เทคโอเวอร์ กับ การเก็งกำไร

ในตลาดหุ้นต่างประเทศที่พัฒนาแล้ว? จะมีนักลงทุนจำนวนหนึ่งที่วัน ๆ? อาจจะมองหาหุ้นที่เขาคิดว่าน่าจะเป็นเป้าหมายของการถูกซื้อหรือควบรวมกิจการโดยคนอื่นที่ไม่ใช่เจ้าของหรือผู้บริหารปัจจุบัน? ภาษาอังกฤษเรียกบริษัทหรือหุ้นเหล่านี้ว่าเป็น? ?Take Over Target?? หรือ? บริษัทที่อาจจะถูกซื้อหรือควบรวมกิจการ? เหตุผลก็คือ? หากต่อมามีคนมาเทคโอเวอร์กิจการจริง? ราคาหุ้นก็มักจะวิ่งอย่างแรง? ทำกำไรให้กับคนที่ซื้อหุ้นไว้ก่อนมหาศาล ตลาดหุ้นไทยเองก็น่าจะมีหุ้นที่จะถูกเทคโอเวอร์มากขึ้นเรื่อย ๆ? ดังนั้น? การเรียนรู้ว่าหุ้นตัวไหนจะมีโอกาสถูกเทคโอเวอร์ก็น่าจะเป็นประโยชน์กับการลงทุน? ลองมาดูเงื่อนไขหรือองค์ประกอบที่ทำให้บริษัทจะเป็น? Take Over Target กัน

leaf ข้อแรกก็คือ? โครงสร้างของผู้ถือหุ้น? บริษัทที่มีผู้ถือหุ้นกระจัดกระจายและไม่มีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นเรื่องเป็นราว? เช่น? กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดมีหุ้นไม่ถึง 5 หรือ 10%? และไม่มีหุ้นส่วนสำคัญอื่น ๆ? บริษัทแบบนี้ในทางทฤษฏีแล้วก็สามารถเป็นเป้าหมายของการเทคโอเวอร์ได้? และนี่มักจะเป็นการเทคโอเวอร์แบบไม่เป็นมิตร? นี่คือโครงสร้างแบบที่หนึ่ง? โครงสร้างแบบที่สองที่อาจทำให้บริษัทถูกเทคโอเวอร์ก็คือ? บริษัทเป็น? ?บริษัทลูก?? หรือ ?บริษัทร่วม?? ของบริษัทขนาดใหญ่ถึงใหญ่มาก? ถ้าบริษัทแม่มีการปรับเปลี่ยนนโยบายหรือ? ?ปรับโครงสร้าง?? กลุ่มธุรกิจของบริษัท? ก็มีโอกาสที่บริษัทแม่จะซื้อหรือขายกิจการบริษัทลูกหรือบริษัทร่วมเข้ามาหรือออกไป? ลักษณะนี้ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นการเทคโอเวอร์แบบเป็นมิตร? อย่างไรก็ตามบางทีก็ขึ้นอยู่กับหุ้นส่วนรายอื่นด้วยว่าจะเห็นด้วยหรือไม่กับการเทคโอเวอร์? ตัวอย่างเมื่อเร็ว ๆ นี้ ของกรณีที่หนึ่งก็คือกรณีของหุ้น? TTA? ในขณะที่กรณีตามโครงสร้างที่สองก็คือ? กรณีของหุ้นในกลุ่มปิโตรเคมี (PTTCH, IRPC, TOP, PTTAR)ในเครือ ปตท.หลายบริษัทในตลาดและกรณีของหุ้นเสริมสุข (SSC) เป็นต้น

leaf เงื่อนไขที่สอง? หุ้นที่เป็นเป้าหมายการถูกเทคโอเวอร์โดยเฉพาะในแบบที่ไม่เป็นมิตรและไม่เกี่ยวกับการปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจนั้น? มักจะเป็นหุ้นที่มีมูลค่าตลาดต่ำ? หรือตกต่ำลงมาก? และต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานที่ควรเป็นหรือต่ำกว่ามูลค่าของสินทรัพย์สุทธิ? โดยเฉพาะอย่างยิ่ง? สินทรัพย์ที่เป็นเงินสดของบริษัท? และเหตุผลที่หุ้นมีราคาตกต่ำนั้น? เป็นเพราะการบริหารงานที่ไม่ดีหรือบริษัทมีนโยบายที่ไม่เหมาะสมทำให้กิจการมีกำไรน้อยหรือขาดทุน? ส่งผลให้ราคาหุ้นลดลงหรือตกต่ำต่อเนื่องยาวนาน? โดยที่ผู้ที่จะมาเทคโอเวอร์มองว่า? ถ้าสามารถเปลี่ยนแปลงผู้บริหารหรือกลยุทธ์ของบริษัท? ผลประกอบการของบริษัทจะดีขึ้นมาก?? หรือคนเทคโอเวอร์อาจจะเห็นว่า? บริษัทมีทรัพย์สินที่สามารถนำมาจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้มากคุ้มค่าแทนที่จะเก็บไว้กับบริษัทโดยที่ไม่รู้ว่าอนาคตผู้ถือหุ้นจะได้อะไร

ตัวอย่างที่เกิดขึ้นมากกับกรณีของการบริหารงานก็คือ? การที่บริษัทมีเงินสดมากอันเป็นผลจากกำไรที่ทำได้มากจากธุรกิจปกติของบริษัท? แต่เมื่อผลประกอบการของธุรกิจเดิมเริ่มตกต่ำลง? ผู้บริหารก็มักจะพยายามหาธุรกิจอื่นที่ตนเองไม่มีความรู้หรือประสบการณ์มาทำโดยการเข้าไปซื้อธุรกิจเหล่านั้นในราคาที่? ?Aggressive?? หรือราคาที่มักจะแพงกว่าปกติ? ผลก็คือ? กำไรของบริษัทก็ยิ่งตกต่ำลงไปกว่าเดิม? ซึ่งทำให้ราคาหุ้นตกลงมามาก? คนที่เทคโอเวอร์เองเห็นว่า? ถ้าสามารถเข้าไปเปลี่ยนผู้บริหารหรือเปลี่ยนกลยุทธ์ของบริษัท? ผลการดำเนินงานน่าจะดีขึ้นซึ่งก็จะส่งผลให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปมหาศาล

ตัวอย่างที่เกิดขึ้นในเรื่องของทรัพย์สินของบริษัทที่มีมากแต่ผู้บริหารไม่จ่ายออกมาเป็นปันผลให้กับผู้ถือหุ้นเท่าที่ควร? ทำให้ราคาหุ้นตกต่ำลงมาก? จนบางกรณีราคาหุ้นต่ำกว่าเงินสดที่บริษัทมีอยู่? นี่ก็เป็นกรณีที่เกิดกับบริษัทหลักทรัพย์บางแห่งและบริษัทอิเล็คโทรนิคบางบริษัท? กรณีแบบนี้? หลังการเทคโอเวอร์? ก็มักจะมีการจ่ายปันผลจำนวนมากออกมาเพื่อให้คนที่เทคโอเวอร์นำเงินมาใช้คืนเจ้าหนี้หรือคืนเงินค่าหุ้นที่ตนเองซื้อมาในราคาต่ำ? ทำกำไรให้กับคนเทคโอเวอร์มหาศาลเช่นเดียวกับนักลงทุนที่เห็นและเข้าไปซื้อหุ้นไว้ก่อน

leaf เงื่อนไขข้อสามที่จะทำให้หุ้นเป็นเป้าหมายการเทคโอเวอร์ก็คือ? การที่ผู้บริหารสูงสุดมักเป็น? ?นักบริหารมืออาชีพ?? พูดง่าย ๆ? ไม่ได้เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นใหญ่? ดังนั้น? การดูแลผู้ถือหุ้นจึงมักเป็นเป้าหมายรอง? เพราะการที่ราคาหุ้นจะตกหรือขึ้นผู้บริหารก็ไม่ใคร่จะได้อะไร? แต่การที่ขยายงานให้บริษัทใหญ่ขึ้นหรือการที่บริษัทมีเงินสดมาก ๆ? นั้น? ผู้บริหารก็มักจะได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นหรือมีความมั่นใจว่าบริษัทจะไม่มีปัญหาในการดำเนินงานที่อาจส่งผลกระทบกับตำแหน่งหน้าที่ของตนเอง? ดังนั้นจึงสร้างเงื่อนไขของการเทคโอเวอร์ขึ้น?? ประเด็นอีกอย่างหนึ่งก็คือ? ในสังคมไทยนั้น? ถ้าบริษัทยังบริหารโดยคนในครอบครัวหรือตระกูลที่เคยหรือยังถือหุ้นค่อนข้างมากในบริษัท? คน ?ภายนอก?? ก็คงไม่อยากจะเข้าไปเกี่ยวข้อง? เพราะเรื่องอาจจะขยายตัวไปเป็นเรื่อง? ?ส่วนตัว?? ซึ่งไม่คุ้มสำหรับคนที่คิดจะเทคโอเวอร์

leaf เงื่อนไขข้อสุดท้ายก็คือ? ในเรื่องเชิงเศรษฐศาสตร์และอาจจะเรื่องของตลาดหุ้นด้วย? นั่นคือ? มีการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่ทำให้การรวมกิจการเป็นหนทางที่สำคัญในการ? ?อยู่รอด?? หรือ? ?รุ่งเรือง?? ของบริษัทโดยเฉพาะบริษัทขนาดเล็กที่ไม่มี Economy of Scale หรือไม่มีความคุ้มค่าในการแข่งขันเมื่อเทียบกับบริษัทที่ใหญ่หรือมีขนาดที่เหมาะสมกว่า? ตัวอย่างในเรื่องนี้ก็อาจจะเป็นธุรกิจอย่างโรงพยาบาลที่มีความเคลื่อนไหวในช่วงนี้? แม้ว่าเหตุผลอาจจะเป็นเรื่องของการตอบสนองของราคาหุ้นมากกว่าเหตุผลเชิงเศรษฐกิจหรือต้นทุนการดำเนินงาน? หรืออย่างที่เราอาจจะได้เห็นในอนาคตก็อาจจะเป็นธุรกิจหลักทรัพย์หลังจากการเปิดเสรีในเร็ว ๆ? นี้ที่บริษัทเล็ก ๆ? อาจจะอยู่ได้ยากเป็นต้น

การลงทุนโดยตั้งความหวังว่าอาจจะมีคนมาเทคโอเวอร์บริษัทเพียงสถานเดียวนั้น? เป็นเรื่องที่เสี่ยงอย่างยิ่งโดยเฉพาะในตลาดหุ้นไทยที่ยังต้องอิงกับ ?ขนบธรรมเนียม?? และ ?กฎเกณฑ์ที่ไม่มีการประกาศ??? อีกมาก? นี่ไม่ต้องพูดถึงว่าจะมีคนสนใจมาเทคโอเวอร์หรือเปล่าแม้ว่าจะมีเป้าหมายที่เด่นชัด? สังคมไทยนั้น? ความเชื่อก็คือ? ถ้าเขาซึ่งก็คือ? ผู้บริหาร? ?ถูกกระทำ?? โดยที่ฝ่าย ?ผู้กระทำ? ซึ่งเป็นคนเทคโอเวอร์นั้น? มีแรงจูงใจก็คือ? ?ผลกำไรมหาศาล??? โอกาสที่ผู้กระทำจะกลายเป็น? ?จำเลยสังคม?? ก็มีไม่น้อย? ดังนั้น? ถ้าจะเล่นเรื่องเทคโอเวอร์? ผมคิดว่ากลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดก็คือ? ตัวหุ้นหรือกิจการนั้น? ต้องมีราคาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานมาก? แม้ว่าจะไม่มีคนมาเทคโอเวอร์มันก็คุ้มค่าที่จะลงทุนอยู่ดี?? ส่วนการที่มันอาจจะถูกเทคโอเวอร์นั้น? เป็นเพียง? ?โบนัส?? ที่จะได้? ซึ่งมันอาจจะเป็น? ?ลาภลอย?? ที่มีมูลค่ามากยิ่งกว่าพื้นฐานจริง ๆ? ที่เราคิดคำนวณไว้

โลกในมุมมองของ Value Investor??????? 4 มิถุนายน 54ดอกไม้
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *