขาลง ตั้งแต่ต้นปี 2552 ประกอบกับระยะเวลาเฉลี่ยของเงินฝากและเงินกู้ยืมของธนาคารค่อนข้างยาว ทำให้ธนาคารยังคงได้ประโยชน์จากการระยะเวลาการครบกำหนดในการปรับอัตรา ดอกเบี้ย (repricing) ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของเงินให้สินเชื่อที่ยังอยู่ในระดับสูงที่ ร้อยละ 5.6 สูงกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่ร้อยละ 4.2
จากความสำเร็จในการควบคุมและรักษาคุณภาพสินทรัพย์ ปริมาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) มีจำนวน 5,268 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.42 ของสินเชื่อรวมรวมตามเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดลงจาก 5,442 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.64 ของสินเชื่อรวม ณ สิ้นปี 2552 ทำให้ธนาคารมีการโอนกลับหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญจำนวน 54 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อและหนี้ปรับโครงสร้าง อย่างไรก็ดี ธนาคารได้ตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญส่วนของสำรองทั่วไปจำนวน 158 ล้านบาท เพื่อเพิ่มอัตราส่วนการตั้งสำรองต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เป็นร้อยละ 75.1 อยู่ในระดับใกล้เดียวกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิหลังหักหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้นร้อย ละ 20.3
ด้านรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 274.2 เป็นผลจากกำไรจากการขายทรัพย์สินรอการขายจำนวน 303 ล้านบาท จากการขายทรัพย์สินรอการขายมูลค่า 947 ล้านบาท รายได้ค่านายหน้าธุรกิจหลักทรัพย์จำนวน 68 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 52.0 และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการจำนวน 187 ล้านบาทเพิ่มขึ้นร้อยละ 41.6 สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.3 ตามจำนวนสาขาและพนักงานที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และค่าใช้จ่ายเงินสมทบสถาบันคุ้มครองเงินฝากเพิ่มขึ้นตามปริมาณเงินฝากที่ เพิ่มขึ้น

***บล.เคที ซีมิโก้ แนะซื้อ KK ให้เป้าราคา 34 บ.
บริษัทหลักทรัพย์ เคที ซีมิโก้ ระบุว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2553 ของ KK ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์และ Consensus ไว้ถึง 96% แม้แนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2553 มีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวลงตามการลดลงของรายได้ธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ แต่ด้วยกำไรไตรมาส1/2553 ที่ดีกว่าคาดอย่างมีนัยและคิดเป็น 40% ของประมาณการกำไรทั้งปี 2553 ที่เราคาดไว้ที่ 2.02 พันล้านบาท อีกทั้งแนวโน้มรายได้ดอกเบี้ยที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากหน่วยลงทุนที่จะกลับ มาสร้างผลกำไรในครึ่งปีหลัง
อีกทั้งหากไม่รวมการรับชำระคืนหนี้ก้อนใหญ่ 400 ล้านบาท ในไตรมาส4/2552 พบว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) เพิ่มขึ้น 20 bps เป็น 5.2% ในไตรมาส 1/2553 เพราะต้นทุนเงินทุนที่ลด 30bps ช่วยลดผลกระทบจากการลดลงของผลตอบแทนสินเชื่อธุรกิจอื่นที่ไม่ใช่ธุรกิจเช่า ซื้อรถยนต์ ประกอบกับธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ซึ่งคิดเป็น 50% ของพอร์ตสินเชื่อรวมของ KK มีอัตราเติบโต 5.3%เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งยังให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 30bps เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา แม้การแข่งขันในธุรกิจนี้จะรุนแรงขึ้น ซึ่งเราเชื่อว่าน่าจะเป็นผลจากการเน้นปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มือสองใน ตลาดต่างจังหวัดที่ให้ผลตอบแทนสูง ดังนั้นทำให้เรายังคงคำแนะนำ ?ซื้อ? ด้วยมูลค่าพื้นฐาน 34 บาท (PBV 0.93 เท่า)

***TISCO เผยกำไรไตรมาสแรกปีนี้พุ่งเป็น 712.279 ลบ.
บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)(TISCO)เปิดเผยว่า มีกำไรสุทธิจากผลการดำเนินงานเฉพาะกิจการในไตรมาส 1ปี 2553 จำ นวน 72.70 ล้ านบาท ซึ่ง
ส่วนใหญ่ มาจากรายได้ค่ าธรรมเนียมบริ การจากบริษัทย่อยในกลุ่มแต่เนื่องจากบริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding
Company) และไม่มีการประกอบธุรกิจหลักอื่นใด ดังนั้นผลการดำเนินงานและฐานะการเงินที่ใช้ในการวิเคราะห์ จึงเป็นงบการเงินรวมของกลุ่มทิสโก้ ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มธุรกิจหลัก 2 กลุ่ม คือ กลุ่มธุรกิจธนาคารพาณิชย์และกลุ่มธุรกิจหลักทรัพย์
ทั้งนี้กลุ่มทิสโก้มีผลกำไรก่อนผู้ถือหุ้นส่วนน้อยในไตรมาส 1/ 2553 จำนวน 712.279 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2552 อยู่ที่ 453.968 การเพิ่ ม ขึ้นอย่างมากของผลกําไรนี้เป็นผลมาจากรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิที่ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 40.3 ตามการขยายตัวของสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อรายย่อยซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.8 และการปรับตัวสูงขึ้นของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของเงินให้สินเชื่อจากร้อยละ 4.1 เป็นร้อยละ 5.3 ในขณะที่รายได้ที่ มิใช่ดอกเบี้ยอยู่ที่ 792.10 ล้ านบาท เพิ่มขึ้ นอย่างมากเมื่อ เทียบกั บไตรมาสเดีย วกันในปีก่อนถึ ง 264.42 ล้า นบาท (ร้อยละ 50.1) จากการเพิ่มขึ้นของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจากธุรกิจธนาคารพาณิชย์ซึ่งเพิ่ม ขึ้นถึงร้อยละ 38.4 ตาม

***SCIB โชว์กำไรQ1/53 โต 1.11 พันลบ.
นายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารนครหลวงไทย จํากัด (มหาชน) หรือ SCIB เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1
สิ้นสุด 31 มีนาคม 2553 ธนาคารมีกำไรสุทธิ จำนวน 1,115 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับผลการดำเนินงานของธนาคารสำหรับไตรมาสที่ 1/2552 ซึ่งมีกำไรสุทธิ จำนวน
651 ล้านบาท ธนาคารมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น จำนวน 464 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 71
ทั้งนี้ งบการเงินเฉพาะธนาคาร มีกำไรสุทธิก่อนการกันสำรองหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญและก่อนภาษีเงินได้ นิติบุคคล จำนวน 2,069 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบ
กับไตรมาสที่ 1 ของปี 2552 ที่มีกำไรสุทธิก่อนการกันสำรองฯ และก่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล จํานวน 1,736 ล้านบาท เพิ่มขึ้น จำนวน 333 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 19 ส่วนหนึ่งเกิด
จากการปรับปรุงลดรายการประมาณการหนี้สินที่ตั้งไว้เดิมและเกินความจำเป็น จำนวน 265 ล้านบาท มีผลให้ค่าใช้จ่ายธนาคารลดลง ซึ่งค่าใช้จ่ายที่ลดลงดังกล่าวธนาคารได้นำไปใช้ในการกันสำรองหนี้สงสัยจะสูญ เพิ่มขึ้น โดยในไตรมาสแรกปีนี้มีการกันสำรองหนี้สูญและหนี้สงสัย จะสูญ จำนวน 801 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 1 ของปี 2552 จำนวน 386 ล้านาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 93

***โบรกฯ ทำนายงบQ2/53 ชะลอตัว
นายวีระชัย ครองสามสี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ และรักษาการผู้บริหารสายงานฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟาร์อีสท์ จำกัด กล่าว คาดการณ์ผลประกอบการในไตรมาส 2/2553 ของธนาคารพาณิชย์มีโอกาสที่จะชะลอตัวลงจากไตรมาส 1/2553 เพราะได้รับผลกระทบจากการชุมนุนมของกลุ่มแนวแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จ การ(นปช.) หรือ กลุ่มเสื้อแดง ที่เริ่มชุมนุมร้อนแรงขึ้นช่วงต้นไตรมาส 2/2553 ทำให้ความมั่นใจในภาคธุรกิจลดลง และอาจจะกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้
“ผลประกอบการไตรมาส 2/53 น่าจะชะลอตัวลง โดยในชวง ก.พ.-มี.ค.ยอดการปล่อยสินเชื่อเติบโตดีชัดเจน แต่ไตรมาส 2/ 2553อาจจะได้รับผลกระทบจากการชุมนุม ความมั่นใจภาคธุรกิจด็อบลง ความสามารถในการชำระหนี้ลดลง แต่ราคาหุ้นกลุ่มแบงก์ ปรับตัวเพิ่มขึ้นตอบรับการคาดการณ์ไปแล้ว”นายวีระชัยกล่าว
ทั้งนี้ ราคาหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขยับขึ้นมา ตอบรับข่าวคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 1/2553 ที่คาดว่าจะออกมาเติบโตโดดเด่น โดยคาดว่าธนาคารที่จะประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2553 โดดเด่น คือ BAY KBANK และ KTB ซึ่งหากนักลงทุนสนใจ ควรหาจังหวะเข้าซื้อเมื่อราคาหุ้นอ่อนตัวลง

บริษัท??????????? กำไรQ1/53 (ลบ.)?????????? กำไรQ1/52 (ลบ .)?????????? เปลี่ยนแปลง??????????? %

TMB??????????? 706.84???????????????????????????? 436.17???????????????????????????? 270.67???????????????? 62.05
KBANK??????? 4363.91????????????????????????? 3799.76???????????????????????????? 564.15????????????????? 14.84
ACL????????????? 109.88???????????????????????????? 96.78???????????????????????????????? 13.1??????????????????? 0.34
KK???????????????? 818.68?????????????????????????? 378.84???????????????????????????? 439.84???????????????? 116.10
TISCO??????????? 712.27????????????????????????? 453.96????????????????????????????? 258.31????????????????? 56.90
SCIB??????????? 1115.49?????????????????????????? 651.05????????????????????????????? 464.44????????????????? 71.33
BBL????????????? 6032.48???????????????????????? 4868.63????????????????????????????? 1164.16???????????????? 23.91
KTB????????????? 3074.30??????????????????????? 2650.93???????????????????????????????? 423.37???????????????? 15.97

รวม???????????? 16933.85?????????????????????? 13336.57?????????????????????????????? 3597.28????????????????? 26.97

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *