บทวิเคราะห์หุ้น

ไทยเข้มแข็ง

?ไทยเข้มแข็ง? หนุนรากฐานเศรษฐกิจ หรือ ?หลุมดำ? (ทุจริต)ล้มรัฐบาล?

หากจะกล่าวถึงเสถียรภาพของรัฐบาลในขณะนี้คงหนีไม่พ้นปัจจัยเสี่ยงจากปัญหาทางการเมือง โดยการเคลื่อนไหวของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติที่ออกมาต่อต้านการทำงานของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง และความขัดแย้งทางความคิดเห็นของกลุ่มพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งปัญหาข้างต้นเป็นปัจจัยที่เข้ามารุมเร้าเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างชัดเจน แต่หากมองอีกมุมหนึ่งซึ่งเป็นพระเอกของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการไทยเข้มแข็ง 2555 ซึ่งเป็นแผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะ 2 โดยแบ่งเป็นทั้งเม็ดเงินอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพื่อเสริมสร้างรากฐานให้เศรษฐกิจขยายตัว และยกระดับขีดความสามารถของประเทศในอนาคต แต่ทว่าคลื่นการเมืองได้แทรกซึมเข้าไปในการจัดสรรงบประมาณดังกล่าว อาจทำให้รัฐบาล ถึงขั้นล้มตึงแบบไม่เป็นท่าหรือไม่ หลังเริ่มมีเสียงเล็ดลอดถึงความไม่ชอบมาพากล เกี่ยวกับโครงการไทยเข้มแข็ง
โดยนายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)ถึงกับออกมาบ่นว่า ผู้รับเหมาก่อสร้างตอนนี้กำลังเดือดร้อนหนักเพราะมีการกิน ?ค่าหัวคิว? ในโครงการต่างๆ ภายใต้งบประมาณไทยเข้มแข็งสูงถึง 20-25% งานนี้ถือเป็นการแฉข้อมูล ?ใต้โต๊ะ? ขึ้นมาวางให้เห็นกัน ?บนโต๊ะ? ถือว่าน้ำหนักไม่ธรรมดา เพราะเป็นการบอกเล่าของนักธุรกิจรุ่นใหญ่ในสภาอุตสาหกรรม ที่เป็นตัวแทนของบริษัทเอกชนทั่วประเทศจากเสียงสะท้อนครั้งนี้ ประเมินสัญญาณได้ว่า ภาคเอกชนเริ่มทนไม่ไหวกับ ธุรกิจการเมือง ที่เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลชุดปัจจุบัน
?ถ้ากินแค่ 5% ก็คงไม่เป็นไร ถือว่าธรรมดา? นายสันติ ระบุ


ประธานส.อ.ท. ยังเชื่อว่าการเบิกจ่ายงบโครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาลน่าจะทำได้รวดเร็ว เพราะมีการกำหนดแบบหรือมี การล็อกสเปกจากผู้ประกอบการไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ โครงการไทยเข้มแข็ง วงเงินลงทุน 1.43 ล้านล้านบาท ก็จะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบปี 2552 ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท แต่ในปี 2553 จะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจถึง 1.04 ล้านล้านบาท ก็จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ
หลังจากนั้นไม่นานปัญหาการทุจริตในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐก็ได้เริ่มขึ้น โดยมีการแทรกซึมอย่างเงียบๆ โดยเฉพาะโครงการจัดซื้อจัดจ้างเรื่องอุปกรณ์การแพทย์ ของกระทรวงสาธารณสุข จนส่งผลให้ 2 รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขต้องเด้งจากเก้าอี้ไปโดยปริยาย ซึ่งรัฐบาลต้องการยึดหลักบรรทัดฐานทางการเมือง หรือเรียกอีกว่า “การเชือดไก่ให้ลิงทั้งหลายได้ดูเป็นตัวอย่าง” หากใครฝืนกฎเกณฑ์กล้าทำทุจริตอีก อาจจะต้องเด้งจากเก้าอี้
แต่ดูเหมือนยุทธวิธี เชือดไก่ให้ลิงดู จะไม่ค่อยมีผลสักเท่าไหร่ เพราะแม้แต่หน่วยงานในกระทรวงการคลังผู้ที่มีรับผิดชอบการเบิกจ่ายงบประมาณโดยตรง ก็ยังมีกระแสข่าวสะพัดในวงการจัดซื้อจัดจ้าง เกี่ยวกับการเรียกกินค่าหัวคิวการออกแบบศูนย์การประชุมและนิทรรศการนานาชาติจังหวัดภูเก็ตจากนักการเมือง โดยกรมธนารักษ์เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งกรมธนารักษ์ได้รับงบประมาณจากโครงการไทยเข้มแข็งกว่า 2,600 ล้านบาท และเรื่องนี้ก็สร้างความอึดอัดแก่บรรดาข้าราชการในกรมเป็นอย่างมาก ทั้งนี้งบประมาณในการออกแบบศูนย์ราชการแห่งนี้มีจำนวนกว่า 100 ล้านบาท ขณะที่มีการเรียกกินค่าหัวคิวจำนวน 41% ของวงเงินการออกแบบดังกล่าว
งานนี้เจ้ากระทรวงนำโดย คุณกรณ์ จาติวาณิช รมว.คลัง ออกมาระบุอย่างชัดเจนว่าจะเดินหน้าตรวจสอบอย่างเต็มที่ เพราะเกรงว่ากระแสข่าวทุจริตในครั้งนี้ จะส่งผลเสียต่ภาพลักษณ์โครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาล ซึ่งได้สอบถามเรื่องกระแสข่าวการทุจริตในโครงการก่อสร้างศูนย์การประชุมและ นิทรรศการนานาชาติจังหวัดภูเก็ตไปยังรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังที่ รับผิดชอบโครงการดังกล่าวแล้ว เพื่อให้ตรวจสอบว่าข่าวนี้มีข้อเท็จจริงอย่างไร และเมื่อได้รับรายงานผลการตรวจสอบแล้วจึงจะบอกได้ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ ไป
“ในทุกโครงการลงทุนไทยเข้มแข็ง ต้องมีมาตรการที่จะดูแลไม่เกิดการรั่วไหล ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงใดก็ตาม ดังนั้นทุกข่าวและเบาะแสที่ได้รับจะให้ความสำคัญและตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้เกิดความโปร่งใส” นายกรณ์ ระบุ
ทั้งนี้ โครงการจัดสร้างศูนย์ประชุมและนิทรรศการนานาชาติภูเก็ตแห่งนี้จะมีการจัดสร้างบนที่ดินราชพัสดุที่ ต.ไม้ขาว อ.ถลาง จ.ภูเก็ต เนื้อที่ประมาณ 150 ไร่ โดยกรมธนารักษ์เป็นเจ้าภาพในการดำเนินโครงการดังกล่าว ทั้งนี้กรมธนารักษ์ได้เสนอของบประมาณเพื่อจัดสร้างจากโครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาลเป็นเงินกว่า 3,700 ล้านบาท แต่ถูกตัดงบประมาณเหลือจำนวน 2,600 ล้านบาท โดยได้ตัดงบในส่วนการก่อสร้างอาคารโรงแรมออกไป
ทั้งนี้ ที่ผ่านมานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กดปุ่มเปิดแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 ผ่านโครงการลงทุนครั้งประวัติศาสตร์มูลค่า 1.43 ล้านล้านบาท โดยมีสโลแกนว่า ?ปฎิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 รัฐบาลลงทุน กระตุ้นไทยก้าวหน้า? ได้จุดประกายให้หน่วยงานกรมกองต่างๆ ที่ได้รับการจัดสรรเม็ดเงินจากโครงการไทยเข้มแข็ง ต่างเดินหน้าโครงการเต็มสูบ โดยเฉพาะ 4 กระทรวงหลัก ที่ได้รับจัดสรรงบไทยเข้มแข็งจำนวนมาก คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงคมนาคม และกระทรวงสาธารณสุข
ซึ่งรัฐบาลได้วาดฝันไว้สวยหรูใน 4 กระทรวงทหารเสือ เป็นหัวหน้าหมู่ทะลวงใช้งบ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนผ่านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะมีการลงทุนใน ระบบบริหารจัดการเรื่องน้ำทำให้มีพื้นที่ชลประทานจาก 24.5 ล้านไร่ เป็น 25.6 ล้านไร่ และจำนวนผู้ประสบอุทกภัยต่อปีจะลดลงจาก 4 แสนราย เหลือ 4 หมื่นรายต่อปี
ขณะที่การลงทุนสร้างถนนของกระทรวงคมนาคม ภายใต้การดูแลของกรมทางหลวงชนบท จะกลายเป็นถนนลาดยางทั้งประเทศ จากปัจจุบันที่มีเพียง 83% ซึ่งจะมีส่วนทำให้ต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์ต่อจีดีพีของประเทศไทยลงจาก 19% เหลือ 16% ต่อจีดีพี
สำหรับการลงทุนด้านการศึกษา ประเทศไทยต้องไม่มีนักเรียนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ จากปัจจุบันที่มีอยู่ 1.6 แสนคน และต้องไม่มีโรงเรียนที่ไม่ได้มาตรฐานเหลืออยู่ในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 3,000 โรงเรียน ขณะที่จำนวนนักเรียนต่อคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง ต้องลงมาเหลือ 20 คนต่อ 1 เครื่อง จากปัจจุบันอยู่ที่ 38 คนต่อ 1 เครื่อง ส่วน การลงทุนด้านสาธารณสุข อัตรา ผู้ป่วยในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขระดับตำบลเพิ่มเป็น 60% จากปัจจุบันอยู่ที่ 40% โดยเตียงผู้ป่วยทั่วประเทศต้องเพิ่มจาก 6 หมื่นเตียง เป็น 7 หมื่นเตียง สำหรับประชาชนใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องมีรายได้ต่อครัวเรือนต่อปีเพิ่มขึ้นจาก 6.4 หมื่นบาทต่อปี เป็น 1.2 แสนบาทต่อปี
?แต่ปรากฏว่า เพียงแค่จะประมูลโครงการต่างๆ ในแผนปฏิบัติการไทย เข้มแข็ง ก็ดูเหมือนจะเป็นแผนทำให้รัฐบาล อ่อนแอ เพราะ ปรากฏว่าการประมูลในโครงการต่างๆ เริ่มมีกลิ่นไม่ดีจากการใช้อำนาจการเมืองฮั้วประมูล หรือการทุจริตในการประมูลเพื่อให้ได้โครงการนั้นๆ มาอยู่ในมือ ?
แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลจะให้ความสำคัญอุดช่องว่างในจุดนี้ เพราะตระหนักว่าเป็นจุดตายของรัฐบาล โดยหากโครงการนี้ถูกจับได้ว่ามีการทุจริตคอร์รัปชันเกิดขึ้น ดังนั้น จึงให้มีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ ที่มีปลัดกระทรวงการคลังขึ้นมาพิจารณาโครงการก่อนที่จะให้มีการเดินหน้าเบิกจ่ายได้ รวมทั้ง ตั้งคณะกรรมการติดตามประเมินผลโครงการ แต่ก็ยังไม่สามารถปิดช่องให้กลุ่มคนหาผลประโยชน์ ซิกแซ็กทำ การทุจริตจากโครงการได้
นาทีนี้คงปฎิเสธไม่ได้ว่า งบประมาณผ่านแผนปฎิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 จะเป็นพระเอกในยุคที่ประเทศไทยกำลังก้าวผ่านยุคที่ตกต่ำอย่างรุนแรง หลังจากวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ดังนั้น จุดอ่อนของรัฐบาลชุดนี้จะสามารถป้องกันการทุจริตในโครงการลงทุนต่างๆได้มากน้อยเพียงใดคงจับตากันอย่างใกล้ชิด เพราะนักการเมืองที่แทรกซึมอยู่อาจนำเม็ดเงินดังกล่าวมาสร้างฐานรากให้กับตนเอง ทั้งนี้ คงต้องตามว่ารัฐบาลจะต้อนจับกลุ่มนักการเมืองทุจริตได้มากน้อยเพียงใด

เรื่องที่คุณอาจสนใจ  นักลงทุนรายใหญ่ เสี่ยยักษ์ ตอน 19

ที่มา efinancethai

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *