CPF TUF CFRESH ให้รีบซื้อ เพราะกุ้งสหรัฐขาดแคลน

โบรกเกอร์แนะนำซื้อ CPF-TUF และเก็งกำไร CFRESH รับข่าวอุปทานกุ้งสหรัฐฯ ขาดแคลน หลังเกิดวิกฤตคราบน้ำมันรั่วจากแท่นขุดเจาะ ‘ดีพวอเตอร์ ฮอไรซอน’ ด้านผู้บริหาร TUF เล็งปรับเป้าหมายกำไรปีนี้เป็นโตมากกว่า 20% หลัง Q1/53 กำไรกระฉูดกว่า 27% ขณะที่ CPF มั่นใจยอดขายปีนี้โต 10% หรือแตะ 1.8 แสนล้านบาท

หุ้นกลุ่มอาหาร โดยเฉพาะ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (CPF), บริษัท ไทยยูเนียน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) (TUF) และบริษัท ซีเฟรชอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) (CFRESH) กำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนอีกครั้ง หลังจากมีข่าวแท่นขุดเจาะน้ำมัน ‘ดีพวอเตอร์ ฮอไรซอน’ ของบริษัท บีพี ในอ่าวเม็กซิโก ระเบิด ส่งผลให้เกิดวิกฤตคราบน้ำมันดิบที่รั่วออกมาอย่างมาก เพราะเชื่อว่าสถานการณ์ดังกล่าว จะทำให้เกิดการขาดแคลนสัตว์น้ำสำหรับการบริโภค เช่น กุ้ง และปลาทูน่า ซึ่งนั่นได้ทำให้บริษัทของไทยส่งออกสินค้าไปขายต่างประเทศได้มากขึ้น

* TUF-CPF-CFRESH เด่นท่ามกลางน้ำมันรั่ว
โดยฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.พัฒนสิน ออกบทวิเคราะห์แนะนำซื้อเก็งกำไร TUF และ CPF และเก็งกำไร CFRESH จากที่คาดว่ายอดขายกุ้งส่งออกไปสหรัฐฯ ปีนี้ จะปรับสูงขึ้นจากเดิม (มูลค่าเหมาะสมจะปรับขึ้น 22.76% และ +4.79% หากมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น 20% อันเป็นผลจากคราบน้ำมันดิบที่รั่วออกจากแท่นขุดเจาะน้ำมัน ‘ดีพวอเตอร์ ฮอไรซอน’ ของบริษัท บีพี ในอ่าวเม็กซิโก ซึ่งระเบิดตั้งแต่ 20 เมษายน และจมลง เมื่อ 22 เมษายนที่ผ่านมา บริเวณแถบชายฝั่งสหรัฐฯ มีปริมาณสูงกว่าคาดการณ์
ส่งผลให้คราบน้ำมันดิบ ไหลเข้าสู่ 3 รัฐสหรัฐฯ ได้แก่ รัฐหลุยส์เซียน่า รัฐอัลบามา และรัฐมิสซิสซิบปี้ จนต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน และจะทำให้ฤดูการจับสัตว์ทะเลมูลค่ากว่า 442 ล้านดอลล์ในปี 08 โดยเฉพาะกุ้ง ซึ่งกำลังจะเริ่มต้นฤดูการจับตั้งแต่เดือนนี้ต้องประสบปัญหาการออกเรือ และทำให้อุปสงค์น้ำเข้ากุ้งจากต่างประเทศ รวมถึงไทย จะปรับขึ้นอย่างมีนัย)ปัจจัยบวกอื่นๆ สำหรับผู้ส่งออกกุ้งไปสหรัฐฯปีนี้ ได้แก่

1. สหรัฐได้ประกาศผลการพิจารณาการเก็บภาษีเอดีจากผู้ส่งออกกุ้งไทยใหม่ ซึ่งปรากฏว่า อัตราอากรเอดีของบริษัทอื่นๆ ของไทยลดต่ำลงเหลือเพียง 5.34% จากเดิม 5.95% โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค.52 ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับการส่งออกสินค้ากุ้งแช่แข็งของไทยไปตลาด สหรัฐ เนื่องจากเป็นตลาดส่งออกกุ้งแช่แข็งอันดับ 1 ของไทย ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออก 51.31% ของมูลค่าการส่ง
ออกรวมของไทย โดยในปี 51 ไทยส่งออกไปสหรัฐมีมูลค่า 43,175 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.52%จากปีก่อน
2. อินโดฯ-บราซิลคู่แข่งเจอโรคระบาดรุนแรงทำผลผลิตวูบ 40-70% คาดกลางปีออร์เดอร์ทะลักแน่ สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งตั้งเป้าปีนี้ส่งออกโต 8% แต่ยังผวาวัตถุดิบแพง แถมบาทแข็งโป๊กกระทบขีดแข่งขัน เผยไตรมาสแรกพวกรับออร์เดอร์เก่าเจ็บตัวกันระนาว
ด้านฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส แนะนำซื้อ CPF ให้ราคาพื้นฐาน 19.50 บาท โดยระบุว่า CPF ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าในการไปโรดโชว์กับ DBSV ในงาน Pulse of Asia Conference ที่ฮ่องกงเร็วๆ นี้ โดยผู้บริหารได้กล่าวถึงผลประกอบการที่แข็งแกร่งในปี 52 ที่ผ่านมาว่ามาจากธุรกิจสัตว์น้ำที่ดีขึ้นมาก และราคาเนื้อสัตว์สูง
รวมทั้งในอนาคต CPF มีแผนที่จะเพิ่มรายได้จากธุรกิจอาหารซึ่งให้อัตรากำไรสูง และช่วยลดความผันผวนของธุรกิจฟาร์ม โดยมีเป้าหมายเพิ่มรายได้ส่วนนี้เป็น 33% ในอีก 5 ปีข้างหน้า รวมทั้งจะขยายการลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยเน้นประเทศที่มีการเติบโตสูง ได้แก่ อินเดีย, รัสเซีย, ฟิลิปปินส์ และแอฟริกาใต้
นอกจากนี้ แม้ว่าราคาหุ้นจะปรับขึ้นมาแล้วตั้งแต่กลางปี 52 แต่หุ้น CPF ยังน่าสนใจเพราะแนวโน้มที่สดใส ณ ราคาปัจจุบัน ซื้อขายที่ P/E ปี 53 เท่ากับ 8.6 เท่า (หลังปรับประมาณการใหม่) จึงปรับเพิ่มราคาตามพื้นฐานเป็น 19.50 บาท อิงกับ P/E ปี 53 ที่ 11 เท่า ซึ่งเท่ากับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี
ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.เคจีไอ แนะนำซื้อ CPF เช่นกัน โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 17.80 บาทโดยระบุว่า จากแผนการบุกขยายธุรกิจในต่างประเทศ และสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงทั่วโลก คาดว่า CPF จะรายงานยอดขายขยายตัวดีถึง 16.5% YoY บริษัทฯ ได้ชี้แจงว่าธุรกิจในต่างประเทศทุกธุรกิจสามารถรายงานผลการดำเนินงานที่ดี เลิศในไตรมาส 1/53 เนื่องจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้บริษัทฯ ได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นจากคู่แข่ง
ส่วน TUF ทาง บล.เคจีไอ แนะนำซื้อเช่นกัน ให้ราคาเป้าหมายที่ 45.00 บาท หลังจาก TUF รายงานกำไรไตรมาส 1/53 สูงถึง 831 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 653 ล้านบาทในไตรมาส 1/52 (+27.3% YoY) และจาก 718 ล้านบาทในไตรมาส 4/52 (+15.7% QoQ)
ทั้งนี้ ผลประกอบการดังกล่าวใกล้เคียงกับประมาณการของตลาด แต่สูงกว่าประมาณการของ บล.เคจีไอ ประมาณ 5.2% เนื่องจากรายรับอื่นสูงเกินคาด TUF บันทึกกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 233 ล้านบาทในไตรมาส 1/53 ทำให้รายรับอื่นเพิ่ม 86.1% YoY และ 318.2% QoQ อัตรากำไรขั้นต้นที่สูงขึ้นเป็นสาเหตุสำคัญที่กำไรเพิ่ม YoY ในขณะที่กำไรที่เพิ่มขึ้น QoQ เกิดจากสัดส่วนค่าใช้จ่ายการขายและการบริหารต่อยอดขายที่ลดลง กำไรในไตรมาส 1/53 คิดเป็น 22.3% ของประมาณการตลอดปีของ บล.เคจีไอ
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟาร์อีสท์ กล่าวว่า ภายหลังจากเหตุการณ์น้ำมันรั่วออกจากแท่นขุดเจาะน้ำมันในอ่าวเม็กซิโก น่าจะส่งผลบวกต่อ TUF และ CPF เพราะทั้งสองบริษัทฯ มีสัดส่วนการส่งออกไปยังตลาดยุโรปและสหรัฐฯ โดย TUF มีสัดส่วนรายได้จากสหรัฐถึง 41% ณ สิ้นไตรมาส 1/2553 ขณะที่ CPFมีทั้งส่งออกสินค้าสำเร็จรูปและสินค้าสด
ทั้งนี้ ได้ประมาณการกำไรสุทธิของ CPF ในปีนี้ไว้ที่ 10,878 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ส่วน TUF ประมาณการกำไรสุทธิไว้ที่ 3,879 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ขณะที่ในช่วงไตรมาส 2-3 จะเป็นช่วงฤดูกาลของธุรกิจ โดย CPF จะเข้าสู่ช่วงฤดูกาลสัตว์น้ำในต่างประเทศ ดังนั้นยอดขายจะเติบโตดีขึ้น ส่วนฤดูกาลของปลาทูน่า โดยปกติในช่วงไตรมาส 2-3 ราคาปลาทูน่าจะเพิ่มขึ้น
กลยุทธ์การลงทุน แนะนำซื้อ ให้ราคาเหมาะสม CPF ไว้ที่ 19.50 บาท ส่วน TUF ให้ราคาเหมาะสมไว้ที่ 44 บาท

* บิ๊ก TUF เล็งปรับกำไรปีนี้เป็นโตกว่า 20%
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการ บริษัท ไทยยูเนียน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TUF เปิดเผยว่า ในช่วงกลางปีหลังจากประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/53 หากยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน บริษัทอาจทบทวนปรับเป้ากำไรในปีนี้ขึ้นเป็นเติบโตมากกว่า 20% จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโตประมาณ 15-20% จากปีก่อน หลังจากที่กำไรจากการดำเนินงานในไตรมาส 1/53 มีการเติบโตในระดับที่ดีถึง 27 %
นอกจากนี้ ยังได้รับประโยชน์เต็มปีจากการย้ายฐานการผลิตจากรัฐซามัวมาอยู่ที่รัฐ จอร์เจีย ประกอบกับมีการควบรวมบริษัทลูกในสหรัฐฯ โดยจากสองประเด็นดังกล่าวคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนของบริษัทในปีนี้ลงได้มากกว่า 10% ซึ่งจะส่งผลดีไปยังกำไรให้ปรับตัวดีขึ้น
ส่วนกรณีแท่นขุดเจาะน้ำมัน ดีพวอเตอร์ ฮอไรซอน ของบริษัท บีพี ในอ่าวเม็กซิโกระเบิด เป็นผลจากคราบน้ำมันดิบที่รั่วออกมาในบริเวณดังกล่าวซึ่งจะต้องมีการปิดอ่าว ดังกล่าว ประเมินว่าน่าจะส่งผลกระทบต่ออุปทานอาหารทะเลในสหรัฐฯ ให้มีปริมาณลดลง เนื่องจากอยู่ในช่วงฤดูการออกจับสัตว์ทะเล
อีกทั้งจากผลดังกล่าวมีโอกาสที่จะส่งผลดีต่อยอดคำสั่งซื้ออาหารทะเลเข้าไป ยังสหรัฐฯ ของบริษัทให้มีโอกาสปรับมากขึ้นทั้งกุ้งที่ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนยอดขายใน สหรัฐฯกว่า 50% ของยอดขายรวม หรือมีสัดส่วนประมาณ 20% ของรายได้รวม ขณะที่ปลาทูน่าซึ่งเป็นสินค้าหลักของบริษัทที่สัดส่วน 40% ของรายได้รวมก็มีโอกาสที่จะได้รับอานิสงส์ดังกล่าวในลักษณะเดียวกัน
อย่างไรก็ดี หากพิจารณาถึงผลดังกล่าวว่าจะส่งผลดีต่อบริษัทมากหรือน้อยเพียงใดจะต้องใช้ เวลาติดตามอีกราว 1-2 เดือนจึงจะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นถึงความต้องการอาหารทะเลในสหรัฐฯ เนื่องจากเหตุการณ์ระเบิดดังกล่าวได้เกิดขึ้นในระยะเวลาไม่นานนัก ดังนั้นในขณะนี้จึงยังไม่เห็นสัญญาณปรับตัวเพิ่มขึ้นยอดคำสั่งซื้ออย่างมี นัยสำคัญ

* บิ๊ก CPF ประเมินปีนี้ยอดขายโต 10% หรือแตะ 1.8 แสนล้านบาท
นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF เปิดเผยว่า บริษัทฯ มั่นใจว่ายอดขายในปีนี้จะอยู่ที่ 1.8 แสนล้านบาท เติบโตประมาณ 10% จากปีก่อน ที่มียอดขาย 1.6 แสนล้านบาท
ขณะที่แนวโน้มกำไรไตรมาส 2-4 ของปีนี้บริษัทฯ คาดว่าผลงานมีโอกาสที่จะเติบโตต่อเนื่อง จากไตรมาส 1 เนื่องจากได้รับปัจจัยสนับสนุนใน 3 ประเด็นหลัก คือ 1. ภาพรวมการส่งออกอาหารไปยังต่างประเทศยังมีแนวโน้มการขยายตัวต่อเนื่อง 2. จากการที่บริษัทฯ ไปลงทุนในต่างประเทศมีแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจค่อนข้างดี 3.ราคาเนื้อสัตว์ที่ขายในประเทศยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง

ที่มา efinancethai

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *