ยุทธศาสตร์ บริษัทจดทะเบียน

หุ้น 10 เด้ง SAT สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์

ผ่านยุคเทิร์น อะราวด์อย่างสวยงาม ราคาหุ้นSATทะยานขึ้น9เด้ง ถ้าวัดจาก’จุดต่ำสุด’3.26 บาทและ’จุดสูงสุด’ 32.50 บาท ผู้บริหารยอมรับจากนี้ไม่ง่าย

ราคาหุ้น บมจ.สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี ในรอบเกือบ 2 ปี (2552-2553) ปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 900% ถ้าวัดระยะทางจากจุดต่ำสุดถึงจุดสูงสุดและเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนนักลงทุน “สูง” ติดอันดับต้นๆ ของตลาดหลักทรัพย์ ความสำเร็จส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า “เชียร์” ให้สมาชิกเข้ามาลงทุนมาตั้งแต่ช่วงราคา 5-6 บาท โดยเฉพาะ นายแพทย์บำรุง ศรีงาน อดีตประธานชมรมไทยวีไอดอทคอม ทำกำไรจากหุ้นตัวนี้จำนวนมาก

นอกจากนี้ยังพบรายชื่อ “เสี่ย” อดีตเจ้าของเครื่องดื่มแรงเยอร์ สุทธิพงษ์ เวศย์วรุตม์ ที่ขายกิจการเครื่องดื่มให้เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ไปแล้วถือหุ้นใหญ่ SAT อันดับ 4 จำนวนกว่า 11 ล้านหุ้น มูลค่ากว่า 300 ล้านบาทด้วย

ในปี 2553 ที่ผ่านมาตระกูลกิตะพาณิชย์ เจ้าของบริษัทมีการขับเคลื่อนครั้งใหญ่ตั้งแต่การขายหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะ เจาะจง (Private Placement) จำนวน 15 ล้านหุ้น ที่ราคา 21.80 บาท ได้เงิน 327 ล้านบาท และจะได้จากการแปลงวอร์แรนท์ที่จัดสรรให้ผู้ถือหุ้นเดิมอีก 350 ล้านบาท และยังกู้เงินจากธนาคารไทยพาณิชย์อีก 4,500 ล้านบาท ทั้งหมดเพื่อขยายกำลังผลิตโรงหล่อเหล็กแห่งใหม่ และใช้เป็นทุนหมุนเวียนรองรับการขยายตัวในอีก 1-3 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะสตอรี่ใหม่ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์อีโคคาร์ที่จะทยอยออกสู่ตลาด

หลังราคาหุ้นเติบโตแบบ ?ผิดปกติ? สองปีติดต่อกัน มุมมองจากผู้บริหารยอมรับว่าต่อจากนี้ “ไม่ง่าย” ที่จะโตแบบพรวดพราดอีกต่อไป

วีระยุทธ กิตะพาณิชย์ กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี เปิดเผยกับทีมข่าวกรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่า ช่วงที่ผ่านมาหุ้น SAT ได้รับความนิยมในหมู่นักลงทุนหุ้นคุณค่า (วีไอ) รวมถึงนักวิเคราะห์เริ่มให้ความสนใจบริษัทมากขึ้น โดยได้รับสตอรี่หนุนจากการฟื้นตัวอย่างแรงของอุตสาหกรรมยานยนต์ คิดว่านักลงทุนกลุ่มวีไอน่าจะได้ผลตอบแทนจากหุ้นเรามากกว่าเท่าตัวแล้ว

วีระยุทธ กล่าวว่า ในปี 2553 นับเป็นปีที่ดีที่สุดของบริษัทตั้งแต่ก่อตั้งมา 47 ปี ตอนแรกคิดว่าปี 2552 จะดีที่สุดแต่กลับเป็นปีที่แล้วดีกว่า คาดว่ารายได้รวมปี 2553 น่าจะเติบโต 47% ไม่น่าพลาดเพราะออเดอร์รับเข้ามาหมดแล้ว ถึงตอนนี้ยอดการผลิตรถยนต์ของภาครัฐที่ตั้งเป้าไว้ 1.65 ล้านคันน่าจะได้ตามนั้นแน่นอน เผลอๆ จะเกินเป้าด้วยซ้ำตอนนี้กำลังรอตัวเลขสรุปอย่างเป็นทางการ

จุดเด่นของบริษัท ผู้บริหารรายนี้บอกว่าสมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์มีมาร์เก็ตแชร์อันดับหนึ่งในชิ้นส่วนรถยนต์หลายชิ้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์หลักคือ “เพลาข้าง” ที่ส่วนใหญ่ใช้ในรถกระบะมีสัดส่วนถึง 86% “สปริงขด” มีสัดส่วน 33% “เหล็กกันโคลง” สัดส่วน 38% “จานเบรก” 29% “เบรกดุม” 25% และ “ท่อร่วมไอเสีย” 18% โดยเพลาข้างเป็นสินค้าที่มีสัดส่วนรายได้สูงสุดของบริษัท 33%

ในแง่ลูกค้าค่ายรถยนต์ที่เป็นลูกค้าสำคัญของบริษัทคือ “มิตซูบิชิ” สัดส่วน 29% รองลงมาคือ “โตโยต้า” 27% ส่วนค่ายอื่นๆ มีสัดส่วนใกล้เคียงกันเน้นหนักไปที่ค่ายรถจากญี่ปุ่น ถ้าดูที่พอร์ตลูกค้าถือว่ากระจายความเสี่ยงได้ดีขึ้นเพราะเมื่อก่อนรับงาน จากมิตซูบิชิเป็นหลักเจ้าเดียว

วีระยุทธ กล่าวว่า หลักการทำธุรกิจของบริษัทจะเน้นที่สามตัวคือ “Quality” ลดจำนวนการถูกเคลมสินค้าให้น้อยที่สุด “Design” ให้ความสำคัญกับการออกแบบพัฒนาสินค้า “Cost” ต้องมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำ ขณะนี้บริษัทกำลังพัฒนาสินค้าจากที่รับผลิตเป็นชิ้นๆ (OEM) มารับผลิตเป็นชุดรวม (Assembly) และต่อไปจะเป็นงานที่รับผลิตเฉพาะแบบจากลูกค้า (Module) ซึ่งเป็นสินค้า Value Added ทิศทางอุตสาหกรรมจากนี้ต้องมุ่งเน้นสินค้าคุณภาพสูง

ส่วนที่รับผลิตชิ้นส่วนรถแทรกเตอร์ให้กับคูโบต้าแนวโน้มมีการเติบโตที่ดี ปี 2552 ยังมีสัดส่วนของรายได้อยู่ที่ 7% ปี 2553 น่าจะอยู่ที่ 10-13% และปีนี้จะอยู่ที่ 17-20% ถือว่าช่วยกระจายพอร์ตไปยังธุรกิจอื่นได้ ในแง่รายได้ปีนี้น่าจะทำได้ถึง 700-750 ล้านบาท

แง่สถานะการเงินวีระยุทธ กล่าวว่า แผนการลงทุน 3 ปี (2553-2555) ที่วางไว้ปีที่แล้วใช้เงินลงทุน 1,950 ล้านบาทขยายโรงงานหล่อเหล็กโรงที่ 2 และซื้อที่ดินเพิ่มขยายโรงงาน ปี 2554 คาดว่าจะใช้เงินอีก 1,000 ล้านบาท และปี 2555 ใช้อีก 500-600 ล้านบาท การลงทุนทั้งหมดนี้จะรองรับการขยายตัวทางธุรกิจไปจนถึงปี 2558

“การเพิ่มทุนคงไม่มีแล้ว ต่อไปบริษัทจะยึดหลักกู้เงิน 60% ที่เหลือ 40% ใช้กระแสเงินสดมาลงทุน หนี้สินต่อทุนจะอยู่ที่ 1.5 เท่า และจะทยอยลดลงเหลือ 1.2 เท่าไม่น่ากังวลนัก”

สำหรับปัจจัยเสี่ยงปี 2554 เขามองว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าน่าจะเป็นอุปสรรคอยู่บ้างแต่ไม่เท่ากับราคา วัตถุดิบโดยเฉพาะ “เหล็ก” ซึ่งมีแนวโน้มปรับราคาขึ้นอีกจากปีที่แล้วขึ้นมาแล้ว 5% บริษัทคงมีการปรับราคาขายขึ้นตามอีก 1-2% เชื่อว่าจะสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ได้ที่ระดับ 21%

ในมุมมองของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม วีระยุทธ มั่นใจว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ยังเติบโตต่อไปได้แต่จะ “เติบโตช้าลง” คาดว่ารายได้รวมของบริษัทจากนี้ไปคงเติบโตปีละ 10% ปัจจัยกระตุ้นสำคัญคงเป็นอีโคคาร์ที่จะทยอยเข้าสู่ตลาดภายใน 3 ปีจากนี้

?เป็นไปได้ว่าอุตสาหกรรมรถยนต์คงกลับมาเติบโตตามปกติ ผิดกับช่วงสองปีที่ผ่านมาเติบโตเร็วมากเพราะอยู่ในช่วงเทิร์นอะราวด์จากวิกฤติ?

ส่วนของบริษัทถึงตอนนี้ได้เซ็นสัญญากับค่ายรถยนต์ 4 รายแล้ว ได้แก่ “นิสสัน” คาดว่าปีนี้จะมีการผลิต 1 แสนคันเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปีก่อน “ฮอนด้า” จะเปิดตัวรถรุ่นใหม่ในเดือนมีนาคม ส่วน “มิตซูบิชิ” และ “ซูซุกิ” จะเริ่มขายในปีหน้า สำหรับโตโยต้าเสียดายที่ยังไม่สามารถเข้าไปเสนอขายชิ้นส่วนได้คงต้องรอรุ่น ใหม่อีก 4 ปี แม้ว่ามาร์จินชิ้นส่วนอีโคคาร์จะต่ำแต่จำนวนรถที่จะทยอยออกสู่ตลาดในสามปี นี้กว่า 6 แสนคัน

เรื่องที่คุณอาจสนใจ  ธุรกิจเพชรพลอย OG Colors of life

วีระยุทธทิ้งท้ายว่า ช่วง 2-3 ปีนี้บริษัทยังต้องลงทุนต่อเนื่องตามคู่แข่งในอุตสาหกรรมเพื่อรอรับขาขึ้น ครั้งใหม่ในอีกสามปีข้างหน้า สำหรับผู้ถือหุ้นมั่นใจได้ว่าบริษัทจะรักษาอัตราการจ่ายปันผล 30% ของกำไรสุทธิเอาไว้ได้ ส่วนเป้ารายได้ปี 2554 ขอโต 10% ตามยอดผลิตรถยนต์ที่ภาครัฐตั้งเป้าไว้ 1.8 ล้านคัน

“เราคงเน้นเติบโตตามอุตสาหกรรมไปก่อนใน 2-3 ปีนี้ (2554-2556) เชื่อกันว่าในปี 2557 อุตสาหกรรมรถยนต์ไทยจะกลับมา “พีค” อีกครั้ง ส่วนราคาหุ้น SAT ถ้าคิดว่าโตได้ปีละ 10% ราคาตอนนี้คิดว่ายังไม่แพง”? วีระยุทธ แสดงความเห็น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *