BSM บริษัท บิวเดอสมาร์ท จำกัด (มหาชน)

หลงเดินทางผิดขายสินค้าที่ไม่ถนัดอยู่พักใหญ่ ‘บิวเดอสมาร์ท’ ปรับแผนมุ่งเน้น 3 ผลิตภัณฑ์หลักที่ถนัด ตั้งเป้าขอกลับมาโตเฉลี่ยปีละ 20%

นับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ mai ในวันแห่งความรัก 14 กุมภาพันธ์ 2551 ผลงานของ บมจ.บิวเดอสมาร์ท (BSM) ก็ยังทรงๆ ทรุดๆ มาตลอด จนกระทั่งสองปีหลังสุดมีผลดำเนินงาน “ขาดทุน” สองปีติดต่อกัน เนื่องมาจากแผนธุรกิจที่ผิดพลาดเป็นที่มาของการพักเบรกเพื่อค้นหาจุดแข็งที่แท้จริงของบริษัท

บิวเดอสมาร์ท ดำเนินธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ก่อสร้างตกแต่งภายในสำหรับสำนักงานและที่อยู่อาศัยแบบครบวงจร โดยบริษัทมีกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ ระบบผนังกั้นห้องสำเร็จรูป ในปี 2554 มีสัดส่วนรายได้ 35% และผลิตภัณฑ์ยิปซัมครบวงจร มีสัดส่วนรายได้ 42% บริหารงานโดยสองผู้บริหาร สุเรซ ซูบรามาเนียม ผู้ถือหุ้นชาวอินเดีย และ สัญชัย เนื่องสิทธิ์ หุ้นส่วนชาวไทย

ผลงานปี 2554 ที่ผ่านมาบริษัททำรายได้ได้เพียง 381 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิ 5.49 ล้านบาท หลังอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ mai มา 4 ปี ผลงานถือว่า “น่าผิดหวัง” และไม่เป็นไปตามที่ผู้บริหารเคย “คุย” เอาไว้ว่าจะเติบโตปีละ 20% ขณะที่รายได้และกำไรสุทธิกลับ “แย่กว่าเก่า” ก่อนเข้าตลาดหุ้นเสียอีก

สัญชัย เนื่องสิทธิ์ รองประธานกรรมการ บมจ.บิวเดอสมาร์ท กล่าวยอมรับกับกรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่า สองปี (2553-2554) ที่เราหายไป เพราะต้องการกลับไปวิเคราะห์ตัวเองว่าอนาคตจะเดินไปทางไหนกันแน่ ที่ผ่านมาบริษัทมีนโยบาย Jack of All Trade คือขายสินค้าเกี่ยวกับการก่อสร้างทุกอย่างในตลาด ซึ่งพิสูจน์แล้วว่า ?เดินผิดทาง? ทำให้ต้องขาดทุนโดยเฉพาะสินค้าที่มีการแข่งขันสูงอย่าง ไม้ สีอะคริลิก ฯลฯ


“จากเดิมที่เราขายผลิตภัณฑ์หลักอยู่ประมาณ 8-10 อย่าง ก็ตัดลดลงเหลือตัวที่มียอดขายอันดับ 1-2 ในตลาดเท่านั้น จนได้มาเป็นสินค้าสามตัวหลัก”

ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทชาวไทย กล่าวต่อว่า สินค้าสามตัวหลัก ได้แก่ หนึ่ง..แผ่นยิปซัมที่ใช้ทำผนังกั้นห้องและฝ้าเพดาน ตลาดยังมีการเติบโตโดยเฉพาะนำมาใช้ในการสร้างคอนโดมิเนียม บริษัทเป็นตัวแทนจำหน่ายให้กับแบรนด์ Gyproc ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผู้นำในตลาดนี้ โดยดีมานด์ต่อปีอยู่ที่ 30 ล้านตารางเมตร บริษัทมีมาร์เก็ตแชร์ประมาณ 1 ล้านตารางเมตร

สอง..ระบบผนังกั้นห้องอัลลอย ซึ่งประกอบไปด้วยกระจก แผ่นอะลูมิเนียม ส่วนมากจะใช้ในงานตกแต่งอาคารสำนักงานและสาขาธนาคาร สินค้ากลุ่มนี้บริษัทเป็นผู้นำตลาดมาเป็นสิบปีแล้ว สาม…ระบบประตูหน้าต่าง ซึ่งบริษัทได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ผลิตและติดตั้งมาจากบริษัท Fletcher ประเทศนิวซีแลนด์ เป็นผู้ผลิตที่มีชื่อเสียงระดับโลก ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาได้ลงทุนไปกับโรงงานผลิตระบบประตูหน้าต่างค่อนข้างมาก

สัญชัย ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบัน บิวเดอสมาร์ทมีสัดส่วนรายได้ส่วนใหญ่มาจากยิปซัม 50% อัลลอย 35% และโครงประตูหน้าต่างแบรนด์ Fletcher อีก 15% สินค้าเหล่านี้มีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ประมาณ 15-20% โดยอัลลอยเป็นสินค้าที่มีมาร์จินดีที่สุด

?จากนี้ไปเราจะมุ่งมั่นกับสินค้าสามตัวนี้เท่านั้น โดยอัลลอยกับยิปซัมเราตั้งเป้ายอดขายเติบโต 20% ทุกปี ในช่วง 3 ปีจากนี้ ส่วนแบรนด์ Fletcher จะโตมากหน่อยคือ 30%? หุ้นส่วนชาวไทยตั้งเป้าหมายไว้อย่างสวยหรู

แผนธุรกิจในปี 2555 ในส่วนของผนังยิปซัม, ฝ้าเพดานยิปซัม ฯลฯ ปีนี้ บริษัทได้จัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมารับงานติดตั้งให้กับเจ้าของโครงการ ทำให้คาดว่าจะมีส่วนช่วยให้มีมาร์เกตแชร์มากขึ้น นอกจากนี้เตรียมเปิดโชว์รูมให้ช่างก่อสร้างได้สัมผัสกับสินค้าของบริษัทโดยตรง ที่ผ่านมาตลาดนี้โต 5-10% ทุกปี ตามการขยายตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ด้านธุรกิจอัลลอย อาทิ ระบบเฟรมผนังกั้นห้อง ALLOY Partition ตลาดส่วนใหญ่เป็นอาคารสำนักงาน ทุกๆ ปีจะต้องมีพื้นที่ประมาณ 7 แสนตารางเมตรที่ต้องปรับปรุงและมีตึกใหม่เพิ่มเข้ามาอีก 2-3 แสนตารางเมตร เท่ากับว่ามีพื้นที่ให้บริษัทขายสินค้าประมาณ 1 ล้านตารางเมตรต่อปี ปีนี้ จะเน้นสินค้าประเภทอัลลอย สเตนเลสที่มีราคาถูกและมีดีไซน์สวยงาม

ส่วนธุรกิจระบบประตูหน้าต่าง แบรนด์ Fletcher น่าจะมีอัตราการเติบโตก้าวกระโดดจากปีที่ 2554 ที่มียอดขายเพียง 15 ล้านบาท ปีนี้ คาดว่าจะทำได้ 50 ล้านบาท ตอนนี้บริษัทกำลังมุ่งนำเสนอสินค้าให้กับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์กลุ่มคอนโดมิเนียมและทาวน์เฮ้าส์ระดับพรีเมียม และกำลังจะเปิดตลาดใหม่ในกลุ่มโรงพยาบาลด้วย

ผู้บริหารบิวเดอสมาร์ท กล่าวอีกว่า บริษัทยังมีธุรกิจในต่างประเทศ บริษัท บิวเดอสมาร์ท คอนสตรัคชั่น ซิสเต็ม จำกัด อยู่ที่ประเทศอินเดียมี สุเรซ ซูบรามาเนียม ซีอีโอบริษัทดูแลอยู่ ในช่วง 4 ปีที่ทำตลาดมายอดขายเพิ่มขึ้นทุกปี (แต่ผลการดำเนินงานยังขาดทุน) ตอนนี้ถือว่าธุรกิจเริ่มอยู่ตัวแล้ว โดยธุรกิจที่อินเดียจะเน้นสินค้าอัลลอยด์ และแบรนด์ Fletcher ขายผ่านพาร์ทเนอร์สองราย และปีที่ผ่านมาเพิ่งจะตั้งออฟฟิศที่เมืองเชนไน

“เรามีแผนจะขยายตลาดไปยังอาเซียน เช่นที่พม่ากำลังตกลงรายละเอียดในการขายงานประตูหน้าต่างให้กับผู้ประกอบการโรงแรมรายหนึ่งมูลค่า 3-4 ล้านบาท ส่วนที่กัมพูชาก็อยู่ระหว่างพูดคุย จุดได้เปรียบคือ คู่แข่งยังมีไม่เยอะมาก ตอนนี้เรากำลังมองหาพาร์ทเนอร์ในประเทศพม่าโดยไม่จำเป็นต้องตั้งออฟฟิศที่นั่น ตลาดอินโดนีเซียก็มองอยู่เพราะเศรษฐกิจเขาโตเร็วมาก ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ 87% จากยอดขายในประเทศ และ 13% มาจากต่างประเทศ”

สำหรับเป้าหมายของบริษัท สัญชัย บอกว่า ซีอีโอ สุเรซ ซูบรามาเนียม ต้องการเห็นภายใน 3-5 ปีข้างหน้านี้ สัดส่วนรายได้ของบริษัทจะต้องมาจากต่างประเทศ 50% โดยที่อินเดียมีสัดส่วน “ครึ่งหนึ่ง” ของรายได้นอกประเทศ เพราะเรามองว่าการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) จะทำให้บริษัทมีช่องทางการขายมากขึ้นแน่นอน

ด้านสถานะการเงิน ปัจจุบันบริษัทยังมีสัดส่วนหนี้ต่อทุนเพียง 1.12 เท่ายังถือว่าต่ำ ที่ผ่านมาได้ตัดต้นทุนแฝงจากการยกเลิกขายสินค้าบางประเภทไปได้เยอะมากแล้ว ส่วนเรื่องการลงทุนใหม่ “คงยังไม่มี” เพราะได้ลงทุนโรงงานใหม่ไปแล้วเมื่อสองปีก่อน และต้นทุนถือว่าควบคุมได้แล้วจากนี้ไปจะเป็นช่วงเก็บดอกผล

รองประธานกรรมการ บิวเดอสมาร์ท ให้คำมั่นว่า ในปี 2555 บริษัทจะ “ไม่ขาดทุนอีก” อย่างแน่นอน และปีนี้ ผู้ถือหุ้นจะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ไตรมาสแรกเป็นต้นไป ส่วนรายได้รวมปีนี้ ตั้งเป้าไว้ที่ 460 ล้านบาท เติบโตจากปีที่แล้ว 20%

“ปีนี้ เราเป็นหุ้นเทิร์นอะราวด์แน่นอน ภายใน 3 ปีข้างหน้า น่าจะได้เห็นรายได้เราแตะระดับ 1,000 ล้านบาทได้ เพราะการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) จะเป็นตัวหนุนให้รายได้ของเราเติบโตตามเป้าหมายไม่ต่ำกว่าปีละ 20% โดยมีผลิตภัณฑ์ยิปซัม และระบบประตูหน้าต่างแบรนด์ Fletcher เป็นตัวนำ”

แม้คำว่า “เล็ก” จะทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ถอยฉาก แต่ยังไม่สำคัญเท่ากับ “ผลงาน” ของบริษัทที่อาจกล่าวได้ว่า ช่วง 4 ปีในตลาดหลักทรัพย์ mai บิวเดอสมาร์ท “ยังสอบไม่ผ่าน” เป้าหมายการเติบโตปีละ 20% นับจากนี้ จึงยังอยู่ในเครื่องหมายคำถาม (?) จะทำได้จริงหรือไม่!!

กรุงเทพธุรกิจ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *