Uncategorized

อัศวินี ไตลังคะ CEO แห่ง บล.ธนชาต TCAP

ซีอีโอหญิงเก่งแห่ง บล.ธนชาต พร้อมรับมือยุทธจักรค้าหลักทรัพย์เปิดเสรีนับถอยหลัง อีกไม่ถึง 1 ปีแล้วที่วงการค้าหลักทรัพย์จะก้าวสู่จุดเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ในปีหน้าธุรกิจนี้จะเปิดเสรีแบบเต็มรูปแบบ วันนี้เราจะพาพูดคุยกับแม่ทัพหญิงเก่ง “อัศวินี ไตลังคะ” ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต ที่จะมาเปิดใจถึงแผนธุรกิจเป้าการเติบโตปีนี้ รวมถึงแนวทางรับมือการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่ทวีความรุนแรงเปิดเสรีค้าหลักทรัพย์อย่างเต็มรูปแบบในปีหน้า

***** ภาพรวมธุรกิจในปี 2553 ของบล.ธนชาต ที่ผ่านมาเป็นอย่างไร
ในปี 2553 มาร์เก็ตแชร์จากธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์ขยายตัวขึ้นมาอยู่ที่ 4.51% จากปี 2553 ที่ 4.3% โดยสัดส่วน 70% เป็นกลุ่มลูกค้าบุคคลธรรมดา ส่วนที่เหลือเป็นลูกค้าสถาบันซึ่งแบ่งเป็น สถาบันในประเทศ และสถาบันต่างประเทศ อย่างละครึ่ง

*****ขั้นตอนการควบรวมกิจการกับบล.นครหลวงไทยตั้งแต่เริ่มต้นถึงตอนนี้เป็นอย่างไร
การควบรวมกิจการระหว่างบล.นครหลวงไทยกับ บล.ธนชาตปัจจุบันได้ดำเนินสำเร็จแล้วเมื่อปลายปี 2553 บล.นครหลวงไทยได้รวมมาเป็นชื่อบล.ธนชาตแล้วตั้งแต่เริ่มการซื้อขายเมื่อ 4 ม.ค. 2554 ที่ผ่านมาก็อยู่ภายใต้การที่ได้บริษัทที่ควบรวมธุรกิจเสร็จสิ้นแล้ว

***** วางเป้าหมายและแผนการดำเนินธุรกิจในปีนี้ไว้อย่างไร
เราทำแผนไว้ว่ามาร์เก็ตแชร์จะขยายเพิ่ม 5% โดยกำไรและรายได้ในปีนี้จะเติบโตประมาณ 10% ทั้งนี้มาจากในปี 2553 ที่ผ่านมาอัตราเติบกำไรของบริษัทขยายตัวถึงประมาณ 40% ส่งผลต่อฐานในปีนี้ค่อนข้างสูง พร้อมทั้งมองว่าปริมาณซื้อขายต่อวันในปีนี้ไม่น่าจะสูงขึ้นจากปีที่แล้วมากนัก หรือน่าจะใกล้เคียงกับปีที่แล้วที่มีวอลุ่มซื้อขายไม่รวมพอร์ตลงทุนของโบรกเกอร์เฉลี่ยอยู่ 2.5 หมื่นล้านบาทต่อวัน ทำให้การขยายตัวของกำไรและรายได้ไม่ได้อยู่ในระดับสูง

***** สัดส่วนรายได้ในปี 2553 มาจากธุรกิจใดบ้างและสัดส่วนรายได้ในปีนี้จะเปลี่ยนไปอย่างไร
สัดส่วนรายได้เกือบ 90% มาจากธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์ อีกประมาณ 5% มาจากวาณิชธนกิจ (IB) ที่เหลือจะมาจากอื่นๆ ส่วนในปีนี้คิดว่าสัดส่วนรายได้จากงานวาณิชธนกิจจะเพิ่มมาได้ถึง 10% เพราะในปีนี้เรามีแผนที่จะเป็นที่ปรึกษาการลงทุนในการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์มูลค่าประมาณ 4 หมื่นล้านบาท จากจำนวน 4 บริษัท ประกอบด้วยงานเป็นที่ปรึกษาหุ้นไอพีโอ, หุ้นกู้ และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งหุ้นใหญ่ตัวหนึ่งที่สามารถเป็นข่าวได้คือ บริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน) อยู่ในธุรกิจยางพาราถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีความโดดเด่นในปีนี้มูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะเข้าตลาดได้ไม่เกินช่วงไตรมาส 3/54 หากรวมงานไอพีโอจะมีรวม 3 ตัว ส่วนที่เหลืออีก 2 ตัวจะขนาดประมาณ 5 – 6 พันล้านบาทต่อตัวซึ่งงานไอพีโอจะอยู่ใน SET ทั้งหมด ในส่วนงานที่ปรึกษาการออกหุ้นกู้อยู่ระหว่างดำเนินการคือหุ้นกู้มาบุญครองมีขนาด 2 พันล้านบาท และเป็นที่ปรึกษาการออกกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์จำนวน 1 – 2 กองทุน

***** ตอนนี้อัตราค่าคอมมิสชันของบริษัทอยู่ที่เท่าใด
ในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้อัตราค่าคอมมิสชันของบริษัทอยู่ 0.2% ใกล้เคียงกับค่าคอมมิสชันเฉลี่ยในปี 2553

***** บริษัทมีนโยบายในการรักษาค่าคอมมิสชันอย่างไรและหลังจากที่จะมีการเปิดเสรีค้าหลักทรัพย์อย่างเต็มรูปแบบในปีหน้าตั้งเป้าที่รักษาค่าคอมมิสชันไว้ในระดับใด
มองว่าในด้านค่าคอมมิสชันตลาดหลักทรัพย์ไทยได้เปิดเสรีไปแล้ว 2 ปี อย่างที่ทราบว่าค่าธรรมเนียมการซื้อลดลงตามวอลุ่มที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าคอมมิสชันของตลาดเฉลี่ยอยู่ที่ 0.18 – 0.2% ถือเป็นอัตราค่าคอมฯ ที่ถูกมากแล้ว ถือว่าเปิดเสรีไปแล้ว ดังนั้นจึงไม่คิดว่าค่าจะต่ำกว่านี้มาก คิดว่าบริษัทจะยืนค่าคอมฯ ไว้ที่ระดับนี้ อัตรานี้ถือเป็นระดับที่มีความเหมาะสมเมื่อเปรียบกับค่าคอมฯ ในภูมิภาคนี้เราก็ถือว่าถูกมากแล้ว

***** หลังเปิดเสรีค้าหลักทรัพย์อย่างเต็มรูปแบบในปีหน้าบล.ธนชาตมีนโยบายหรือแผนรับมืออย่างไร
เราคงยืนที่จะไม่ใช้ราคาเป็นตัวนำเป็นกลยุทธ์ในการเดิน เรามองว่าจะให้บริการที่ดีมีเจ้าหน้าที่การตลาดที่มีความรู้ความสามารถมีบทวิเคราะห์ที่ดี และมีความพยายามที่จะให้ข้อมูลลูกค้ามากขึ้น ทั้งเอสเอ็มเอส หรืออีเมล์ เพื่อให้การตัดสินใจการลงทุนของลูกค้าดีขึ้น ประกอบรวมกันแล้วน่าจะทำให้ลูกค้าพึงพอใจต่อการให้บริการของเรา และไม่เรียกร้องราคาที่ต่ำเกินไปเพราะราคาปัจจุบันถือว่าต่ำแล้ว

***** บริษัทมีแผนที่จะลดสัดส่วนรายได้จากธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์เพื่อลดผลกระทบจากประเด็นนี้โดยไปเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจใหม่หรือไม่
ธุรกิจใหม่ที่เราทำอยู่ตอนนี้เราเรียกแผนกนี้ว่า ออฟชอร์โบรกเกอร์เรต ก็คือการเป็นนายหน้าให้ลูกค้าไปลงทุนในต่างประเทศได้เป็นสิ่งที่เราเริ่มตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว แต่ยังไม่ได้เปิดตัวอย่างรุนแรงมาก เพราะระบบของเรายังอยู่ระหว่างการพัฒนา หากเรามีการเปิดตัวแบบเอสเกรสซีฟน่าจะเป็นตัวที่เพิ่มรายได้อีกตัวหนึ่ง เพราะลูกค้าเราถามมาเยอะมากหากต้องลงทุนต่างประเทศโดยตรงใช้บริการผ่านเราได้หรือไม่ หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานก.ล.ต.อนุญาต ปัจจุบันมีลูกค้าประมาณ 30 รายปัจจุบันพาลูกค้าไปลงทุนใน 6 ประเทศได้แก่ สหรัฐฯ อังกฤษ ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย และการทำ SBL ก็เป็นอีกธุรกิจที่จะทำเพิ่มในปีนี้ปัจจุบันได้เริ่มเปิดให้บริการแล้ว ขณะที่ระบบก็อยู่ระหว่างพัฒนาเช่นกัน ซึ่งจะเปิดให้บริการแบบเต็มรูปแบบได้ในไตรมาส 3 นี้ และอีกธุรกิจก็จะเป็นการให้บริการ Private Wealth Management ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมทีมงานในปีนี้ น่าเริ่มให้บริการในไตรมาส 3 นี้เช่นกัน

***** ภายใต้ที่มีธนาคารธนชาตเป็นบริษัทแม่มีนโยบายการสนับสนุนอะไรบ้าง
เรื่องที่สำคัญหลังจากที่ธนาคารธนชาตควบรวมกับธนาคารนครหลวงไทยแล้วจะทำให้ฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 4 ล้านคน ในจำนวนนี้ก็จะเป็นเป้าหมายหลักของเราในการทำงานร่วมกัน ก็ช่วยให้เรามีฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้นเป็นหลักใหญ่ที่ร่วมมือกัน ในส่วนของความร่วมมืออื่นๆ ธนาคารธนชาตมีผู้ถือหุ้น คือ ธนาคารโนวาสโกเทีย ซึ่งจะช่วยในส่วนแนะนำลูกค้าต่างประเทศให้เรา และช่วยด้านการทำโรดโชว์ไปต่างประเทศ

***** การดำเนินธุรกิจของบล.ธนชาตที่มีธนาคารเป็นบริษัทแม่ถือว่ามีความได้เปรียบกว่าโบรกเกอร์ที่ลักษณะ Stand Alone อย่างไร
ค่อนข้างชัดเจนว่ามีความได้เปรียบจากการที่มีฐานลูกค้าของแบงก์ถึง 4 ล้านคนเพียงสัดส่วน 1% ก็คิดเป็น 4 หมื่นคนหากเราสามารถใช้ฐานลูกค้าตรงนี้เพื่อที่จะแนะนำให้ลูกค้าแบงก์ที่เปิดบัญชีซื้อขายหุ้นที่อื่นอยู่มาใช้บริการของเรา ก็มีโอกาสที่จะทำให้เพิ่มฐานลูกค้าได้อีกเป็นจำนวนมาก

***** บริษัทมีเป้าหมายที่จะเพิ่มฐานลูกค้าจากธนาคารจากปัจจุบันที่มี 4 ล้านคนอย่างไร
ในปี 2553 บริษัทมีบัญชีลูกค้าที่แบงก์ประมาณ 1 พันบัญชี โดยมีสัดส่วนวอลุ่มประมาณ 6% ของวอลุ่มซื้อขายรวมของบริษัท ซึ่งในปีนี้บริษัทมีเป้าที่จะเพิ่มสัดส่วนวอลุ่มเป็น 10% จากลูกค้าที่มาจากแบงก์ โดยปัจจุบันบัญชีรวม 47,000 บัญชีซึ่งลูกค้าหลักของบริษัทจะเป็นกลุ่มขนาดกลาง และมีสัดส่วนบัญชีที่ซื้อขายสม่ำเสมอ (Active) จากทั้งหมดเฉลี่ยประมาณ 25% ใกล้เคียงกับตลาดรวม

***** ในฐานะบอร์ดสมาคมบริษัทหลักทรัพย์มีนโยบายหรือการพูดคุยภายในอย่างไรบ้างถึงประเด็นการเปิดเสรีค้าหลักทรัพย์ที่จะเริ่มขึ้น
คล้ายๆ กับตามที่เรียนไว้ข้างต้นว่า ปัจจุบันตลาดของเราถือว่าเปิดเสรีไปแล้วในแง่ของภาพต่างๆ เช่น เรามีโบรกเกอร์ฝรั่งที่เป็นสมาชิกตลาดหลักทรัพย์ประมาณ 6 – 7 บริษัทก็คือตลาดเราก็ยอมให้บริษัทหลักทรัพย์ต่างประเทศเข้ามาเป็นสมาชิกได้นานแล้วค่าคอมมิสชัน 2 ปี รวมทั้งปีนี้ถือว่าได้มีการเปิดเสรีแล้ว เพราะฉะนั้นมองว่าภาพรวมของตลาดโดยทั่วไปได้อยู่ในตลาดเสรีแล้วซึ่งได้มีการแข่งขันกับโบรกเกอร์ต่างประเทศอยู่แล้ว บล.ธนชาตก็เช่นกัน เราก็สามารถแข่งขันมาร์เก็ตยังเพิ่มขึ้นได้ทุกปี และไม่กลัวการแข่งขัน เพราะการแข่งขันที่รุนแรงได้ดำเนินมาตลอด จึงไม่คิดว่าภาพการแข่งขันข้างหน้าจะแตกต่างไปจากปัจจุบันมาก

***** บริษัทมีนโยบายที่จะไปซื้อโบรกเกอร์ขนาดเล็กเพิ่มเพื่อเสริมความแข็งแกร่งหรือไม่
ดูอยู่เรื่อยๆ ประเด็นการควบรวมโบรกเกอร์ขนาดเล็กในประเทศอาจไม่เกิดได้ง่าย เพราะการควบรวมบริษัทหลักทรัพย์ คือ การรวมคนที่จะทำให้เกิดผลดี ซึ่งทรัพย์สินอื่นไม่ได้มีความหมายเท่าคนรวมคนเข้า เพราะงานวิเคราะห์บริษัทก็มีอยู่แล้ว เห็นได้จากการรวมกับบล.นครหลวงไทยเราก็ไม่ได้นำทรัพย์สินอะไรเข้านอกบุคลากร ดังนั้นการซื้อหลักทรัพย์หากราคาไม่เหมาะก็ไม่เหตุที่ต้องซื้อ

***** มีการเข้าไปพูดคุยบ้างหรือไม่
ไม่ได้มีการเข้าไปพูดคุยกับบริษัทหลักทรัพย์ เพราะหลังจากที่ได้บล.นครหลวงไทยทำให้เราได้เจ้าหน้าที่การตลาดมาถึง 85 คน ถือว่าเป็นจำนวนที่เพิ่มความแข็งแกร่งให้เราเยอะมากรวมกับเจ้าหน้าของบล.ธนชาตเป็น 400 คนและมีแผนที่จะเพิ่มอีก 25 คน

เรื่องที่คุณอาจสนใจ  วิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) คืออะไร

***** หลังจากควบรวมกับบล.นครหลวงไทยมีสาขาเท่าใด
หลังจากรวมแล้วมีจำนวนสาขาเพิ่มเป็น 40 สาขา

***** ประเมินว่าจำนวนโบรกเกอร์ในปีนี้จะมีจำนวนลดลงอีกหรือไม่
มองว่าจะมีจำนวนลดลงไม่มาก โดยส่วนตัวมองโบรกเกอร์ทุกรายสามารถแข่งขันได้ในตลาด เขาจะมีตลาดที่เป็นนิช มาร์เก็ตซึ่งหากสามารถบริหารต้นทุนได้ดี คิดว่าตลาดนี้การมีผู้เล่นในตลาดนี้สามารถมีได้ ไม่คิดว่าโบรกเกอร์จะหายไปจากอุตสาหกรรมเยอะ เพราะโบรกเกอร์จะต้องดูต้นทุนในการทำธุรกิจ และอุตสาหกรรมก็ผ่านการใช้อัตราค่าคอมฯ 0% มาแล้วในช่วงหนึ่ง ก่อนหน้านี้ทุกคนถือว่ามีประสบการณ์แล้ว จึงไม่คิดว่าจะไม่มีโบรกเกอร์ลดราคาลงมากถึงขึ้นไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ซึ่งปัจจุบันมีโบรกเกอร์ที่ดำเนินธุรกิจจำนวน 33 แห่ง คิดว่าทุกคนมีตลาดของตัวเองที่สามารถดำเนินธุรกิจได้

***** ผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมหลายรายมองว่าโบรกเกอร์ที่เป็น Stand Alone หรือมีมาร์เก็ตแชร์ต่ำกว่า 2% จะไม่สามารถทำธุรกิจต่อไปได้มีความเห็นในประเด็นนี้อย่างไร
มีความเห็นที่แตกต่าง เพราะมองตลาดนี้หากควบคุมต้นทุนของตัวเองและรู้จักตำแหน่งตัวเองว่าจะเป็นโบรกเกอร์ประเภทไหน มีลูกค้าของตัวบริหารจัดการได้ดี เชื่อว่าน่าจะอยู่ได้และการแข่งขันลดค่าคอมมิสชันลงเหลือ 0% ยืนยันว่าไม่น่าจะได้เห็น

***** ในเรื่องการแข่งขันลดค่าคอมมิสชันมีกฎหมายของกระทรวงพาณิชย์ที่ดูแลหรือไม่
มีกฎหมายที่ควบคุม คือ ห้ามคิดอัตราค่าคอมมิสชันที่ต่ำกว่าต้นทุน ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นต้นทุนของแต่ละบริษัทเป็นลักษณะของการทุ่มตลาดที่ลดลงถึงขั้นขาดทุนไม่สามารถทำได้ หลังจากที่ได้ปรึกษากระทรวงพาณิชย์โดยการใช้ค่าคอมฯ ที่ 0% ถือว่าผิดกฎหมาย

***** ปัจจุบันบล.ธนชาตมีพอร์ตลงทุนหรือไม่
บริษัทไม่มีพอร์ตลงทุน แต่เราลงทุนในส่วน TFEX คือการเปิดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าบ้างแต่เป็นระดับที่น้อยมาก คือเราเป็น Market Maker ของ Gold Future แต่ให้วงเงินน้อยมาก รวมประมาณ 30 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ยืนยันว่าไม่นโยบายที่จะลงทุนในหุ้น

***** อนาคตบล.ธนชาตมีแผนที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือไม่
คิดว่าไม่มีแผนแน่นอนที่บล.ธนชาตมีแผนที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เนื่องจากกลุ่มเราต้องการให้ TCAP เท่านั้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เพราะหากซื้อลงทุน TCAP ก็ได้ทั้งหมดอยู่แล้ว เพราะเราอยู่ภายใต้ TBANK ซึ่งก็อยู่ภายใต้ TCAP อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องแยกตัวเองมาเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

***** ประเมินถึงภาพรวมตลาดหุ้นในปีนี้ไว้อย่างไร
ฝ่ายวิเคราะห์ของเรายังมีมุมมองเป็นบวกต่อตลาดหลักทรัพย์โดยมีเป้าดัชนีฯ อยู่ที่ 1,300 จุด ขณะที่กำไรของบริษัทจดทะเบียนจะเติบโตประมาณ 25% ส่วนในช่วงนี้ที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นจะเกิดในระยะสั้นเท่านั้น เพราะเศรษฐกิจของไทยถือว่ามาถึงจุดที่สามารถต้านทานภาวะน้ำมันที่สูงขึ้นได้ เนื่องภาพรวมของเศรษฐกิจประเทศก็มีรายได้จากการส่งออกหลักจะอยู่ที่การเกษตรสูง ขณะบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ก็มีผลกำไรเบื้องต้นที่ค่อนข้างสูงต้านกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นในระยะสั้นได้ เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นไม่ได้เกิดดีมานด์และซัพพลายจริงแต่มาจากผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ผิดปกติในตะวันออกกลางในด้านการเมือง ซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นในระยะยาวและสามารถจบปัญหาได้ในระยะเวลาไม่นาน ประกอบกับในปีนี้จะมีการเลือกตั้งถือเป็นปัจจัยบวกหนึ่งที่มีผลต่อตลาดหุ้น

***** ช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้มีการโรดโชว์ในต่างประเทศบ้างหรือไม่
ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาของปีได้ไปโรดโชว์สัปดาห์เว้นสัปดาห์ ทั้งในส่วนของนักวิเคราะห์ที่ไปนำเสนอภาพการลงทุน และตอนนี้ก็มีแผนที่จะพา SCC ไปตอรอนโตที่แคนดาและ LH ไปสิงคโปร์และฮ่องกง

***** หลังจากที่ไปโรดโชว์ต่างประเทศประเด็นที่นักลงทุนให้ความสนใจและสอบถามมากที่สุดคือเรื่องใด
โดยสรุปนักลงทุนต่างชาติยังสนใจลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย โดยสัดส่วนที่นักลงทุนต่างชาติลงทุนคงยังน่าไม่เปลี่ยนแปลง แต่อาจมีการสลับหุ้นที่จะลงทุน ประเด็นที่ถามเข้ามาเป็นประเด็นทั่วๆ ไปด้านเศรษฐกิจ ส่วนความกังวลที่เกี่ยวข้องกับการเมืองที่เคยเป็นประเด็นหลักก็ลดลงหลังจากที่มีข้อมูลว่าจะมีการเลือกตั้งในปีนี้แน่นอน แต่หลังจากนี้ความถี่โรดโชว์ต่างประเทศจะทยอยลดลง แต่ยังเป็นหลักที่จะโรดโชว์ต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา

***** หุ้นกลุ่มที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจเข้ามาลงทุนมากสุดคือหุ้นกลุ่มใด
หุ้นที่เราแนะนำคือหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ซึ่งถือเป็นหุ้นกลุ่มที่จะต้านทานต่ออัตราเงินเฟ้อในระดับปัจจุบันได้ รวมทั้งมี SCC ตอนนี้เราแนะเป็นลักษณะ Bottom Up คือเลือกหุ้นรายตัวให้ โดยหุ้นที่นักลงทุนยังสนใจ ยังคงเป็นกลุ่มเดิมทั้งกลุ่มพลังงานและธนาคารพาณิชย์

โดย…
ประลองยุทธ ผงงอย

eFinanceThai.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *