หุ้นยางพารา หุ้นน้ำมันปาล์ม ขึ้นยกแผง

หุ้นยาง-น้ำมันปาล์ม-น้ำมันพืช ทะยานยกก๊วน รับอานิสงส์น้ำท่วมภาคใต้ แถมราคาปาล์มน้ำมันโลกสูงสุดในรอบ 20 ปีเหตุรับผลกระทบจากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลก ด้านนายก ส.ยางพาราไทย คาดQ4/53 ยางออกสู่ตลาดลดลง อีก4% ส่วนราคายางล่วงหน้า TOCOM ในประเทศญี่ปุ่น คาดจะเพิ่มขึ้นอีกภายใน 2 เดือนข้างหน้า ขณะที่ปาล์มน้ำมัน รับอานิงส์ โบรกฯ แนะเก็งกำไรระยะสั้น STA -UPOIC และCPI

จากสถานการณ์อุทกภัยพื้นที่ทางภาคใต้ซึ่งถือว่าหนักเป็นประวัติการณ์ มากกว่าปี 2543 โดยภาคใต้ถือเป็นพื้นที่สำคัญในการปลูกยางพารา และปาล์มน้ำมันของไทยด้านนายหลักชัย กิตติพล นายกสมาคมยางพาราไทย คาดว่า จากปัญหาอุทกภัยดังกล่าว จะส่งผลให้มีการกรีดยางน้อยลงและมีแนวโน้มราคายางจะปรับตัวเพิ่มขึ้นและอาจเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดที่ระดับ 130.55 บาท/กิโลกรัม หลังคาดว่าจากวิกฤตการณ์น้ำท่วมจะส่งผลให้ปริมาณยางในตลาดจริงในช่วงไตรมาส 4/53(เดือนตุลาคม-ธันวาคม)จะออกสู่ท้องตลาดลดลงอีก 4% หรือจะมีผลผลิตออกท้องตลาดประมาณ 9.3 หมื่นตันเท่านั้น ด้านราคายางล่วงหน้า TOCOM ในประเทศญี่ปุ่น ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ทั้งนี้ถ้าเปรียบเทียบเป็นค่าเงินบาทราคายาง TOCOM จะอยู่ที่ระดับ 115-125 บาท/กิโลกรัม และยังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นมากภายใน 2 เดือนข้างหน้านี้**หุ้นยาง-น้ำมันปาล์มเขียวยกแผง**
เมื่อวานนี้ (2 พ.ย. 53)ราคาหุ้นกลุ่มยางพาราและน้ำมันพืช ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น ประกอบด้วย บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) (STA) ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นตั้งแต่เปิดการซื้อขาย โดยราคาหุ้นแตะระดับสูงสุดของวันที่ 33.00 บาท ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 32.75บาท เพิ่มขึ้น 2.75บาทหรือ 9.17 % มูลค่าการซื้อขาย 1,275.85 ล้านบาท

ด้านราคาหุ้น บริษัท ฮั้วฟงรับเบอร์จำกัด (มหาชน) HFT ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นโดยแตะระดับสูงสุดที่ 3.14 บาท ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 2.84บาท เพิ่มขึ้น 0.16บาทหรือ5.97 % มูลค่าการซื้อขาย 81.60ล้านบาท

บริษัท ไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์คอร์ปอร์เรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (TRUBB) ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นและปิดตลาดที่ระดับสูงสุดของวันที่ 7.95 บาท เพิ่มขึ้น0.40 บาทหรือ5.30 % มูลค่าการซื้อขาย 98.75ล้านบาท

บริษัท ยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) (UVAN)ราคาหุ้นแตะระดับสูงสุดวานนี้ที่ระดับ 93.50 บาท ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 90.00บาท เพิ่มขึ้น 7.50บาทหรือ 9.09% มูลค่าการซื้อขาย 32.64ล้านบาท

บริษัท สหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) (UPOIC) ราคาแตะระดับสูงสุดที่ 8.40 บาท ก่อนปิดที่ระดับ 7.80บาทเพิ่มขึ้น1.05 บาทหรือ 15.56% มูลค่าการซื้อขาย45.85 ล้านบาท

บริษัท ล่ำสูง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)(LST) ราคาหุ้นแตะระดับสูงสุดของวันที่ 4.48บาท ก่อนปิดตลาดที่4.24 บาท เพิ่มขึ้น 0.54 บาทหรือ 14.59% มูลค่าการซื้อขาย 335.13ล้านบาท

และ บริษัท ชุมพรอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) (CPI)ราคาหุ้นแตะระดับสูงสุด ที่ 4.60บาท ก่อนปิดที่ระดับ 4.30บาท เพิ่มขึ้น 0.22 บาทหรือ 5.39% มูลค่าการซื้อขาย 10.78ล้านบาท

ขณะที่ SET Index(2 พ.ย.53) ปิดที่ 1005.58จุด เพิ่มขึ้น 2.34 จุด หรือ 0.23% มูลค่าการซื้อขาย 38,155.07 ล้านบาท

**บล.ไทยพาณิชย์มองหุ้นยาง-น้ำมันปาล์ม รับอานิสงส์น้ำท่วมภาคใต้ ระยะสั้นเชียร์ STA UPOIC CPI **
นายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนลูกค้าบุคคล บล.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า แม้ธุรกิจในกลุ่มน้ำมันปาล์ม น้ำมันพืช และยาง จะอยู่ในประเภทธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากสถานณ์อุทกภัยในภาคใต้จริง แต่หากปัญหามีความรุนแรงมากจะกระทบต่อ Supply ที่ชะลอลง จนอาจไม่เพียงพอต่อการค้าได้ ซึ่งหากเกินเช่นนั้นจริงอาจจะเป็นประเด็นในทางลบเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม จึงต้องขึ้นอยู่กับผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง ว่าจะมีความเสียหายมากน้อยเพียงใด ซึ่งในขณะนี้เกิดเหตุการณ์ได้เพียง 2 วันนั้น จึงยังไม่สามารถประเมินผลกระทบได้ ดังนั้นมองว่าสาเหตุที่ราคาหุ้นในกลุ่มดังกล่าวปรับตัวเพิ่มขึ้นในวานนี้นั้น เป็นไปตามทิศทางของตลาดโดยรวมและการคาดการณ์ผลบวกช่วงสั้นจากปัจจัยดังกล่าวเท่านั้น
ทั้งนี้ หากประเมินในแง่ความโดดเด่นของผลงานทั้ง 3 กลุ่ม แนะนำลงทุนระยะสั้น STA, UPOIC และ CPI แบบระมัดระวัง โดยเป็นธุรกิจต้นน้ำในการทำน้ำมันปาล์มดิบ

**ASP คาดกลุ่มน้ำมันพืช รับผลดีจากราคาปาล์มน้ำมันโลกสูงสุดในรอบ 20 ปีเหตุรับผลกระทบจากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลก**

นักวิเคราะห์บล.เอเซียพลัส (ASP)กล่าวว่า สาเหตุที่ราคาหุ้นในกลุ่มยางพาราที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างแรงในวานนี้มาจากแรงเก็งกำไรของนักลงทุนจากประเด็นเหตุการณ์น้ำท่วมในจังหวัดภาคใต้ ซึ่งจะกระทบต่อพื้นที่ปลูกยางหลัก ได้แก่ จังหวัดสงขลา สุราษฎร์ธานี ตรัง และนครศรีธรรมราช ซึ่งจะส่งผลให้ซัพพลายออกมาน้อย อย่างไรก็ดีประเด็นดังกล่าวจะส่งผลให้ราคาวัตถุดิบในการผลิตปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น และอาจส่งผลให้ผู้ซื้อในต่างประเทศมีการชะลอคำสั่งซื้อไปก่อนจนกว่าราคาจะปรับตัวลดลง
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการว่าจะสามารถมีสต็อกเพียงพอ และอาศัยช่วงจังหวะที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นในการขายสินค้าและยังสามารถรักษาอัตรากำไรได้หรือไม่
อย่างไรก็ดีประเมินว่าราคาหุ้นในกลุ่มยางพาราได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างแรง ดังนั้นนักลงทุนควรลงทุนด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะ STA ซึ่งมองว่ายังไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมในไตรมาส 3/53 แต่ยังคงต้องติดตามผลกระทบในช่วงไตรมาส 4/53 ซึ่งอาจกระทบต่อปริมาณวัตถุดิบของบริษัทที่จะนำมาผลิตในระยะสั้นให้ลดลง เนื่องจากเกษตรกรไม่สามารถออกไปกรีดยางได้
โดยกลยุทธ์การลงทุน แนะนำนักลงทุนขายทำกำไร หากมีต้นทุนต่ำกว่าราคาเป้าหมายในปี 54 อยู่ที่ 30.79 บาท โดยมีค่า P/E อยู่ที่ 10 เท่า แต่หากนักลงทุนที่ไม่มีหุ้น แนะนำให้หลีกเลี่ยงการลงทุน เนื่องจากมองว่าราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงกว่าปัจจัยพื้นฐาน
สำหรับราคาหุ้นในกลุ่มปาล์มน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นแรง ประเมินว่ามาจากแรงเก็งกำไรของนักลงทุนจากประเด็นของราคาปาล์มน้ำมันในตลาดโลก โดยอ้างอิงจากราคาของมาเลเซีย ซึ่งสูงสุดในรอบ 20 ปี โดยราคาปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น 3,000 ริงกิตต่อตัน ขณะที่ประเด็นน้ำท่วมไม่น่าจะมีผลต่อการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นกลุ่มปาล์มน้ำมันวานนี้ เนื่องจากในพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันยังไม่ได้รับความเสียหาย
อย่างไรก็ดีสำหรับแนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 3 และ 4 ของกลุ่มปาล์มน้ำมันจะออกมาไม่ดีนัก เนื่องจากถือเป็นช่วง Low Season ของธุรกิจ จึงทำให้มีการผลิตน้อย มาจากที่จำนวนวัตถุที่จะมาป้อนโรงงานให้ผลิตมีจำนวนน้อย
อย่างไรก็ดีบริษัทที่จะได้รับประโยชน์จากแนวโน้มของราคาปาล์มน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในตลาดโลกในรอบ 20 ปี ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก โดยได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลก และส่งผลกระทบต่อปริมาณการปลูกพืชผลเกษตรให้ลดลง ได้แก่ UVAN UPOIC เนื่องจากเป็นผู้ประกอบการที่มีสวนปาล์มน้ำมันและโรงงานเป็นของบริษัทเอง

**บิ๊กTPOLY ยันน้ำท่วมภาคใต้ไม่สะเทือนงานก่อสร้าง มั่นใจรายได้สิ้นปีนี้แตะ 2 พันลบ. ด้าน2S ไม่หวั่นเร่งช่วยเหลือลูกค้าเต็มสูบ **
สำหรับความเคลื่อนไหวของบริษัทที่มีการรับงานในพื้นที่เกิดอุทกภัยนั้น นายเจริญ จันทร์พลังศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยโพลีคอนส์ จำกัด (มหาชน)
หรือ TPOLY เปิดเผยกับ eFinanceThai.com ว่าแม้บริษัทฯ จะมีสัดส่วนการรับงานในพื้นที่ภาคใต้เป็นจำนวนมาก แต่กรณีที่เกิดปัญหาน้ำท่วมที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และหลายพื้นที่ในภาคใต้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการรับงานก่อสร้างของบริษัทฯ เนื่องจากพื้นที่รับเหมาก่อสร้างอยู่ที่ จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดนราธิวาส ซึ่งไม่ถูกน้ำท่วม การดำเนินงานก่อสร้างยังคงเป็นไปตามปกติ
‘งานก่อสร้างของบริษัทฯ ที่อยู่ในพื้นที่ภาคใต้ไม่ได้รับผลกระทบอะไร เพราะไม่ได้อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมยังทำงานได้ตามปกติ ‘ นายเจริญ กล่าว
สำหรับแนวโน้มผลประกอบการในปีนี้บริษัทฯ ยังคงคาดว่ารายได้มีโอกาสเป็นไปตามเป้าหมายที่คาดไว้คือ 2,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ทำได้ 1,760.61 ล้านบาท เพราะที่ผ่านมาบริษัทฯ มีงานในมือ (Backlog) อยู่ที่ 3,900 ล้านบาท ซึ่งบางส่วนทยอยรับรู้รายได้ไปแล้ว และส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้รายได้เข้ามาเนื่องจนถึงปี 2555 นอกจากนี้ในช่วงที่เหลือบริษัทฯยังเตรียมเข้าประมูลงานใหม่อีกอย่างต่อเนื่อง
ด้านนายแสงรุ้ง นิติภาวะชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท 2 เอส เมทัล จำกัด (มหาชน) หรือ 2S เปิดเผยกับ eFinanceThai.com ว่า จากกรณีที่เกิดสถานการณ์น้ำท่วมหนักหลายพื้นที่ในภาคใต้ ยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อการส่งมอบสินค้าเหล็กให้กับลูกค้าในพื้นที่ดังกล่าว แต่ในส่วนของบริษัทฯ ยังไม่ได้รับผลกระทบอะไร นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังไม่ได้ประเมินเกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เพราะต้องเร่งให้ความช่วยเหลือลูกค้าและพนักงานที่ได้รับผลกระทบก่อน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด
‘ในส่วนของบริษัทฯ ตอนนี้ยังไม่ได้รับความเสียหายอะไรมาก แต่ในส่วนของลูกค้าอาจจะชะลอการส่งมอบสินค้าออกไป 2-3 สัปดาห์ ส่วนหลังน้ำลดบริษัทฯ คงหามาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ เช่น หากสินค้าเหล็กได้รับความเสียหายหรือจมน้ำบริษัทฯ ก็จะช่วยทำความ
สะอาดให้’ นายแสงรุ้ง กล่าว
สำหรับแนวโน้มผลประกอบการในปีนี้ บริษัทฯ ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะมีทิศทางอย่างไรบ้างหรือมีโอกาสเป็นไปตามเป้าหมายเดิมที่คาดไว้หรือไม่ เพราะต้องรอประเมิน
สถานการณ์หลังน้ำลดก่อน อย่างไรก็ตาม ต้องการฝากถึงผู้ถือหุ้นว่าภัยธรรมชาติครั้งนี้มีผลกระทบต่อพนักงานและลูกค้า แต่บริษัทฯ จะพยายามดูแลและช่วยเหลือพนักงานให้ดี
อนึ่ง ก่อนหน้านั้นนายแสงรุ้ง ให้สัมภาษณ์ว่าผลประกอบการในปีนี้บริษัทฯ ยังคงตั้งเป้ารายได้จากการขายเหล็กเพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อนที่ทำได้ 2,567.19 ล้านบาท หรือ 110,000 ตันต่อปี ส่วนแนวโน้มปริมาณการขายเหล็กในครึ่งปีแรกอยู่ในระดับที่น่าพอใจ และคาดว่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นเช่นกัน เนื่องจากราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนปรับขึ้นมาอยู่ที่ 24,000-25,000 บาทต่อตัน เพิ่มขึ้นจากต้นปีที่ 19,000-20,000 บาทต่อตัน

**ตลท. ระบุเหตุอุทกภัยไม่กระทบการซื้อขาย-แบงก์พาณิชย์ปิดสาขาชั่วคราว**
ดร.ภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการ สายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์อุทกภัยในภาคใต้ นั้น พบว่ามีสำนักงานสาขา
จำนวน 20 สาขา ของบริษัทสมาชิก 15 แห่งที่มีสำนักงานตั้งอยู่ที่ อ. หาดใหญ่ จ.สงขลา ต้องปิดให้บริการชั่วคราว อย่างไรก็ตาม บริษัทสมาชิกทุกแห่งสามารถโอนคำ
สั่งซื้อขายจากผู้ลงทุนทุกรายการเข้ามายังสำนักงานใหญ่ได้ โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ติดตามและประสานงานกับบริษัทสมาชิกอย่างใกล้ชิด
สำหรับกรณีที่มีธนาคารพาณิชย์หลายแห่งต้องปิดทำการ และอาจมีผลต่อการชำระราคาหลักทรัพย์ระหว่างบริษัทสมาชิกและผู้ลงทุนนั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะ
พิจารณาความจำเป็นในการผ่อนผันการชำระราคาหลักทรัพย์เป็นกรณีไป
ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดทั่วประเทศนั้น ขณะนี้ธนาคารพาณิชย์จำนวน 13 แห่ง ได้ทำการปิดสาขา
ชั่วคราวแล้วทั้งสิ้น 123 สาขา โดยเป็นแบ่งสาขาในเขตพื้นที่ภาคใต้จำนวน 121 สาขา และสาขาในพื้นที่ภาคกลาง 2 สาขา

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *