QuantTechnical AnalysisTrader

เผย 6 สูตรลับความสำเร็จของนักลงทุนทางเทคนิค

Technical Analysis ใช้ได้จริงเหรอ? นั่นเป็นคำถามของผมเมื่อตอนเริ่มต้นทำความรู้จัก และใช้งานการลงทุนในแนวทางนี้ เพราะโดยส่วนตัวแล้วถูกปลูกฝังมาด้วยความเชื่อทางด้าน Fundamental Analysis มากกว่า เพราะหลักฐานต่างๆ จะมีเหตุและผลรองรับเสมอ และมีตัวอย่างของคนที่ประสบความสำเร็จ และมีชื่อเสียงด้านนี้ อย่างเช่น Warren Buffett มหาเศรษฐีอันดับสามของโลกที่ร่ำรวยจากการลงทุนในหุ้น

ผมเลยอยากรู้ว่าคนที่ประสบความสำเร็จจาก Technical Analysis จะมีบ้างหรือไม่ และมันทำให้ผมพบกับนักลงทุนหลายคนที่มีแนวทางการลงทุนที่ไม่เหมือนใคร และนอกจากนั้นยังประสบความสำเร็จในแนวทางนั้นๆ อีกด้วย เรามาทำความรู้จักกันทีละคน เผื่อจะทำให้ได้เกิดไอเดีย หรือแนวทางที่เราสามารถนำมาศึกษาและประยุกต์ใช้ได้เอง

นักลงทุนทางนิคเทคระดับโลก

Marty Schwartz 

Marty Schwartz

เคยเป็นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ แต่เบื่อหน่ายกับการต้องเขียนบทวิเคราะห์เชียร์ให้นักลงทุน “ซื้อ” หุ้นที่เกินมูลค่าพื้นฐาน เขาจึงได้ทำการคิดค้นพัฒนาอินดิเคเตอร์ (Indicator) หรือเครื่องมือทางเทคนิค เพื่อช่วยในการหาจุดเข้าซื้อ โดยมีความเสี่ยงต่ำในการลงทุนของเขา Schwartz  ประสบความสำเร็จอย่างมากหลังจากหันหลังให้การวิเคราะห์โดยใช้ปัจจัยพื้นฐาน มาใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิค โดยเน้นไปที่การประยุกต์ใช้คณิตศาสตร์และความน่าจะเป็น

เขาสามารถเพิ่มมูลค่าพอร์ตการลงทุนของเขาจาก $40,000 เป็น $20,000,000 และยังชนะการแข่งขันเทรดระดับชาติของสหรัฐอเมริกาในปี 1984 เมื่อเขาถูกถามว่า Technical Analysis ใช้ได้จริงหรือ? เขาตอบว่า “ผมใช้ Fundamental Analysis มากกว่า 9 ปี แต่สิ่งที่ทำให้ผมรวยคือ Technical Analysis”. หลักการที่เขาใช้คือ Moving Average เพื่อเฟ้นเลือกหุ้นที่มีราคาหุ้นแข็งแกร่งกว่าตลาดโดยรวม ทำให้ผลตอบแทนออกมาน่าประทับใจ

เทรดเดอร์ยอมสูญเสียเงินลงทุนของเขา มากกว่า การยอมรับว่าตอนเองผิดพลาด…ผมประสบความสำเร็จจากการเทรดได้ด้วย คติที่ว่า “ช่าง…แม่….ง…อีโก…ทำเงินสำคัญที่สุด”…Marty Schwartz 

 

Mark D. Cook

mark-d-cook

เขาสูญเสียเงินหลายครั้งจากการเทรดหุ้น เพื่อเรียนรู้ และมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ความสูญเสียมากกว่าเงินที่เขามีอยู่ มันทำให้เขาต้องติดหนี้ก้อนโต ในปี 1982 เขาขาย Call Option (deep in the money) และมูลค่าของมันลดลงอย่างรวดเร็ว จากเงิน $350,000 เหลือ $165,000 เพียงแค่สองสามวัน หากรวมเงินของครอบครัวที่นำมาลงทุนในหุ้นตัวอื่นๆ ด้วยเขาขาดทุนไปมากกว่า $815,000

เขาไม่ยอมแพ้ หลักจากเวลาผ่านไป 5 ปี Mark ก็กู้พอร์ตหรือทำเงินกลับมาได้คืนทั้งหมด จากการลงทุนและมีกำไรอย่างมาก จากสิ่งที่เขาคิดค้นขึ้น นั่นคือ Accumulative Tick indicator

Tick ถูกใช้กันแพร่หลายในการวัดสภาวะที่มีการซื้อ หรือ ขาย หุ้นมากจนเกินพอดี Tick วัดจากจำนวนของหุ้นใน NYSE ที่ปิดบวก ลบ ด้วยจำนวนหุ้นที่ปิดลบ เมื่อ Tick indicator มันมากกว่า หรือ น้อยกว่าค่าเฉลี่ย มันจะเกิดการกลับตัวของราคาทำให้เทรดเดอร์สามารถหาจังหวะเข้าทำกำไรได้จากความผิดปกติของตลาด

Mark ยังได้รับรางวัลที่ 2 จากการแข่งขันเทรดหุ้นระดับชาติของอเมริกา เมื่อปี 1989 และชนะเลิศในปี 1992 เมื่อเขาเปลี่ยนไปเทรดออปชัน ได้รับตอบแทนกว่า 563% ตอนนี้เขาเทรด options ถือไว้ 3 วันจนถึง 30 วัน และ Day Trade ฟิวเจอส์ S&P 500

การที่จะประสบความสำเร็จในการเป็นเทรดเดอร์ …คนคนนั้นต้องทุ่มเทมากๆ และต้องมุ่งมั่นเป็นที่สุด สำหรับใครที่อยากได้ทางลัดส่วนใหญ่มักจะล้มเหลวไม่เป็นท่า…และถึงแม้ว่าคนจะทำทุกอย่างถูกต้อง…คุณต้องเผื่อใจไว้ว่าคุณอาจจะเสียเงินได้ในห้าปีแรกของการลงทุน…คำกล่าวนี้อาจจะฟังดูน่ากลัว แต่มันคือความจริง ที่เทรดเดอร์หลายคนเลือกที่จะไม่รับฟัง หรือ เลือกที่จะไม่เชื่อ แต่การไม่รับรู้สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรให้ดีขึ้น….Mark D. Cook

Victor Sperandeo

victor-sperandeo

นักเทรดออพชั่น และนักวิเคราะห์ทางเทคนิค ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าทำผลตอบแทน 72% ตลอด 18 ปีต่อเนื่อง การขาดทุนครั้งแรกของเขาคือเมื่อปี 1990 ด้วยการขาดทุน 35%

เขาอธิบายแนวทางการลงทุนของเขาว่าจะรับความเสี่ยงก็ต่อเมื่อเขาได้แต้มต่อ หลังจากการศึกษาตลาดมากกว่าสองปีอย่างจริงจัง เขาก็สามารถระบุ ‘life expectancy’ หรือ ระยะเวลาที่ตลาดมันจะเคลื่อนไวได้ ยกตัวอย่างเช่น เขาสังเกตุการขึ้นของดัชนีดาวน์โจนส์ในสภาวะตลาดกระทิงส่วนใหญ่แล้วจะขึ้นไปถึงราวๆ 20% และหลังจากนั้นมันจะตกลงอย่างรวดเร็ว

การทำความเข้าธรรมชาติการขึ้นลงของตลาดในแต่ละรอบทำให้เค้าเข้าใจว่าสภาวะตลาดหุ้นมันก็เหมือนกับชีวิตคน ที่บริษัทประกันจะรับทำประกันคนอายุ 80 จะแตกต่างกับคนอายุ 20 อย่างสิ้นเชิง หุ้นก็เช่นเดียวกันเมื่อมันขึ้นไปอย่างบ้าคลั่ง มันก็พร้อมจะพังครืนลงได้เสมอ

ทุกวันนี้ Victor เป็น CEO ของ Alpha Financial Technologies ซึ่งเป็นบริษัทที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในแนวทาง Trend-following โดยการใช้ Futures เขายังเป็นคนคิดค้นอินดิเคเตอร์หลายตัวสำหรับการเทรดฟิวเจอส์อย่างเช่น The Diversified Trends Indicator, The Commodity Trends Indicator, and The Financial Trends Indicator.

กุญแจสำคัญสำหรับความสำเร็จ คือ วินัยด้านการลงทุน การทำเงินในตลาดหุ้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความฉลาดของคนเลย ความสำเร็จในฐานะของเทรดเดอร์ คุณต้องสามารถยอมรับความผิดพลาดได้ คนที่ฉลาดมากๆ มักจะไม่ทำผิดพลาดหลายๆ รอบ การทำงานในชีวิตจริงหากทำผิดพลาดคุณอาจจะซ่อนความผิดไว้ได้บางครั้ง แต่ถ้าเป็นเทรดเดอร์ คุณไม่สามารถซ่อนความผิดพลาดได้เลย

Ed Seykota

ed-seykota

ผู้ก่อตั้งระบบเทรดโดยคอมพิวเตอร์ แนวคิดของเขามาจากงานของ Richard Donchian เขาได้เริ่มต้นพัฒนาระบบเทรดฟิวเจอส์โดยใช้การเทรดอย่างเป็นระบบในปี 1970 Seykota ทดสอบและพัฒนาไอเดียของเขาโดยการใช้คอมพิวเตอร์ IBM 360 ซึ่งมันเป็นระบบที่ก่อนจะเป็นการเทรดหุ้นแบบออนไลน์ ซึ่งคอมพิวเตอร์แบบนี้มีขนาดใหญ่เท่าห้องโถงและใช้เครื่องตอกบัตรในการเขียนโปรแกรม

เริ่มต้นเขาได้เขียนระบบเทรดตามแนวโน้ม โดยดักจับรูปแบบของราคาบางอย่าง และการใช้ money management ในปี 1988 หนึ่งในลูกค้าของเขามีผลตอบแทนกว่า 250,000% ทุกวันนี้การเทรดรายวันของเขาสามารถจับรูปแบบการเทรดได้เป็นรายนาทีและเทรดแบบอัตโนมัติ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ  Algorithm Trading สำหรับมือโปร

เขากล่าวว่าสิ่งที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จนั้น คือ การบริหารการเงิน money management ซึ่งความสามารถในการคัทลอส หรือขายตัดขาดทุน และ technical analysis based system ที่เขาสร้างขึ้น เขากล่าวถึงพื้นฐานของบริษัทว่าเป็นเรื่องตลก และการใช้ข้อมูลเหล่านั้นในการเทรดมีประโยชน์น้อยมาก

ในตลาดหุ้นมีนักเทรดเก่า มีนักเทรดที่เก่ง แต่นักลงทุนที่เก่งและนักเทรดเก่ามีน้อย Ed Seykota

James Simons – 11.0 Billion

james-simons

บางทีเขาถูกเรียกว่า “ราชาแห่ง Quant” หรือ ราชาแห่งการเทรดแบบการใช้ตัวเลขและสถิติ เขาคือกูรู maths ที่ฉลาดมาก เรียนคณิตศาสตร์ที่ MIT และได้ปริญญาเอกจาก UC, Berkeley. Simmons ถอดรหัสลับให้กับรัฐบาลสหรัฐเมื่อสมัยสงครามเวียดนาม และเขาได้เป็นผู้ก่อตั้ง Renaissance Technologies ในปี 1982 และถึงปี 2013 เขาบริหารเงินลงทุนกว่า $15 พันล้าน

เขาได้สร้างทฤษฏี Cherns-Simons ในปี 1974 สูตรที่สร้างจาก geometry based ซึ่งต่อมาถูกใช้โดยนักคณิตศาสตร์เพื่อการระบุความแปรปรวนของอวกาศ โดยอิงจากทฤษฏีของไอน์สไตน์เรื่องกฏสัมพันธภาพ

บริษัทของเขา คือ บริษัทที่เน้นการลงทุนแบบ quantitative hedge fund ซึ่งใช้คอมพิวเตอร์ที่ถูกออกแบบอย่างสลับซับซ้อน และใช้โมเดลการคำนวณทางคณิตศาสตร์เพื่อวิเคราะห์การเทรดหลักทรัพย์ เงินลงทุน $10,000 ที่ลงไปเมื่อปี 1990 จะกลายเป็น $4,000,000 ในปี 2007 หากลงทุนกับเขา

พวกเราคือองค์กรนักวิจัย…เราจ้างคนที่เข้าใจคณิตศาสตร์ และสามารถสร้างโมเดล ทางการเงินที่เราสนใจลงทุนได้…เรามองหาเฉพาะคนที่สามารถทำสิ่งที่เป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์ และวิจัย โดยใช้คอมพิวเตอร์อย่างเชี่ยวชาญ

กุญแจแห่งความสำเร็จของ Renaissance Technologies มาจากคนที่เขาจ้างเข้ามาทำงาน ซึ่งส่วนใหญ่จบปริญญาเอกเท่านั้นไม่ใช่ MBA คนเหล่านี้สามารถเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้อย่างเชี่ยวชาญ

 

7 สูตรสำเร็จของเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ

คนที่ใช้แนวทางการลงทุนทางเทคนิคแล้วประสบความสำเร็จมีให้เห็น และมันจะยังคงใช้ได้ผลต่อไป แต่สิ่งที่เราจะสังเกตุได้จากคนเหล่านี้จะมีส่วนหนึ่งส่วนใดที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จได้ ผมสังเกตุเห็นว่ามี 7 ข้อดังนี้

  1. ใช้คณิตศาสตร์ หรือ โมเดลด้านการลงทุน
  2. ทุกคนล้วนมีระบบเทรดเป็นของตนเอง ไม่ว่าจะใช้อินดิเคเตอร์แบบไหนก็ตาม
  3. ส่วนใหญ่เขาเหล่านั้นจะทดสอบไอเดียก่อนว่าทำเงินได้จริงในตลาด ค่อยประยุกต์ใช้
  4. คนเหล่านั้นจะมีคนเก่งๆ ข้างกาย หรือ คนรู้จักที่มีสกิลเฉพาะด้านที่คนอื่นเลียนแบบได้ยาก
  5. ปีแรกๆ เขาเหล่านั้นมักจะขาดทุนก่อนที่จะทำกำไรก้อนโตในเวลาต่อมา
  6. แต่ละระบบเทรดจะเหมาะกับสไตล์ของแต่ละคน

บทความเรียบเรียงโดย อ.จิรัฏฐ์ หิรัญปภาพิศุทธิ์

สนใจเรียนหลักสูตร Technical Analysis ของทางสถาบันติดต่อ 082-492-7166

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *