บทความโตโร่มุมมองนักวิเคราะห์ กูรูวิเคราะห์หุ้นสอนเล่นหุ้น มือใหม่หุ้น IPO

GTB บริษัท เจตาแบค จำกัด (มหาชน)

บทความเขียนและเรียบเรียงโดย อ.จิรัฏฐ์ หิรัญปภาพิศุทธิ์

gtb

GTB บริษัท เจตาแบค จำกัด (มหาชน)

เว็บไซต์ www.getabec.com

ในช่วงที่ผ่านมา 16-18 มี.ค. 2559 ได้มีการให้นักลงทุนได้จองหุ้นน้องใหม่อย่าง GTB หรือ เจตาแบค และกำลังจะเข้าเทรด หรือ เริ่มซื้อขายวันแรกวันที่ 23 มี.ค. นี้ น่าจะเป็นหุ้นที่สร้างความตื่นเต้นให้กับนักลงทุนพอสมควร เพราะในช่วงเวลาแบบนี้ไม่ค่อยมีบริษัทไหนจะกล้าเข้าตลาดหุ้นในยามที่หุ้นค่อนข้างจะซบเซา หรือเป็นขาลง เพราะต่างก็ชะลอการเข้าเทรด

ผมเลยอยากถือโอกาสนี้เขียนรีวิวเกี่ยวกับหุ้นน้องใหม่ GTB เพื่อให้นักลงทุนสามารถนำไปประกอบการตัดสินใจในการลงทุนได้ บริษัทเจตาแบคนั้นเชี่ยวชาญด้านการ ผลิต ประกอบ ซ่อมสร้าง และจัดจำหน่ายเครื่องกำเนิดไอน้ำ (Steam Boiler) ระบบเผาไหม้ (Combustion System) ที่มีคุณภาพสูง และเป็นผู้ให้บริการงานต่างๆ เกี่ยวกับเครื่องกำเนิดไอน้ำ ระบบเผาไหม้ และวิศวกรรมพลังงานความร้อน (Thermal Energy Engineering) ต้องการขายหุ้น IPO จำนวน 240 ล้านหุ้น ซึ่งราคา IPO ที่เคาะกันออกมาอยู่ที่ 1.15 บาท ต่อหุ้น (ที่ PAR 0.25 บาท)
หลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจกับคำว่า “ราคาพาร์ (PAR)” จริงๆ แล้ว ราคาพาร์คือราคาที่บริษัทจดทะเบียนไว้กับรัฐตอนจดทะเบียนบริษัท และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในภายหลัง ราคาพาร์นี้มันมีผลกับการควบคุมจำนวนหุ้นเฉยๆ เพราะ ราคาพาร์ คูณด้วย จำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัท ต้องเท่ากับทุนจดทะเบียนทั้งหมดของบริษัท จะว่าไปแล้วมันก็คล้ายๆ กับราคาหุ้นตอนเริ่มต้นบริษัทอีกนัยหนึ่งเช่นเดียวกัน แต่เอาเป็นว่าราคานั้นนักลงทุนไม่ต้องใส่ใจมาก เพราะ นักลงทุนต้องใส่ใจกับราคา IPO มากกว่า เพราะมันเป็นราคาที่นักลงทุนจะต้องจ่ายเงินซื้อ

อย่างไรก็ตามหุ้น GTB ได้เปิดให้นักลงทุนได้จองซื้อเรียบร้อยแล้ว นักลงทุนกลุ่มนี้ที่ได้หุ้นจองก็จะได้ราคาที่ 1.15 ตามที่ได้ประกาศเอาไว้ และนักลงทุนท่านอื่นที่ไม่มีหุ้นตัวนี้ก็ต้องไปเคาะซื้อที่ราคาแพงขึ้น (หรือต่ำลง) ตอนเริ่มซื้อขายวันแรก ซึ่งอีกวันสองวันนี้เองก่อนที่ผู้เขียนจะเขียนบทความ จากประสบการณ์แล้วหุ้น IPO มักจะเป็นหุ้นที่ฮอต และสามารถทำกำไรได้ค่อนข้างมาก (สำหรับผู้ได้ราคาจอง) แต่ผู้ที่ไปไล่ซื้อกันวันแรก ผู้เขียนก็อาจจะต้องขอเตือนนิดนึง หากจะไล่ราคาควรจะต้องมีจุด cut loss เอาไว้ด้วย

มาว่ากันต่อถึงธุรกิจของ GTB จากข้อมูลไฟล์ลิ่ง (Filling)

บริษัทเป็น ผู้ผลิต ประกอบ ซ่อมสร้าง และจัดจําหน่ายเครื่องกําเนิดไอน้ํา (Steam Boiler) ระบบเผาไหม้ (Combustion System) ที่มีคุณภาพสูง ได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐานสากล โดยสามารถเลือกใช้เชื้อเพลิงตั้งต้นได้ทุกประเภท อาทิ เชื้อเพลิงก๊าซ (Gas Burner) เชื้อเพลิงเหลว (Oil Burner) เชื้อเพลิงชีวมวล (Biomass) เชื้อเพลิงถ่านหิน (Coal) ความร้อนทิ้งหรือความร้อนสูญเสีย (Waste Heat) พลังงานสะอาดหมุนเวียน (Renewable Energy) และระบบเชื้อเพลิงผสม (Multi Fuel) เป็นต้น ตลอดจนเป็นผู้ให้บริการงานต่างๆ เกี่ยวกับเครื่องกําเนิดไอน้ํา ระบบเผาไหม้ และ วิศวกรรมพลังงานความร้อน (Thermal Energy Engineering) อย่างครบวงจร เช่น การออกแบบทางวิศวกรรมและผลิตอุปกรณ์เกี่ยวข้อง (Balance of Plant : BOP) การเสนอโครงการในรูปแบบ Engineering Procurement and Construction (EPC) โดยทีมวิศวกรและช่างผู้ชํานาญงานโดยเฉพาะด้าน การซ่อมสร้างระบบเครื่องกําเนิดไอน้ําและ ระบบเผาไหม้ การตรวจสอบบํารุงรักษาเครื่องกําเนิดไอน้ําและระบบเผาไหม้ และงานบริการหลังการขาย เป็นต้น บริษัทมีกลุ่มลูกค้าทั้งในประเทศและส่งออกไปจําหน่ายหรือให้บริการยังต่างประเทศทั่วโลก เนื่องจากผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีคุณภาพผ่านการรับรองตามมาตรฐานสากลที่ทั่วโลกยอมรับ

เอาหละเมื่อพูดถึงข้อมูล Filling นักลงทุนมือใหม่หลายคนเกิดคำถามว่ามันคืออะไร? ต้องขอสรุปสั้นๆ คร่าวๆ ไว้แบบนี้ คือ ทุกบริษัทที่ต้องการนำหุ้นตัวเองออกมาขายให้นักลงทุนทั่วไป หรือ นักลงทุนอย่างเรานั้น เขาจะต้องนำเสนอข้อมูลต่างๆ ตามหลักเกณฑ์ที่หน่วยงานรัฐได้วางเอาไว้ในที่นี้คือ กลต. ซึ่งเป็นคนควบคมกฏต่างๆ เกี่ยวกับหุ้น ในข้อมูล Filling เองจะประกอบไปด้วยข้อมูลพื้นฐานของตัวธุรกิจทั้งหมด เพื่อให้นักลงทุนได้ศึกษาและตัดสินใจว่าจะลงทุน หรือไม่ลงทุนได้

บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและจัดจำหน่ายหุ้น โดยมีประกันการจําหน่ายอย่างแน่นอนทั้งจํานวน (Firm Underwriting)  แปลไทยให้เป็นไทย คือ แอสเซท โปร จะต้องขายหุ้นให้ได้หมดครบทุกหุ้น 240 ล้านหุ้น หุ้นละ 1.15 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 276 ล้านบาท และเงินก้อนนั้นก็จะเข้าไปอยู่ในบริษัทเพื่อทำการลงทุนทำธุรกิจต่อไป แน่นอนการขายหุ้นแบบนี้บริษัทจะมั่นใจได้ว่าสามารถขายหุ้นได้ครบ และ แอสเซท โปร เองก็คงไม่ทำให้ราคา “ต่ำจอง” นั่นคือ ราคาซื้อขายวันแรกต้องไม่ออกมาต่ำกว่า 1.15 บาท ไม่งั้นเสียหน้าน่าดู

หากพูดถึงความน่าลงทุนของหุ้นตัวนี้ เรามาดูกันเป็นข้อๆ เลย ดังนี้

  1. Book value per share หรือ มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น เท่ากับ 0.3255 บาทต่อหุ้น อันนี้คิดรวมจำนวนหุ้นใหม่ที่จะออกขายแล้ว เราสามารถใช้หา PBV : Price to book value ได้ดังนี้ PBV = 3.53 เท่า สำหรับการตีความอัตราส่วนทางการเงินนี้จะสามารถบอกได้ว่า ถ้านักลงทุนซื้อหุ้น 1.15 บาท ในวันแรก จะเหมือนการจ่ายเงินซื้อบริษัทที่ราคาแพงกว่าเจ้าของเดิม หรือ ผู้ถือหุ้นเดิมอยู่ 3.53 เท่า แน่นอน นักลงทุนต้องจ่ายแพงกว่าเจ้าของเดิม เพราะไม่งั้นเจ้าของเค้าจะเอาหุ้นมาขายทำไมหละ แต่ยิ่งตัวเลขยิ่งมาก เท่ากับว่านักลงทุนจะมีต้นทุนที่สูงขึ้น ในมุมมองของผู้เขียนเองแล้ว 3.53 เท่า ก็ถือว่าปกติหากเทียบกับการเติบโตและอนาคตของบริษัทซึ่งเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด

  2. Price to earning ratio (P/E) จากข้อมูล Filing นั้นเราจะพบว่า P/E ที่บริษัทเสนอขายให้อยู่ที่ 28.52 เท่า สำหรับหุ้นตัวนี้ ส่วนตัวเองแล้วถือว่าค่อนข้างแพงหากมองในแง่การลงทุน อย่างไรก็ตามหากเทียบกับหุ้นน้องใหม่ตัวอื่นๆ หลายตัวจะพบว่าซื้อขายกันที่ p/e ค่อนข้างจะสูงอยู่แล้ว โดยเฉลี่ยก็จะอยู่ราวๆ 30 เท่า ผู้เขียนเองก็มองว่าบริษัทเสนอขายออกมาที่ราคากลางของตลาด ไม่ได้แพงมาก และถูกจนต้องรีบจองหุ้น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนอาจจะเกิดคำถามว่า p/e คืออะไร เอาไว้ใช้ดูอะไร ขอสรุปสั้นๆ ง่ายๆ คือ เป็นอัตราส่วนทางการเงินตัวหนึ่งที่สามารถบอกความถูกหรือแพงของหุ้นได้ หากต้องการเรียนรู้การวิเคราะห์อัตราส่วนพวกนี้อย่างละเอียดแนะนำให้ลงคอร์สการอบรบหุ้นของทางสถาบันที่เปิดสอนนักลงทุนที่ต้องการวิเคราะห์หุ้นด้วยตนเองเป็น รายละเอียดคลิ๊กที่นี่

 

เรื่องที่คุณอาจสนใจ  เทรดด้วยกราฟเทคนิคอย่างเดียว มันล้าสมัยไปแล้ว

เป็นที่น่าสังเกตุคือ การคำนวณมูลค่าหุ้น IPO ในหนังสือ Filling ที่ปรึกษาทางการเงินเลือกคำนวณเพียงแค่สองวิธีนั่นคือ PBV and P/E ผู้เขียนเองคาดหวังว่าจะมีการนำเสนอการคำนวณในรูปแบบอื่นๆ ด้วยเช่น Discount Cash Flow Model ซึ่งมันจะสะท้อนให้เห็นกระแสเงินสดรับของบริษัทได้ดี อีกทั้งยังช่วยให้นักลงทุนมั่นใจมากขึ้นในการตัดสินใจลงทุนว่าราคา IPO ไม่ได้แพงจนเกินจริง

ข้อสังเกตุอีกข้อหนึ่งที่ผมอยากให้นักลงทุนระมัดระวังสักนิด คือ สัดส่วนหุ้นของ “ผู้มีส่วนร่วมในการบริหาร” ที่ไม่ติด Silent Period : จํานวน 47,999,960 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 5.00 ของจํานวนหุ้นที่ออกและเรียกชําระแล้วทั้งหมดของบริษัทภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้  นั่นคือ จำนวนหุ้นนี้พร้อมที่จะถูกขายออกมาโดยกลุ่มผู้บริหารบริษัทในวันที่เริ่มซื้อขายวันแรก อาจจะส่งผลให้ราคาหุ้นลดต่ำลงจากราคาเปิดได้ ซึ่งผมคาดการณ์ว่าหุ้นจะเปิดได้สูงกว่าราคา IPO แน่นอน

gtb-money

เงินจากการระดทุนครั้งนี้จะถูกนำไปใช้จ่ายตามตารางด้านบน

นโยบายการจ่ายปันผล 40% นั่นคือ ถ้าบริษัทมีกำไรจะจ่ายปันผลออกมา 40% ของกำไรสุทธิ อย่างไรก็ตาม ไม่มีกฏหมายฉบับใดบังคับให้บริษัทจ่ายปันผล ดังนั้น ต้องเป็นหน้าที่ของนักลงทุนที่ต้องรู้ว่าจะต้องดูตัวเลขที่ไหน อย่างไร ในคอร์สเบื้องต้นได้อธิบายอย่างละเอียดถึงแนวทางการลงทุนที่นักลงทุนเน้นลงทุนระยะยาวในหุ้นปันผล

gtb-ratio

ผมได้ตรวจสอบงบการเงินของบริษัทแล้วก็พบว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างดี คือ มีหนี้สินไม่มาก แต่ในปี 58 หนี้ต่อทุนเป็น 1:1 ก็ยังถือว่าไม่น่าเกลียด กำไรสุทธิ 7.27% ค่อนข้างโอเคทีเดียวกับธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้ ผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นสูงเป็นที่น่าพอใจ และอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์อยู่ในเกณฑ์ที่พอใช้

สำหรับท่านที่ต้องการอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับหุ้นตัวนี้สามารถเข้าไปอ่านได้ที่เว็บไซต์ของทางบริษัท แต่โดยสรุป คือ เป็นธุรกิจใหม่อีกตัวที่ยังไม่มีในตลาดหุ้นไทย และนักลงทุนสามารถกระจายการลงทุนเข้ามาในหุ้นใหม่ตัวนี้ได้ อาจจะเป็นหุ้นเติบโตดีอีกตัวก็เป็นได้ เพราะเข้ามาจดทะเบียนในตลาด MAI นั่นคือ ตลาดหุ้นขนาดเล็ก (มักจะมีการเติบโตสูง) หุ้นตัวนี้ได้ให้นักลงทุนจองซื้อไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็น่ายินดีสำหรับผู้ได้รับหุ้นจอง วันแรกคงบวกแรงเกิน 30% จากราคา IPO อาจจะเป็นไปได้สูง เนื่องจากราคาหุ้นอยู่แค่บาทกว่าๆ การที่จะไปสองบาทไม่น่ายาก หากเทียบกับจิตวิทยาของนักลงทุน และราคาหุ้นที่ทำออกมาก็ไม่ได้แพงจนน่าเกลียดหุ้นตัวนี้จึงมีเสน่ห์อยู่ที่ Size เล็ก แต่แอบซ่อนความแซบเอาไว้ภายใน SET Index ช่วงนี้ยืนได้ และถ้าวันที่ 23 ดัชนีปรับตัวขึ้นเกิน 1,400 จุดเมื่อไหร่ ใครมีหุ้นอยู่ก็อาจจะพิจารณาขายตอนขึ้นแรงๆ ส่วนคนที่ยังไม่มีหุ้นซื้อที่ราคาเปิด ก็ลุ้นวิ่งไปขายตอนปิดตลาด เข้าออกให้ไว รับกำไรกันถ้วนหน้านะครับ