ยุทธศาสตร์ บริษัทจดทะเบียน

อนาคตของ RS

เปิดกลยุทธ์จัด สรรความมั่งคั่ง ‘เฮียฮ้อ’ อาร์เอส แบ่งพอร์ตโฟลิโอเป็น3ส่วน ก้อนใหญ่60% เน้น’หุ้นบูลชิพ-ปันผลดี’ สัญญาอาร์เอสจะจ่ายปันผลทุกปี

หลังประสบความสำเร็จเกินคาดจากการบริหารสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2010 อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ทำให้ไตรมาส 2 ปี 2553 อาร์เอสมีกำไรสุทธิพุ่งสูงถึง 145 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 784% เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิเพียง 16 ล้านบาท ส่งให้ “เฮียฮ้อ” สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.อาร์เอส กลายเป็น Idol (บุคคลต้นแบบ) ทางด้านธุรกิจกีฬาแบบชั่วข้ามคืน

ถึงขนาดที่ “ค่ายสิงห์” ส่งเทียบเชิญเข้าร่วมเป็นวิทยากรในกิจกรรม “Idol Forum” ของบริษัท บุญรอด บริวเวอรี่ ในหัวข้อ “ฟุตบอลสอนธุรกิจ..ให้แนวคิดสู่ความสำเร็จ” ซึ่งเฮียฮ้อ สรุปว่า ไม่ว่าฟุตบอลหรือธุรกิจ แก่นแท้ของมันอยู่ที่ “ทีมเวิร์ค”

การค้นพบ “ทางสว่าง” ของเจ้าพ่ออาร์เอสหลัง ควานหาจุดยืนทางธุรกิจอยู่นานหลายปี สุรชัยรู้ว่าค่าความนิยมของหุ้นนอกเหนือจากผลงานที่ต้องดีแล้ว ยังต้องหยิบยื่นผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นอย่างเหมาะสมในฐานะที่ตัวเองก็เป็น นักลงทุนคนหนึ่ง???

“จากนี้ไปอาร์เอสจะจ่ายเงินปันผลทุกปี เพราะฐานะการเงินและโครงสร้างธุรกิจของเราจะแข็งแกร่งมากขึ้นทุกปี ใครที่เคย ?อ่อนใจ? กับผลงานของอาร์เอส จากนี้ไปไม่มีผิดหวัง” เขากล่าวในฐานะผู้จัดการทีมอาร์เอสในตลาดหุ้น แม้หลายคนยังหวาดระแวงใน “น้ำคำ” ที่ดูหนักแน่นกว่าทุกครั้ง

เมื่อเฮียนาม “ฮ้อ” แห่งสำนักอาร์เอส กำลังจะรวยขึ้นๆ ทุกปี อยากรู้ว่าเจ้าพ่อธุรกิจ Entertainment Network รายนี้มีแผนจัดสรรความมั่งคั่งส่วนตัวอย่างไร..?

สุรชัย เปิดฉากเล่าผ่าน กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่า เฮียจะแบ่งเงินออกเป็น 3 ก้อนใหญ่ “ก้อนแรก” ประมาณ 10-15% เฮียจะเก็บไว้เป็น “เงินสด” เพื่อใช้จ่ายภายในครอบครัว ส่วน “ก้อนที่สอง” จะใหญ่ขึ้นมาหน่อยประมาณ 50-60%? เฮียจะนำไปลงทุนใน “ตลาดหุ้น” เพราะมองว่าเป็นช่องทางสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าฝากแบงก์

เฮียฮ้อขยายความในส่วนที่สองว่า หุ้นที่จะลงทุนจะเน้นหุ้น “บลูชิพ” ปัจจัยพื้นฐานดีเพื่อถือลงทุนระยะยาว หุ้นที่ให้น้ำหนักมากเป็นพิเศษเป็นกลุ่มสถาบันการเงิน (แบงก์) และกลุ่มพลังงาน “อย่าให้เฮียระบุชื่อหุ้นเลย..มันไม่ดี”

นอกจากนี้ ยังซื้อหุ้น RS เพิ่มเติมด้วยหากมีโอกาสและจังหวะที่ดี (ในปี 2553 ซื้อหุ้น RS แล้ว 5.85 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 2.16 บาท ซื้อวอร์แรนท์ 6.9 ล้านหุ้น รวมมูลค่าหุ้น+วอร์แรนท์ที่ซื้อ 19.65 ล้านบาท) เฮียคิดว่าราคาหุ้น RS ยัง “ไม่แพง” ถ้าเทียบกับความแข็งแกร่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อจากนี้

เมื่อลงทุนไปแล้วก็ต้องแน่ใจแล้วเพราะฉะนั้นเฮียจะไม่ค่อยสนใจเท่าไรว่า ราคาหุ้นจะขึ้นหรือลง หรือจะมีอะไรมาบีบคั้นให้ราคาหุ้นไม่เป็นไปตามปัจจัยพื้นฐาน รอกิน “เงินปันผล” อย่างเดียวแค่นั้นก็ “อิ่มท้อง” แล้ว ส่วนใหญ่หุ้นตัวที่เฮียลงจะเลือกตัวที่มีประวัติการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ และมองแล้วว่าปัจจัยพื้นฐานดีระยะยาว

“อย่าถามเลยว่าเฮียมีเทคนิคหรือเคล็ดลับอะไรเป็นพิเศษ และที่ผ่านมากำไรแล้วเท่าไรเพราะเฮียไม่ได้ไปนั่งดูว่าราคาหุ้นตอนซื้อมา เท่าไรแล้ววันนี้เท่าไร แต่จะสนใจเพียงแค่ว่าได้รับเงินปันผล “คุ้มค่า” หรือไม่ แล้วอนาคตมีโอกาสได้เงินปันผลต่อเนื่องหรือไม่”

ส่วนเงิน “ก้อนที่สาม” เฮียจะแบ่งออกมาเพื่อซื้อ “ทรัพย์สินส่วนตัว”? ได้แก่ ที่ดินเปล่า คอนโดมิเนียม และรถยนต์ ล่าสุดซื้อรถยนต์ Toyota alphard ไปแล้ว 2 คัน สีดำกับสีขาว (ราคาเฉลี่ยคันละ 3.19 ล้านบาท) เฮียว่าลงทุนในลักษณะนี้ (แบ่งเงินเป็น 3 ก้อน) ก็ดีนะ วันที่ซื้อมาอาจไม่ถูก เมื่อวันหนึ่งผ่านไปราคามันก็เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวได้

ถามมุมมองนายใหญ่อาร์เอสเกี่ยว กับ SET Index ปีนี้ สุรชัย เชื่อตามกูรูหลายคนที่มองดัชนีอาจวิ่งไปที่ 1,000 จุด ส่วนตัวก็เชื่อเช่นนั้น แม้ว่าการเมืองไทยจะมีอะไรบางอย่างแอบแฝงอยู่ แต่ถ้าวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจปีนี้ถือว่าของไทยแข็งแกร่งมากเมื่อเทียบกับ เศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ สังเกตจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นเสมือนตัวแทนภาวะเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของประเทศหลายแห่งออกมาดีเกินคาด หากไม่มีปัญหาการเมืองมาทำลายบรรยากาศอีก อะไรๆ ก็คงดีขึ้นตามลำดับ

เมื่อพูดถึง “เงินปันผล” ปีนี้อาร์เอสตั้งใจ จะจ่ายเงินปันผลให้กับนักลงทุนเท่าไร จึงจะถือว่า ?คุ้มค่า? สมกับการรอคอยมานาน เฮียฮ้อ บอกว่า เอาเป็นว่าวันนี้นักวิเคราะห์ประเมินการจ่ายเงินปันผลปี 2553 ของเรา “ต่ำ” เกินไป (บล.เกียรตินาคิน ประเมินว่าจ่าย 0.10 บาท) รับรองสูงกว่านั้น

เฮียได้คุยกับทีมผู้บริหารแล้วว่า หากดูจากความสามารถของบริษัทปีนี้มั่นใจมากว่าอาร์เอสจะ จ่ายเงินปันผลได้มากกว่า 0.10 บาท และต้องมี Dividend Yield มากกว่า 4% บริษัทจ่ายเงินปันผลครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2549 ในอัตรา 0.15 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทน 3.46%

“ตระกูลเชษฐโชติศักดิ์ ถือหุ้นอาร์เอสประมาณ 65% แต่ถือในนามของเฮียประมาณ 20% บวกลบ ใครหลายคนถามเฮียว่า หุ้น RS ไม่วิ่งเพราะมี Free Float เพียง 30-40% (น้อยไปรึเปล่า) แต่เฮียกลับมองว่า หุ้นไม่ไปเพราะไม่มีใครยอมขายออกมาต่างหาก เพราะหุ้นตัวนี้กำลังจะมีอนาคตที่ดีขึ้น”

สาเหตุที่ปีนี้จะจ่ายเงินปันผลได้สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดเป็นเพราะว่า ผลการดำเนินงานในปี 2553 ของอาร์เอสจะ ทำได้ “ทะลุเป้า” โดยเฉพาะในแง่กำไรสุทธิที่ประเมินไว้สูงถึง 330 ล้านบาท (ครึ่งปีแรกทำได้แล้ว 197 ล้านบาท) หรือขยายตัวมากกว่า 300% เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่มีกำไรสุทธิ 75.59 ล้านบาท เนื่องจากธุรกิจดิจิทัลมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 50-60%

เรื่องที่คุณอาจสนใจ  RS บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน)

สำหรับในแง่ของรายได้ ใครหลายคนเชื่อว่าปีนี้อาร์เอสอาจ สร้างสถิติรายได้สูงสุดในรอบ 3 ปี หลังจากที่เคยทำรายได้สูงสุดที่ 3,140 ล้านบาท ในปี 2549 แต่สำหรับเฮียขอประเมินแบบ ?อนุรักษนิยม? ที่ระดับ 2,900 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีรายได้ 2,212 ล้านบาท

เฮียฮ้อ เล่าว่า ในปีหน้า (2554) 5 ธุรกิจหลักของอาร์เอสอาจมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจเพลงและดิจิทัล เพราะเมื่อ 3จี เกิดขึ้น อาร์เอสในฐานะผู้ให้บริการทางด้านคอนเทนต์บันเทิงและกีฬา คงต้องแสวงหาผลประโยชน์จากตรงนี้ด้วย

“วันนี้เรามีความพร้อมทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบ หรือพนักงาน ที่สำคัญเราเริ่มลดการขาย VCD และ DVD ลงแล้ว วันนี้มีมูลค่าน้อยมากประมาณ 20-30% เท่านั้น เพราะอัตรากำไรขั้นต้นต่ำมาก พฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มไม่สนใจมากขึ้นทุกวัน เราตั้งใจจะออกอัลบั้มใหม่เพียงแค่ 10-12 ชุดต่อปีก็พอ จากในอดีตที่เคยออกอัลบั้มใหม่มากถึง 100 ชุดต่อปี”

ธุรกิจที่ถือเป็นดาวรุ่งของอาร์เอสใน ปี 2553 สุรชัย บอกว่าคือ “ธุรกิจดิจิทัล” สามารถทำเงินได้ทะลุเป้าคาดว่าสิ้นปีจะมีรายได้ประมาณ 500 ล้านบาท ขยายตัวประมาณ 40-50% ตลาดนี้มีการขยายตัวขึ้นชัดเจน ส่วนธุรกิจกีฬาตอนนี้เฮียกำลังคุยเรื่องลิขสิทธิ์กับ 2-3 ราย ซึ่งงานที่ได้จะเป็นโปรเจคระยะยาว คาดว่าจะสรุปได้สิ้นปีนี้ซึ่งงานใหม่นี้จะทำให้ธุรกิจกีฬาของอาร์เอสขยายตัวได้ต่อเนื่อง

ธุรกิจสื่อ ปี 2554 คงไม่เปิดช่องทีวีดาวเทียมเพิ่มเติม แต่จะบริหาร 3 ช่องปัจจุบัน คือ สบายดีทีวี ,YOU Channel และ Air-list ให้เกิดกำไร ในช่วงที่เหลือของปี 2553 ตั้งใจจะเปิดช่องทีวีดาวเทียมเพิ่มอีก 2 ช่อง ช่องแรกจะเกี่ยวกับบันเทิงครบวงจร อีกช่องจะเกี่ยวกับกีฬา มูลค่าลงทุนประมาณ 50 ล้านบาท ปัจจุบันอาร์เอสมีเงินสดในมือประมาณ 200 ล้านบาท ก็จะนำส่วนนี้มาใช้ลงทุน

สำหรับธุรกิจโชว์บิซ ในปี 2554 จะไม่เน้นปริมาณของงาน แต่เน้นความโดดเด่นของงานมากกว่า อย่างปี 2553 ตั้งใจจะทำคอนเสิร์ตใหญ่ 8-9 งาน ตอนนี้เหลือที่จะต้องทำอีก 4 งาน เช่น คอนเสิร์ตโปงลางสะออน คอนเสิร์ตปาน-ธนพร แวกประยูร และคอนเสิร์ตหวาย ค่าย Kamikaze เป็นต้น เชื่อว่าทุกโชว์จะสร้างเงินให้อาร์เอสได้

ด้านธุรกิจภาพยนตร์ คงต้องใช้ความระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น เพราะวันนี้พฤติกรรมการบริโภคภาพยนตร์ไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก หลายๆ เรื่องที่ออกฉายไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร อย่างปีนี้ตั้งใจจะฉายประมาณ 4 เรื่อง แต่คงออกฉายได้แค่ 2 เรื่อง

ก่อนหน้านี้ ดามพ์ นานา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บมจ.อาร์เอส เปิดเผยว่า จากความสำเร็จในการบริหารลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2010 ซึ่งล่าสุดอาร์เอสถือลิขสิทธิ์ในปี 2014 อยู่ คาดว่าในปีหน้าฟีฟ่าจะมีการพูดถึงลิขสิทธิ์ปี 2018 อาร์เอสก็ ยังจะเข้าร่วมประมูล เพราะมีประสบการณ์มาจากครั้งล่าสุด และในปีหน้าไม่มีมหกรรมกีฬาใหญ่ที่น่าสนใจ จะมีเพียงฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือยูโร 2012 อาร์เอสกำลังทำการศึกษาโอกาสทางธุรกิจ ก่อนจะเปิดประมูลในปลายปีนี้ด้วย นอกจากนี้อาร์เอสตื่นตัวกับ 3จี มากทำเวิร์คชอปประชุมร่วมกับโอเปอเรเตอร์สม่ำเสมอ เพื่อเตรียมผลิตคอนเทนต์ป้อน

เฮียฮ้อ กล่าวปิดท้ายว่าช่วง 2 ปีที่ผ่านมาช่วงที่ผลประกอบการอาร์เอสไม่ ดี “เฮียเหนื่อยมาก” แต่วันนี้เฮีย “ตัวเบา” แล้ว เราเคยมีสต็อก VCD, DVD ที่ขายไม่ออกสูงถึง 17 ล้านแผ่น แต่วันนี้เหลือเพียง 1-1.5 ล้านแผ่น ที่สำคัญอาร์เอสกำลังจะก้าวสู่ความสดใสครั้งใหม่

“เฮียสัญญาว่าจากนี้ไปอาร์เอสจะ มีแต่ ?รอยยิ้ม? เพราะเราวางตำแหน่งตัวเองชัดเจน และมีความยืดหยุ่นสูง เฮียเชื่อว่า “น่านน้ำใหม่” ของผู้ชายชื่อสุรชัยคนนี้จะไม่เหมือนของใคร” เจ้าพ่ออาร์เอสกล่าวปิดท้ายบทสนทนา

เปิดกลยุทธ์จัด สรรความมั่งคั่ง ‘เฮียฮ้อ’ อาร์เอส แบ่งพอร์ตโฟลิโอเป็น3ส่วน ก้อนใหญ่60% เน้น’หุ้นบูลชิพ-ปันผลดี’ สัญญาอาร์เอสจะจ่ายปันผลทุกปี

หลังประสบความสำเร็จเกินคาดจากการบริหารสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2010 อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ทำให้ไตรมาส 2 ปี 2553 อาร์เอสมีกำไรสุทธิพุ่งสูงถึง 145 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 784% เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิเพียง 16 ล้านบาท ส่งให้ “เฮียฮ้อ” สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.อาร์เอส กลายเป็น Idol (บุคคลต้นแบบ) ทางด้านธุรกิจกีฬาแบบชั่วข้ามคืน

ถึงขนาดที่ “ค่ายสิงห์” ส่งเทียบเชิญเข้าร่วมเป็นวิทยากรในกิจกรรม “Idol Forum” ของบริษัท บุญรอด บริวเวอรี่ ในหัวข้อ “ฟุตบอลสอนธุรกิจ..ให้แนวคิดสู่ความสำเร็จ” ซึ่งเฮียฮ้อ สรุปว่า ไม่ว่าฟุตบอลหรือธุรกิจ แก่นแท้ของมันอยู่ที่ “ทีมเวิร์ค”

การค้นพบ “ทางสว่าง” ของเจ้าพ่ออาร์เอสหลัง ควานหาจุดยืนทางธุรกิจอยู่นานหลายปี สุรชัยรู้ว่าค่าความนิยมของหุ้นนอกเหนือจากผลงานที่ต้องดีแล้ว ยังต้องหยิบยื่นผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นอย่างเหมาะสมในฐานะที่ตัวเองก็เป็น นักลงทุนคนหนึ่ง

“จากนี้ไปอาร์เอสจะจ่ายเงินปันผลทุกปี เพราะฐานะการเงินและโครงสร้างธุรกิจของเราจะแข็งแกร่งมากขึ้นทุกปี ใครที่เคย ?อ่อนใจ? กับผลงานของอาร์เอส จากนี้ไปไม่มีผิดหวัง” เขากล่าวในฐานะผู้จัดการทีมอาร์เอสในตลาดหุ้น แม้หลายคนยังหวาดระแวงใน “น้ำคำ” ที่ดูหนักแน่นกว่าทุกครั้ง

เมื่อเฮียนาม “ฮ้อ” แห่งสำนักอาร์เอส กำลังจะรวยขึ้นๆ ทุกปี อยากรู้ว่าเจ้าพ่อธุรกิจ Entertainment Network รายนี้มีแผนจัดสรรความมั่งคั่งส่วนตัวอย่างไร..?

สุรชัย เปิดฉากเล่าผ่าน กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่า เฮียจะแบ่งเงินออกเป็น 3 ก้อนใหญ่ “ก้อนแรก” ประมาณ 10-15% เฮียจะเก็บไว้เป็น “เงินสด” เพื่อใช้จ่ายภายในครอบครัว ส่วน “ก้อนที่สอง” จะใหญ่ขึ้นมาหน่อยประมาณ 50-60%? เฮียจะนำไปลงทุนใน “ตลาดหุ้น” เพราะมองว่าเป็นช่องทางสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าฝากแบงก์

เฮียฮ้อขยายความในส่วนที่สองว่า หุ้นที่จะลงทุนจะเน้นหุ้น “บลูชิพ” ปัจจัยพื้นฐานดีเพื่อถือลงทุนระยะยาว หุ้นที่ให้น้ำหนักมากเป็นพิเศษเป็นกลุ่มสถาบันการเงิน (แบงก์) และกลุ่มพลังงาน “อย่าให้เฮียระบุชื่อหุ้นเลย..มันไม่ดี”

นอกจากนี้ ยังซื้อหุ้น RS เพิ่มเติมด้วยหากมีโอกาสและจังหวะที่ดี (ในปี 2553 ซื้อหุ้น RS แล้ว 5.85 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 2.16 บาท ซื้อวอร์แรนท์ 6.9 ล้านหุ้น รวมมูลค่าหุ้น+วอร์แรนท์ที่ซื้อ 19.65 ล้านบาท) เฮียคิดว่าราคาหุ้น RS ยัง “ไม่แพง” ถ้าเทียบกับความแข็งแกร่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อจากนี้

เมื่อลงทุนไปแล้วก็ต้องแน่ใจแล้วเพราะฉะนั้นเฮียจะไม่ค่อยสนใจเท่าไรว่า ราคาหุ้นจะขึ้นหรือลง หรือจะมีอะไรมาบีบคั้นให้ราคาหุ้นไม่เป็นไปตามปัจจัยพื้นฐาน รอกิน “เงินปันผล” อย่างเดียวแค่นั้นก็ “อิ่มท้อง” แล้ว ส่วนใหญ่หุ้นตัวที่เฮียลงจะเลือกตัวที่มีประวัติการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ และมองแล้วว่าปัจจัยพื้นฐานดีระยะยาว

“อย่าถามเลยว่าเฮียมีเทคนิคหรือเคล็ดลับอะไรเป็นพิเศษ และที่ผ่านมากำไรแล้วเท่าไรเพราะเฮียไม่ได้ไปนั่งดูว่าราคาหุ้นตอนซื้อมา เท่าไรแล้ววันนี้เท่าไร แต่จะสนใจเพียงแค่ว่าได้รับเงินปันผล “คุ้มค่า” หรือไม่ แล้วอนาคตมีโอกาสได้เงินปันผลต่อเนื่องหรือไม่”

ส่วนเงิน “ก้อนที่สาม” เฮียจะแบ่งออกมาเพื่อซื้อ “ทรัพย์สินส่วนตัว”? ได้แก่ ที่ดินเปล่า คอนโดมิเนียม และรถยนต์ ล่าสุดซื้อรถยนต์ Toyota alphard ไปแล้ว 2 คัน สีดำกับสีขาว (ราคาเฉลี่ยคันละ 3.19 ล้านบาท) เฮียว่าลงทุนในลักษณะนี้ (แบ่งเงินเป็น 3 ก้อน) ก็ดีนะ วันที่ซื้อมาอาจไม่ถูก เมื่อวันหนึ่งผ่านไปราคามันก็เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวได้

ถามมุมมองนายใหญ่อาร์เอสเกี่ยว กับ SET Index ปีนี้ สุรชัย เชื่อตามกูรูหลายคนที่มองดัชนีอาจวิ่งไปที่ 1,000 จุด ส่วนตัวก็เชื่อเช่นนั้น แม้ว่าการเมืองไทยจะมีอะไรบางอย่างแอบแฝงอยู่ แต่ถ้าวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจปีนี้ถือว่าของไทยแข็งแกร่งมากเมื่อเทียบกับ เศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ สังเกตจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นเสมือนตัวแทนภาวะเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของประเทศหลายแห่งออกมาดีเกินคาด หากไม่มีปัญหาการเมืองมาทำลายบรรยากาศอีก อะไรๆ ก็คงดีขึ้นตามลำดับ

เมื่อพูดถึง “เงินปันผล” ปีนี้อาร์เอสตั้งใจ จะจ่ายเงินปันผลให้กับนักลงทุนเท่าไร จึงจะถือว่า ?คุ้มค่า? สมกับการรอคอยมานาน เฮียฮ้อ บอกว่า เอาเป็นว่าวันนี้นักวิเคราะห์ประเมินการจ่ายเงินปันผลปี 2553 ของเรา “ต่ำ” เกินไป (บล.เกียรตินาคิน ประเมินว่าจ่าย 0.10 บาท) รับรองสูงกว่านั้น

เฮียได้คุยกับทีมผู้บริหารแล้วว่า หากดูจากความสามารถของบริษัทปีนี้มั่นใจมากว่าอาร์เอสจะ จ่ายเงินปันผลได้มากกว่า 0.10 บาท และต้องมี Dividend Yield มากกว่า 4% บริษัทจ่ายเงินปันผลครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2549 ในอัตรา 0.15 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทน 3.46%

“ตระกูลเชษฐโชติศักดิ์ ถือหุ้นอาร์เอสประมาณ 65% แต่ถือในนามของเฮียประมาณ 20% บวกลบ ใครหลายคนถามเฮียว่า หุ้น RS ไม่วิ่งเพราะมี Free Float เพียง 30-40% (น้อยไปรึเปล่า) แต่เฮียกลับมองว่า หุ้นไม่ไปเพราะไม่มีใครยอมขายออกมาต่างหาก เพราะหุ้นตัวนี้กำลังจะมีอนาคตที่ดีขึ้น”

สาเหตุที่ปีนี้จะจ่ายเงินปันผลได้สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดเป็นเพราะว่า ผลการดำเนินงานในปี 2553 ของอาร์เอสจะ ทำได้ “ทะลุเป้า” โดยเฉพาะในแง่กำไรสุทธิที่ประเมินไว้สูงถึง 330 ล้านบาท (ครึ่งปีแรกทำได้แล้ว 197 ล้านบาท) หรือขยายตัวมากกว่า 300% เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่มีกำไรสุทธิ 75.59 ล้านบาท เนื่องจากธุรกิจดิจิทัลมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 50-60%

สำหรับในแง่ของรายได้ ใครหลายคนเชื่อว่าปีนี้อาร์เอสอาจ สร้างสถิติรายได้สูงสุดในรอบ 3 ปี หลังจากที่เคยทำรายได้สูงสุดที่ 3,140 ล้านบาท ในปี 2549 แต่สำหรับเฮียขอประเมินแบบ ?อนุรักษนิยม? ที่ระดับ 2,900 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีรายได้ 2,212 ล้านบาท

เฮียฮ้อ เล่าว่า ในปีหน้า (2554) 5 ธุรกิจหลักของอาร์เอสอาจมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจเพลงและดิจิทัล เพราะเมื่อ 3จี เกิดขึ้น อาร์เอสในฐานะผู้ให้บริการทางด้านคอนเทนต์บันเทิงและกีฬา คงต้องแสวงหาผลประโยชน์จากตรงนี้ด้วย

“วันนี้เรามีความพร้อมทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบ หรือพนักงาน ที่สำคัญเราเริ่มลดการขาย VCD และ DVD ลงแล้ว วันนี้มีมูลค่าน้อยมากประมาณ 20-30% เท่านั้น เพราะอัตรากำไรขั้นต้นต่ำมาก พฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มไม่สนใจมากขึ้นทุกวัน เราตั้งใจจะออกอัลบั้มใหม่เพียงแค่ 10-12 ชุดต่อปีก็พอ จากในอดีตที่เคยออกอัลบั้มใหม่มากถึง 100 ชุดต่อปี”

ธุรกิจที่ถือเป็นดาวรุ่งของอาร์เอสใน ปี 2553 สุรชัย บอกว่าคือ “ธุรกิจดิจิทัล” สามารถทำเงินได้ทะลุเป้าคาดว่าสิ้นปีจะมีรายได้ประมาณ 500 ล้านบาท ขยายตัวประมาณ 40-50% ตลาดนี้มีการขยายตัวขึ้นชัดเจน ส่วนธุรกิจกีฬาตอนนี้เฮียกำลังคุยเรื่องลิขสิทธิ์กับ 2-3 ราย ซึ่งงานที่ได้จะเป็นโปรเจคระยะยาว คาดว่าจะสรุปได้สิ้นปีนี้ซึ่งงานใหม่นี้จะทำให้ธุรกิจกีฬาของอาร์เอสขยายตัวได้ต่อเนื่อง

ธุรกิจสื่อ ปี 2554 คงไม่เปิดช่องทีวีดาวเทียมเพิ่มเติม แต่จะบริหาร 3 ช่องปัจจุบัน คือ สบายดีทีวี ,YOU Channel และ Air-list ให้เกิดกำไร ในช่วงที่เหลือของปี 2553 ตั้งใจจะเปิดช่องทีวีดาวเทียมเพิ่มอีก 2 ช่อง ช่องแรกจะเกี่ยวกับบันเทิงครบวงจร อีกช่องจะเกี่ยวกับกีฬา มูลค่าลงทุนประมาณ 50 ล้านบาท ปัจจุบันอาร์เอสมีเงินสดในมือประมาณ 200 ล้านบาท ก็จะนำส่วนนี้มาใช้ลงทุน

สำหรับธุรกิจโชว์บิซ ในปี 2554 จะไม่เน้นปริมาณของงาน แต่เน้นความโดดเด่นของงานมากกว่า อย่างปี 2553 ตั้งใจจะทำคอนเสิร์ตใหญ่ 8-9 งาน ตอนนี้เหลือที่จะต้องทำอีก 4 งาน เช่น คอนเสิร์ตโปงลางสะออน คอนเสิร์ตปาน-ธนพร แวกประยูร และคอนเสิร์ตหวาย ค่าย Kamikaze เป็นต้น เชื่อว่าทุกโชว์จะสร้างเงินให้อาร์เอสได้

ด้านธุรกิจภาพยนตร์ คงต้องใช้ความระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น เพราะวันนี้พฤติกรรมการบริโภคภาพยนตร์ไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก หลายๆ เรื่องที่ออกฉายไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร อย่างปีนี้ตั้งใจจะฉายประมาณ 4 เรื่อง แต่คงออกฉายได้แค่ 2 เรื่อง

ก่อนหน้านี้ ดามพ์ นานา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บมจ.อาร์เอส เปิดเผยว่า จากความสำเร็จในการบริหารลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2010 ซึ่งล่าสุดอาร์เอสถือลิขสิทธิ์ในปี 2014 อยู่ คาดว่าในปีหน้าฟีฟ่าจะมีการพูดถึงลิขสิทธิ์ปี 2018 อาร์เอสก็ ยังจะเข้าร่วมประมูล เพราะมีประสบการณ์มาจากครั้งล่าสุด และในปีหน้าไม่มีมหกรรมกีฬาใหญ่ที่น่าสนใจ จะมีเพียงฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือยูโร 2012 อาร์เอสกำลังทำการศึกษาโอกาสทางธุรกิจ ก่อนจะเปิดประมูลในปลายปีนี้ด้วย นอกจากนี้อาร์เอสตื่นตัวกับ 3จี มากทำเวิร์คชอปประชุมร่วมกับโอเปอเรเตอร์สม่ำเสมอ เพื่อเตรียมผลิตคอนเทนต์ป้อน

เฮียฮ้อ กล่าวปิดท้ายว่าช่วง 2 ปีที่ผ่านมาช่วงที่ผลประกอบการอาร์เอสไม่ ดี “เฮียเหนื่อยมาก” แต่วันนี้เฮีย “ตัวเบา” แล้ว เราเคยมีสต็อก VCD, DVD ที่ขายไม่ออกสูงถึง 17 ล้านแผ่น แต่วันนี้เหลือเพียง 1-1.5 ล้านแผ่น ที่สำคัญอาร์เอสกำลังจะก้าวสู่ความสดใสครั้งใหม่

“เฮียสัญญาว่าจากนี้ไปอาร์เอสจะ มีแต่ ?รอยยิ้ม? เพราะเราวางตำแหน่งตัวเองชัดเจน และมีความยืดหยุ่นสูง เฮียเชื่อว่า “น่านน้ำใหม่” ของผู้ชายชื่อสุรชัยคนนี้จะไม่เหมือนของใคร” เจ้าพ่ออาร์เอสกล่าวปิดท้ายบทสนทนา

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *