วิเคราะห์งบการเงินของบริษัท

EBITDA คือ

ความลับของ EBITDA
ผมเห็นหลายคนพูดกันเกี่ยวกับ EBITDA วันนี้ก็เลยอยากจะเขียนความเข้าใจส่วนตัวของผมเองเพื่อแชร์ความคิดกับเพื่อนๆนะครับ ถูกผิดอย่างไรช่วยกัน เสนอแนวคิดกันด้วยนะครับ

EBITDA คือ กำไรก่อน ดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อม และ ค่าตัดจ่าย

การที่เราจะนำเอา EBITDA มาใช้นั้นผมคิดว่าควรมีข้อควรระวังที่จะต้องพิจารณาหลายอย่าง เพราะเนื่องจากว่า EBITDA นั้น เกิดจากการบวกกลับของค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจ่ายที่ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายจริงเข้ามา (แต่จริงๆแล้วค่าเสื่อมและค่าตัดจ่ายนั้นได้เกิดขึ้นจริงก่อนหน้านี้ไปแล้ว ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงๆ จากลงทุนในสินทรัยพ์ทั้งที่มีตัวตนและไม่มีตัวตนเพื่อใช้ในการสร้างรายได้ในอนาคตเข้ามา โดยที่ค่อยนำเอาค่าใช้จ่ายส่วนนี้มาหักออกที่หลังขึ้นอยู่กับวิธีการที่จะเลือกใช้ เช่น วิธีเส้นตรง หรือ วิธีอัตราเร่ง เป็นต้น) พอเราเข้าใจอย่างนี้แล้ว เราก็ควรที่จะต้องพิจารณาสิ่งต่างๆเหล่านี้เพิ่มเติมกันด้วย ไม่งั้นจะทำให้เรานำเอา EBITDA ไปใช้ในทางที่ผิดหรือเกิดหลงประเด็นว่าเงินสดเหล่านี้เป็นเงินสดของเราทั้งหมดที่สามารถนำไปใช้โดยปราศจากข้อผูกพันใดๆ

สิ่งที่ต้องพิจารณาประกอบด้วย 5 ประเด็นดังต่อไปนี้
1 ประเภทของกิจการ
2 กลยุทธ์ของกิจการ
3 ค่าใช้จ่ายลงทุนเพื่อรักษาสภาพการใช้งานของทรัพย์สิน
4 วิธีการหักค่าเสื่อมราคา
5 ค่าใช้จ่ายลงทุนเพื่อการเติบโต

ที่นี้เราก็ลองมาดูทีละประเด็นกันนะครับ ว่ามีเหตุผลอะไร ทำไมเราถึงต้องมาดูสิ่งเหล่านี้กัน

1 ประเภทของกิจการ
เหตุผลที่เราต้องดูประเภทของกิจการ เพราะเนื่องจากแต่ละกิจการก็มีความจำเป็นในการใช้ทรัพย์สินถาวรและไม่ถาวรในการสร้างรายได้แตกต่างกัน เช่น บางกิจการนั้นต้องการเงินลงทุนในสินทรัพย์ถาวรสูง ซึ่งก็จะทำให้เกิดค่าเสื่อมราคาสูงเช่นกัน แต่ต้องดูวิธีการหักค่าเสื่อมประกอบ แต่บางกิจการใช้สินทรัพย์ถาวรน้อย ก็จะทำให้เกิดค่าเสื่อมราคาเทียบเป็นอัตราส่วนของรายได้น้อยกว่ากิจการประเภทแรก ที่นี้การที่เราจะนำเอา EBITDA ไปใช้เลยนั้น ผมคิดว่าไม่ถูกต้องมากนัก เนื่องจากว่าในความเป็นจริงแล้ว กิจการประเภทที่ใช้สินทรัพย์ถาวรสูงในการสร้างรายได้นั้น จำเป็นที่จะต้องมีการปรับปรุงสินทรัพย์เหล่านี้ในอนาคตเพื่อให้ใช้งานได้มีประสิทธิภาพเท่าๆเดิม หรืออาจจะต้องใช้เงินลงทุนมากกว่าเดิมเนื่องจากเงินเฟ้อก็เป็นได้ ฉนั้นพอเราเข้าใจอย่างนี้แล้ว เราก็จะสามารถพิจารณาเรื่องของ EBITDA และประเภทของกิจกาจได้ตรงประเด็นและนำไปใช้ได้แม่นยำมากขึ้น

2 กลยุทธของกิจการ
เหตุผลที่เราจะต้องดูกลยุทธของกิจการประกอบนั้น ผมขอยกตัวอย่างประกอบน่าจะทำให้เข้าใจได้ชัดเจนมากกว่านะครับ เช่น โรงพยาบาลที่เน้นลูกค้าระดับบน (A) กับ โรงพยาบาลที่เน้นลูกค้าระดับกลาง-ล่าง (B) รพ A นั้นเน้นลูกค้าระดับบน จึงคิดค่ารักษาพยาบาลสูงกว่า รพ B เนื่องจากว่าจำเป็นที่จะต้องลงทุนในเครื่องไม้เครื่องมือที่ดีกว่า ทันสมัยกว่า และใหม่กว่าอยู่เสมอ ซึ่งส่งผลทำให้อายุการใช้งานของเครื่องไม้เครื่องมือเหล่านั้นสั้นกว่า รพ B เพราะต้องคอยซื้อเครื่องไม้เครื่องมือใหม่ๆมาทดแทนของเก่าและให้ดีกว่าเครื่องไม้เครื่องมือของ รพ B อยู่เสมอ ซึ่งจะทำให้ รพ A ตัดค่าเสื่อมราคาในระยะเวลาที่สั้นกว่า รพ B เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันนี้เอาไว้

3 ค่าใช้จ่ายลงทุนเพื่อรักษาสภาพการใช้งานของทรัพย์สิน
ค่าใช้จ่ายนี้ก็คือค่าใช้จ่ายที่ผมได้พูดถึงก่อนหน้านี้แล้วในข้อที่ 1 และข้อที่ 2 เพราะว่าค่าเสื่อมราคาที่ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเงินสดที่เราได้หักไว้ในวันนี้ ก็จะต้องถูกนำไปใช้ในอนาคตเพื่อใช้ในการซ่อมแซมให้สินทรัพย์ใช้งานได้ตามปกติดังเดิม มีประสิทธิภาพดีกว่าหรือเท่าเดิม แต่เราก็ควรที่จะต้องพิจารณาเพิ่มเติมด้วยว่าวิธีการหักค่าเสื่อมราคาที่กิจการได้เลือกใช้นั้น มีความถูกต้องเหมาะสมกับกลยุทธและสภาพการใช้งานจริงของบริษัทนั้นๆมากน้อยเพียงใด

4 วิธีการหักค่าเสื่อมราคา
ในแง่มุมของทางบัญชีนั้น บริษัทสามารถที่จะเลือกใช้วิธีการหักค่าเสื่อมราคาได้หลายแบบ ซึ่งแต่ละแบบก็จะมีผลกับงบกำไรขาดทุน และงบกระแสเงินสดแตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าบริษัทเลือกใช้วิธีการแบบเส้นตรง ซึ่งก็คือการหักค่าเสื่อมราคาๆเท่าๆกันทุกปีตามจำนวนปีที่กำหนด เช่น ปีละ 100000 บาท ก็จะมีผลแตกต่างกับวิธี Double-Declining Balance ซึ่งวิธีนี้จะทำการคิดค่าเสื่อมในปีแรกๆสูงกว่าปีหลังๆ หรือเรียกอีกอย่างนึงว่าวิธีอัตราเร่ง เช่นปีแรกๆคิด 200000 บาท ซึ่งจะทำให้มีผลกับงบกำไรขาดทุนและงบกระแสเงินสดแตกต่างกันตามวิธีที่บริษัทเลือกใช้

5 ค่าใช้จ่ายลงทุนเพื่อการเติบโต
นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายในการรักษาสภาพของสินทรัพย์แล้ว เรายังต้องพิจารณาถึงการลงทุนเพื่อการเติบโตของกิจการด้วย ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะเป็นสินทรัยพ์ที่ใช้สร้างรายได้เพิ่มเติมในอนาคตที่พวกเราเหล่านักลงทุนต้องการเพื่อให้กำไรต่อหุ้นเติบโตและทำให้ราคาหุ้นสูงมากขึ้น สิ่งสำคัญก็คือเราจะต้องสอบถามผู้บริหารว่าปีนี้ค่าใช้จ่ายลงทุนนั้นเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาสภาพเท่าไหร่ และเป็นค่าใช้จ่ายในการลงทุนเพื่อการเติบโตเท่าไหร่

ขอบคุณ คุณ green-orange จากเว็บ thaivi.com ด้วยนะครับ ที่แชร์ความรู้ดีๆ สำหรับนักลงทุนราย่อยอย่างพวกเรา

2 thoughts on “EBITDA คือ

  1. คอมเม้นต์จากคุณ wj (TVI)

    Buffett กล่าวว่า “ตัวเลขตัวหนึ่งที่เรามองว่าไร้สาระก็คือ EBIDA ธุรกิจใดก็ตามที่ใช้สินทรัพย์ถาวรอย่างมีนัยสำคัญจะต้องมีการลงทุนเพิ่มเพื่อให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้ในระดับเดิมในแง่ของปริมาณการขาย ดังนั้นการใช้ตัวเลขที่ไม่ได้พิจารณาถึงเงินสดที่บริษัทจำเป็นต้องนำไปลงทุนเพิ่มเป็นเรื่องที่เขลาสิ้นดี แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผู้คนจำนวนมากเลิกนำ EBIDA ไปใช้อย่างผิดๆ เพื่อขายสินค้าในรูปแบบต่างๆปีแล้วปีเล่า”
    แม้แต่ Buffett เองก็ยังบอกเป็นนัยๆว่ามันไม่ได้ใช้เหมือนกันไปหมด สินทรัพย์ถาวรที่กล่าวนั้น Buffett หมายถึงสินทรัพย์ที่จะต้องลงทุนเพื่อรักษาระดับการแข่งขันให้ได้ ในความเห็นส่วนตัวผมถึงแม้ว่าปริมาณการขายจะเพิ่มขึ้นมาบ้าง แต่ถ้ากำไรไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยเป็นระยะเวลานานๆหลายปีติดกัน นั้นย่อมแสดงให้เห็นว่า EBITDA เป็นเรื่องเขลาเช่นกัน

    EBITDA นั้นไม่ได้มีความสำคัญเลยถ้ามันไม่ได้ถูกใช้ให้ถูกต้อง หลายๆบริษัทที่ยังไม่ถึง Break Event Point จะใช้ EBITDA นี้เพื่อแสดงถึงสถานะในการทำกำไร เนื่องจากบริษัทอยู่ในสภาวะที่ขาดทุน ทำให้บริษัทเหล่านี้ไม่ต้องจ่ายภาษี และการเสื่อมของสินทรัพย์เพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจจำเป็นต้องมีความใช้จ่ายเพื่อรักษารายได้ของบริษัท เช่น ถ้าเราซื้อคอนโดหรือบ้านให้เช่า ในช่วงแรกของการให้เช่า ค่าเช่าทั้งหมดจะเข้ากระเป๋าของเจ้าของ เมื่อเวลาผ่านไปหลายๆปี เงินก็ยังเข้ากระเป๋าเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือ ความเก่าของบ้าน, ท่อตัน, สีบ้านลอก เป็นต้น เมื่อไหร่ที่ต้องหาผู้เช่ารายใหม่ สินทรัพย์เหล่านี้ก็ต้องการเงินลงทุนเพื่อให้บ้านอยู่ในสภาพที่ดีและเหมาะสมกับค่าเช่าเหมือนในตอนให้เช่าครั้งแรก

    และในหลายๆกรณีที่ D หรือ amortization สร้างความเจ็บปวดให้กับนักลงทุน เช่น MPT(ในปี 2006) ได้ทำการบันทึกการด้อยค่าเครื่องจักรผลิตชิ้นส่วน hard disk ก่อนกำหนดตามการตัดค่าเสื่อมราคาตามบัญชีเพราะเทคโนโลยีการผลิต hard disk เปลี่ยนไปทำให้เครื่องจักรเดิมผลิตสินค้าไม่ตรงความต้องการของลูกค้า ส่งผลให้ขาดทุนเป็นจำนวนมาก(2 ปี ขาดทุน 1.7 พันล้านบาท)

    สำหรับผม EBITDA ไม่ได้มีความสำคัญในการวิเคราะห์บริษัทเลยครับ ผมจะดู free cash flow หลายๆปีติดกัน โดยเฉพาะภายหลังจากที่บริษัทได้ลงทุนหนักๆแล้ว

  2. อีกแนวคิดจากคุณ chatchaithai ไทยวีไอ

    ผมใช้ประโยชน์EBITDAในการพิจารณาบ.ในกรณีดังนี้

    1.ค่าใช้จ่ายในบำรุงรักษาสภาพเครื่องจักรและอุปกรณ์ต้องน้อยกว่าค่าเสื่อมอย่างมีนัยสำคัญ เช่น สมมุติมีอาคารAปล่อยให้เช่าโดยซื้ออาคารมา 1,000 บาท ตัดค่าเสื่อม10ปี ปีละ100 บาท แล้วเก็บค่าเช่าปีละ 150 บาท ถ้าต้องเสียค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้<100บาท/ปี ผมก็จะได้กำไร(แต่ต้องเข้าเงื่อนใขข้อ2,3ด้วย)

    2.เครื่องจักรอุปกรณ์ที่ใช้ต้องมีอายุการใช้งานมากกว่าระยะเวลาในการตัดค่าเสื่อมภายหลังจากการตัดค่าเสื่อมครบแล้วแต่ยังสามารถใช้งานได้อยู่ก็เป็นกำไรต้องนำมาพิจารณาในมูลลค่าหุ้นด้วย

    3.บ.นี้ต้องมีหนี้น้อยๆเนื่องจากภาระในการคืนเงินต้น/ปีและดอกเบี้ยจะต้องนำมาหักจากเงินสดที่ได้จากค่าเสีื่อมด้วยจึงจะถือว่าเงินสดส่วนเกินนั้นเป็นของเรา แต่ทั้งนี้ควรพิจารณาความเสี่ยงในแง่ของรายได้หากเศรษฐกิจผันผวนด้วย ดังนั้นจะให้ดีควรมีหนี้น้อยๆหรือไม่มีเลย อีกประเด็นหนึ่งคือสมมุติว่าสินทรัพย์ที่เราซื้อมานั้นมาด้วยเงินกู้บางส่วนการที่เงินกู้เป็นศูนย์แสดงให้เห็นว่าค่าเสื่อม-ค่าบำรุงรักษา มีเหลือพอในการทยอยใช้หนี้จนหมดหากสินทรัพย์นั้นยังสามารถสร้างรายได้ต่อไปแปลว่าเงินส่วนที่เหลือก็จะเพิ่มในส่วนของเรา

    สรุป; เงินสดส่วนเกิน=ค่าเสื่อม-ค่าบำรุงรักษา-(เงินต้นที่ต้องคืนใน1ปี+ดอกเบี้ย)อันเกิดจากการซื้อสินทรัพย์ =>ถ้าเป็นบวกเยอะๆEBITDAก็น่าสนใจ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *