บทความโตโร่

หุ้นไทยยังน่าลงทุนอยู่หรือไม่?

บทความเขียนโดย

ในช่วงที่เศรษฐกิจของโลกยังคงมีความเสี่ยงเรื่องสงครามการค้า จีน และ อเมริกา ที่มีข่าวออกมารายวัน เขย่าขวัญนักลงทุนทั่วโลก ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับหุ้นไทย เพราะ หากเทียบตลาดหุ้นไทย กับตลาดหุ้นต่างประเทศแล้วยังค่อนข้างเล็ก จึงมักจะได้รับผลกระทบกับข่าว และปัจจัยต่างๆ จากต่างประเทศเสมอ ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ได้รับผลกระทบทางตรงด้านเศรษฐกิจ แต่ด้านจิตวิทยาสำหรับนักลงทุนแล้วมีผลมากทีเดียว

ช่วงหลังเลือกตั้งมานี้ หลายคนตั้งหน้าตั้งตาว่าเศรษฐกิจไทย จะเดินหน้าต่อไปอย่างแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตามตัวเลขทางเศษฐกิจหลายๆ ตัวทั้งการส่งออก GDP เงินเฟ้อ ต่างออกมาเป็นภาพลบ หลายๆ กลุ่มธุรกิจได้รับผลกระทบจากสภาวะเศษฐกิจที่ค่อนข้างจะฝืดเคือง ทำให้รัฐต้องออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศกันอุตลุต แต่จะทำให้ดีขึ้นขนาดไหนอย่างไร คงต้องติดตามดูกันต่อไปครับ

หลายคนถามผมว่าแล้วหุ้นไทยยังน่าลงทุนอยู่หรือไม่? ท่ามกลางสภาวะปัจจุบันแบบนี้? ถ้าจะให้ตอบเลย อาจจะอิงตามความรู้สึกของผมไปหน่อย จึงอยากจะนำเอาข้อมูลผลตอบแทนของตลาดหุ้นมาให้ดูกันว่าเป็นอย่างไร และผมเลือกเอาผลตอบแทนของหุ้นกลุ่มธนาคาร ที่เหมือนเป็นหลักขับเคลื่อนระบบการเงินในไทย มาให้ดูกันประกอบการพิจารณาว่าหุ้นไทยยังน่าสนหรือไม่

กราฟด้านล่างแสดงผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทย (SET Index) ตั้งแต่ต้นปี 2018 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน หากเริ่มที่ 1 หรือ 100% ณ วันนี้เหลือ 90% หมายความว่าใครซื้อหุ้นไทย 100 บาท เมื่อต้นปี 2018 แล้วถือมาจนถึงปัจจุบัน เงินเหลือ 90 บาท

หมายความว่า ขาดทุน 10 บาท!

(ทั้งนี้ไม่นับรวมกลยุทธ์ที่ซื้อๆ ขายๆ ระหว่างทาง)

จากผลตอบแทนรวมๆ ที่ผ่านมาเรียกว่าเป็นปีที่แย่ทีเดียวสำหรับตลาดหุ้นไทย อย่างไรก็ตาม ปกติเราซื้อหุ้นก็จะซื้อหุ้นรายตัวอยู่แล้ว ไม่ได้ซื้อทุกตัวในตลาด SET Index เป็นตัวสะท้อนหุ้นทุกตัว ดังนั้น ก็ต้องไปดูหุ้นรายตัวอีกทีว่าเราซื้อตัวไหน อย่างไรก็ตามหุ้นขนาดใหญ่หรือ Big Cap มักจะปรับตัวขึ้นลงตามดัชนีหุ้นไทย หมายความว่า คนส่วนใหญ่ถ้าซื้อหุ้นจำพวก PTT, BBL, KBANK, SCB, ก็จะขาดทุนเฉลี่ยอยู่ราวๆ 10% จากต้นปี 2018

ภาพด้านล่างเป็นผลตอบแทนของหุ้นกลุ่มธนาคาร เช่น BBL, SCB, KBANK, KKP, TISCO, BAY, CIMBT, KTB, LHFG, TCAP, TMB ดูตัวเลขฝั่งซ้ายเริ่มต้นที่ 1 หรือ 100% จะพบว่าหุ้นส่วนใหญ่ผลตอบแทนจะติดลบ ทิศทางเดียวกับผลตอบแทนของดัชนีหุ้นไทย

ทั้งกลุ่มธนาคารมีเพียง TISCO เท่านั้นที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวก!

มาดูกันชัดๆ กับตารางผลตอบแทน จะพบว่า TISCO มีผลตอบแทน 6% กว่าๆ นอกนั้นขาดทุนกันหมด โดยเฉพาะ TMB เจ็บหนักสุด

จึงไม่ต้องแปลกใจที่ผลตอบแทนของกองทุนรวมต่างๆ อาจจะไม่ได้ดีมาก เนื่องจากหุ้นส่วนใหญ่ราคายังปรับตัวลง อย่างไรก็ตามหากเรามองภาพใหญ่ๆ มองเป็นการลงทุนยาวหลายๆ ปี เราจึงต้องมองย้อนกลับไปตั้งแต่ตลาดหุ้นไทยก่อตั้ง

กราฟผลตอบแทนดัชนีตลาดหุ้นไทย SET Index ตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหุ้นมา เริ่มดัชนี 100 จุด จากวันนั้นถึงวันนี้ ดัชนีตลาดหุ้นขึ้นมา 1,600 จุด หรือขึ้นมาเกือบ 16 เท่า หลายสิบปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามในบางปี ผลตอบแทนอาจจะลดลงมาก ส่งผลให้ขาดทุนได้ตามกราฟด้านบน นักลงทุนจึงต้องเข้าใจว่าตลาดหุ้นมีความเสี่ยงอยู่แล้ว เลี่ยงได้ยาก แต่หุ้นบางตัวก็สามารถฟันฝ่า และให้ผลตอบแทนบวก มากๆ ได้ชดเชยกับความเสี่ยงที่เราต้องรับ เช่นปี 40 ที่ตลาดปรับตัวลดลงจาก 1700 เหลือราวๆ 200 จุด หลังจากนั้นตลาดก็ค่อยๆ ปรับตัวขึ้นมา วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมักจะมาในช่วงรอบใหญ่ๆ ซึ่งหากมองปัจจุบันเราก็ไม่น่าจะเลวร้ายจนส่งผลให้ตลาดปรับตัวลดลงหนักๆ เหมือนปี 40 ไปได้

ดังนั้น การลงทุนในหุ้นก็ยังให้ผลตอบแทนที่สูงอยู่ดีหากแต่ต้องอยู่กับมันให้ได้หลายปี ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ปีสองปี ตลาดอาจจะปรับตัวแย่บ้าง อย่างไรก็ตาม หากไม่ได้มีวิกฤตเศรษฐกิจภายในประเทศ หุ้นไทยก็น่าจะเดินหน้าไปต่อไป จึงเป็นคำตอบให้กับนักลงทุนที่ยังคงไม่แน่ใจว่าจะลงทุนในหุ้นหรือไม่ คำตอบของผมหุ้นก็ยังมีเสน่ห์น่าลงทุนอยู่ แน่นอนความเสี่ยงมันต้องมีบ้างแต่เราก็ต้องรับและจัดการกับมันให้ได้ หลายคนอาจจะรับความเสี่ยงไม่ได้เลย เพราะ อารมณ์จะมาแรงกว่า หากเป็นแบบนั้นจริงก็อาจจะเลี่ยงไปซื้อกองทุนดัชนีหรือ ETF แล้วถือยาวๆ ไปตามสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ มองไกลๆ อย่ามองใกล้ ผลตอบแทนจะตามมาเองครับ