เก็งกำไรที่ดิน เก็งกำไรทองคำ

ผ่ากลยุทธ์เก็งกำไร ‘โด่ง’ องอาจ สิงห์ลำพอง ผู้อำนวยการสถานีช่อง 8 ลูกน้องคนสนิท ‘เฮียฮ้อ’ ชอบลงทุน ‘ที่ดิน-ทองคำ’ เป็นรายได้เสริม พอร์ต20ลบ

อาจไม่ค่อยคุ้นชื่อ “โด่ง” องอาจ สิงห์ลำพอง ลูกหม้ออาร์เอส เป็นหนึ่งในลูกน้องคนสนิท “เฮียฮ้อ” สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกัน จนนายใหญ่อาร์เอสโปรโมทให้มารับผู้อำนวยการสถานีช่อง 8 ผ่านดาวเทียม เป็นความหวังที่จะสร้างรายได้สำคัญให้กับค่าย

ยิ่งไม่เชื่อเข้าไปใหญ่ ถ้าจะบอกว่าองอาจผู้นี้เป็น “เซียนเก็งกำไร” แต่ไม่ใช่ในตลาดหุ้น เขาคือนักเก็งกำไร “ทองคำ” และ “อสังหาริมทรัพย์” ตัวยง กล้าใช้คำว่า “เซียน” ได้เต็มปาก เพราะใจถึงขนาดกล้า “เหมา” คอนโดมิเนียมยกชั้น 7-8 ห้องไว้เก็งกำไร และส่งลูกน้องไปเฝ้าประจำที่ร้านทอง “ฮั่วเซ่งเฮง เยาวราช” เกาะติดราคาทองคำ และคอยฟังข่าวจากห้องค้าทองทุกวัน

สำหรับประวัติชีวิตขององอาจ หนุ่มใหญ่วัย 40 รายนี้ ในวงการเพลงและภาพยนตร์ อาจกล่าวได้ว่าไม่มีใครไม่รู้จักเขา องอาจเรียนจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เริ่มทำงานที่อาร์เอสเมื่อปี 2532 ในตำแหน่งนักศึกษาฝึกงานฝ่ายมิวสิควีดิโอ ช่วงนั้นศิลปินเบอร์หนึ่งของค่ายคือ ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง และ “กี้” อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ที่กำลังดังเป็น?????? พุลแตก

หลังทำงานได้เพียง 3-4 เดือน ก็ฉายแววเข้าตา ปรัชญา ปิ่นแก้ว ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง ซึ่งในขณะนั้นเป็นหัวหน้าฝ่ายมิวสิควีดิโอของอาร์เอส ได้ชวนโด่งไปทำหนังเรื่อง ?รองต๊ะแล่บแปล๊บ? โดยให้ดูแลความต่อเนื่องของภาพยนตร์และฟิล์ม

จากนั้นก็เข้ามารับตำแหน่งแรกอย่างเป็นทางการในอาร์เอส โดยเฮียฮ้อ ให้นั่งตำแหน่งผู้จัดการกองถ่ายทำได้ปีครึ่ง ก็ขอย้ายไปกำกับมิวสิควีดิโอเพลง “มหัศจรรย์” ของ ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง ทำได้ปีครึ่ง เฮียฮ้อก็ให้ไปกำกับภาพยนตร์ ?ฝันติดไฟ หัวใจติดดิน? หลังจากนั้นก็ได้กำกับหนังเรื่อง “แตกสี่ รัก-โลภ-โกรธ-เลว”

ต่อมาถูกเรียกตัวไปทำโปรโมเตอร์ละคร ทำได้ 6 เดือนก็ให้มานั่งตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท อลาดิน เฮ้าส์ จำกัด บริษัทในเครือผลิตละคร ภาพยนตร์ และมิวสิควีดิโอ หนังเรื่องที่สร้างชื่อให้องอาจมากที่สุดคือ “ชู้” จากนั้นเฮียฮ้อ ก็เรียกตัวให้ไปทำโปรโมเตอร์เพลง “วงพริกไทย” จนล่าสุดให้มาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายผลิตและการตลาดฝ่ายภาพยนตร์ และผู้อำนวยการสถานีช่อง 8 กล่าวได้ว่าเป็นลูกน้องที่เฮียฮ้อ “เรียกใช้” ได้ทุกงาน

สำหรับอีกมุมหนึ่งของชีวิต ลูกหม้ออาร์เอสรายนี้ยังเป็น “นักลงทุน” ที่ชื่นชอบการ “เก็งกำไร” เรียกว่ามีวิญญาณนักเก็งกำไรติดตัวมาตั้งแต่เด็ก โดยเขาเริ่มสนใจหาเงินตั้งแต่สมัยเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยการรับจ้างคัดรายชื่อคนใช้โทรศัพท์ทั่วประเทศไทยด้วยลายมือ เนื่องจากเป็นคนที่เขียนหนังสือสวยมาก

“ผมได้เงินก้อนแรกจากอาชีพคัดลายมือเป็น “หลักหมื่นบาท” จากนั้นแม่ก็ชวนให้ไปปล่อยเงินกู้ให้กับแม่ค้าในตลาดช่วยคนจน ทำอาชีพปล่อยเงินกู้อยู่ 4-5 ปี จนเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก็มีเงินเก็บหลายแสนบาท จึงนำเงินไปลงทุนซื้อที่ดิน 1 ไร่ ติดถนนจังหวัดนครนายก ราคาตอนนั้น “แสนกว่าบาท” นี่คือจุดเริ่มต้นของอาชีพเก็งกำไรของผม”

หลังซื้อที่ดินแปลงแรก พอเริ่มมีเงินมากขึ้นก็ดักซื้อที่ดินที่จังหวัดนครนายกเพิ่มเติมอีก 4-5 ไร่ ราคาราวๆ 2 ล้านบาท ภายหลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นประกาศจะเข้าไปสร้างเมืองใหม่ ทุกวันนี้ก็ยังถือที่ดินเอาไว้ โดยมีความเชื่อว่าสักวันที่ดินแถวนั้นจะกลับมาบูมทั้งๆ ที่มีกำไรแล้ว 2 เท่าตัว

เมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมาองอาจ เปลี่ยนวิธีการลงทุนใหม่หันไปซื้ออสังหาริมทรัพย์แทนที่ดิน โดยเน้นคอนโดมิเนียมเป็นหลัก หลังวิเคราะห์ว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป เขายกตัวอย่างเข้าซื้อโครงการแฮปปี้ คอนโด รัชดา 18 เหมาเกือบยกชั้น 7-8 ห้อง ราคายูนิตละ 1 ล้านบาท เดิมตั้งใจเก็งกำไร สุดท้ายนำไปปล่อยเช่าได้ห้องละ 8,000 บาทต่อเดือน ขายวันไหนก็กำไร

“ลงทุนซื้อที่ดินและคอนโดมิเนียมมา 8 ปีแล้ว ถ้าจำตัวเลขไม่ผิดใช้เงินทยอยซื้อไปแล้วประมาณ 20 ล้านบาท ได้กำไรกลับคืนมาราวๆ 50% ผมจะเอาต้นทุนเข้าแบงก์แล้วนำกำไรมาต่อยอด เพื่อให้เงินมันงอกเงยขึ้นมา”
สำหรับไม้เด็ดการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ของ องอาจ มีอยู่ 3 ข้อ คือ หนึ่ง..เก็งที่ดินในย่านที่คิดว่า “ความเจริญกำลังจะไปถึง”? สอง..ถ้าเป็นคอนโดมิเนียมต้องเป็น “ทำเลฮิต” ของคนหมู่มาก สาม..”ซื้อเงินสด” ไม่ใช้วิธีผ่อน เพราะการจ่ายดอกเบี้ยคิดว่ามัน ?เหนื่อย? และ ?ไม่คุ้ม?

“ผมจะถือคติว่าถ้าไม่มีเงิน..อย่าซื้อดีกว่า! นี่อาจเป็นข้อเสียของการลงทุนก็ได้ แต่ผมถือเอาความ ?สบายใจ? เป็นตัวตั้ง ไม่มีหนี้ดีที่สุด ที่สำคัญการเก็งกำไรเป็นเพียงไซด์ไลน์ (อาชีพเสริม) มากกว่า”

โด่ง บอกว่า ช่วงหลังเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่เริ่มหันไปซื้อที่ดินในต่างจังหวัด เริ่มต้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของคุณแม่ ญาติแนะนำที่ดิน 2 ไร่ ราคา 1.5 ล้านบาท ตั้งใจจะซื้อไว้ทำบ้านพักให้เช่าหน้ามหาวิทยาลัย แต่ด้วยความที่ต้องมีคนดูแล “ผมเลยถอดใจ” ถือมา 1 ปี มีคนมาขอซื้อต่อเอาไปทำอพาร์ตเมนต์ให้เช่า ให้ราคามากกว่า 2 เท่า จึงตัดสินใจขาย

จากนั้นก็มาซื้อที่ดิน 4 ไร่ ติดแม่น้ำตาปี ราคา 1.5 ล้านบาท ขายไปในปี 2554 ได้กำไรมา 1 เท่าตัว ผ่านมาไม่นานก็ซื้อที่ดินอีก 3 ไร่ ติดแม่น้ำตาปีเหมือนกันแต่ทำเลดีกว่า ราคา 2.5 ล้านบาท

“วิธีขายที่ดินต่างจังหวัดจะเป็นลักษณะของการบอกต่อไม่เคยโฆษณา โดยจะหย่อนราคา (โยนหินถามทาง) ไปก่อนว่าคนซื้อรู้สึกว่าถูกหรือแพง..? อยากได้จริงมั้ย! ผมคิดว่าการขายที่ดินเหมือนการเล่นเกม เราต้องมี ?แอคติ้ง? เล็กน้อยๆ (หัวเราะ) แต่สุดท้ายคือเอาราคาเป็นตัวตั้ง ถ้าพอใจก็ขาย ดูอย่างที่ดินในจังหวัดนครนายก ถือมานานมากราคาเพิ่มขึ้น 2 เท่าตัวแล้วก็ยังไม่ขาย เพราะเชื่อราคาจะพุ่งขึ้นไปอีก”

เขาบอกว่า วันนี้ที่สุราษฎร์ธานี (บ้านเกิดแม่) ยังมีที่ดินสวยๆ อีกมาก ตอนนี้ก็เล็งจะซื้อแปลงต่อไป เน้นพื้นที่ที่คุ้นเคย อีกเหตุผลหนึ่งจังหวัดนี้กำลังเติบโตแถมสงบกว่าจังหวัดอื่น ถือเป็นจังหวัดที่อุดมสมบูรณ์ ทะเลสวยงาม แม่น้ำกว้างใหญ่

นอกจากลงทุนที่ดินและคอนโดมิเนียมแล้ว เมื่อทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ลงทุนที่กำลัง “ฮิต” องอาจก็ไม่ยอมพลาดโอกาส จุดเริ่มต้นก็มาจาก “แม่” อีกนั่นแหละ! แม่เริ่มเก็งกำไรทองคำก่อนผ่านไป 1-2 สัปดาห์ เขาก็ได้กำไรแล้ว ได้มากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากอีก ก็เลยเล่นเก็งกำไรดูบ้าง

เท่าที่ลงทุนมาคิดว่าการลงทุนทองคำ “ไม่มีเจ๊ง” และไม่มีทางเป็น “ศูนย์” แน่นอน แม้ราคาทองจะลง ก็เจ็บตัวไม่มากเหมือนสินทรัพย์เสี่ยงประเภทอื่น ถือเป็นการออมเงินที่ดีมากทางหนึ่ง ทุกวันนี้จะส่งลูกน้องคนสนิทที่อยู่กันมา 20 ปี ไปนั่งประจำที่ร้านทอง “ฮั่วเซ่งเฮง เยาวราช” เพื่อดูกระดานราคาทองคำและฟังข่าวสารต่างๆ จากห้องค้าทองทุกวัน ลูกน้องจะคอยโทรมาบอกความเคลื่อนไหวตลอดเวลา ถ้าเห็นว่าราคาน่าซื้อก็จะโอนเงินให้เขาไปจัดการทันที

วิธีการลงทุนเมื่อซื้อเสร็จเราก็จะได้ตั๋วมาหนึ่งใบ อีก 1 สัปดาห์จึงจะได้ทองคำแท่งกลับมา คนที่ชอบลงทุนทองคำส่วนใหญ่จะส่งคนไปนั่งเฝ้าร้านทองแบบนี้ เชื่อหรือไม่! ตั้งแต่เก็งกำไรทองคำมายังไม่เคยเห็นตั๋วหรือเข้าไปสัมผัสอารมณ์ร้านทอง จริงๆ เลย ให้ลูกน้องจัดการแทนหมด

“ผมใช้เงินซื้อทองคำครั้งแรกเมื่อปลายปี 2554 ประมาณ? 2.5 ล้านบาท ได้ทองคำมา 100 บาททอง ราคาบาทละ 23,650 บาท แล้วก็ขายบางส่วนตอนบาทละ 25,000 บาท ได้กำไรมาประมาณ 5% ราคาขึ้นไปบาทละ 26,000 บาทก็ปล่อยอีก แล้วมาตั้งรับใหม่ตอนราคา 25,500 บาท จากนั้นจะซื้อเป็นช็อตๆ ดูเป็นวันๆ เล่นเหมือนหุ้น ถ้าวินาทีไหนราคาน่าสนใจก็จะสั่งลูกน้องช้อนทันที ส่วนข้อมูลก็ฟังนักวิเคราะห์ทองคำประเมินแต่เราไม่เชื่อเต็มร้อย จะเผื่อใจไว้หน่อยไม่เสียหาย”

ส่วนการทำกำไรในทองคำ องอาจ บอกสั้นๆ ว่า ทองขึ้นบาทละ 50-100 บาท แล้วค่อยปล่อย (ขาย) เล่นเป็นชอตๆ ได้กำไรเฉลี่ยวันละ 10,000 บาท คิดจากทองที่มีอยู่ในมือ 100 บาท (ขายออก-ซื้อเข้า) ได้แค่นี้ก็แฮปปี้แล้ว ในสนามตรงนี้มีเพื่อนเก็งกำไรทองคำเก่งๆ เยอะ ส่วนใหญ่ที่เล่นใช้เงินเย็นบางคนได้กำไรมาก เพื่อนที่เก่งๆ มักจะบอกเสมอว่า เล่นเก็งกำไรแบบนี้ต้องมีเงินเย็นอย่าเล่นเงินร้อนมันไม่คุ้ม

สำหรับเป้าหมายในปี 2556 จะซื้อทองคำเพิ่มขึ้นเป็น 200 บาท วันนี้เรายังรู้ไม่เยอะยังเล่นเหมือนคน “เล่นการพนัน” ยังไม่มีฝีมือถึงขั้น “ทำธุรกิจ” ยังใจไม่ถึง คนใจถึงต้องใช้เงินเยอะต้องมีสายป่านที่ดี ปีนี้ขอซื้อแค่ 100 บาทก่อน

ถามถึงพอร์ตลงทุน องอาจ บอกว่า มีมูลค่าประมาณ 20 ล้านบาท ไม่ได้ลงทุนในตลาดหุ้นยกเว้นมีแต่หุ้น RS ที่ถือไว้ เล่นหุ้นมันเป็นเรื่องธุรกิจมากเกินไป ต้องใช้เวลาศึกษาดูแล้วยากเกินไป ที่จริงการเล่นหุ้นไม่ใช่ดูแค่ปัจจัยพื้นฐาน มันมีการทำราคา (ปั่นราคา) ได้ง่าย? “ผมคิดว่าเล่นหุ้นเสี่ยงมากกว่าเล่นทองคำ”

สำหรับเป้าหมายชีวิตหลังเกษียณจากงานจะหันเหไปเป็น “อาจารย์พิเศษ” ปัจจุบันทุกวันเสาร์เต็มวันก็ไปสอนให้กับนักศึกษาปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ สาขาภาพยนตร์และโทรทัศน์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ส่วนวันอาทิตย์ไปสอนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันก็กำลังเรียนต่อปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เหลืออีก 2 ปีก็จะจบแล้ว

ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมค่ายอาร์เอส กล่าวทิ้งท้ายว่า ปีนี้ในฐานะที่เป็นผู้อำนวยการสถานีช่อง 8 ค่อนข้างมั่นใจว่าจะทำรายได้ให้อาร์เอส 250 ล้านบาท ได้แน่นอน!!!
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *