ความรู้เรื่องหุ้นบทความโตโร่วิเคราะห์งบการเงินของบริษัทวิเคราะห์หุ้น

Guide การวิเคราะห์หุ้น ตอนที่ 3

งบดุล หรือ งบแสดงฐานะทางการเงิน

พื้นฐานของการอ่านวิเคราะห์บริษัท คือ ความสามารถในการอ่านงบการเงิน มันเป็นทักษะที่จำเป็นมากสำหรับผู้จัดการ นักลงทุน หรือ ใครก็ตามที่อยากจะบริหารจัดการบริษัท งบแสดงฐานะทางการเงิน หรือ บางทีรู้จักกันในชื่อ “งบดุล” (Balance Sheet) เป็นงบที่แสดงถึงสถานะและโครงสร้างทางการเงินของบริษัท และจะมีการอัพเดทกันทุกไตรมาส รวมถึงในรายงานประจำปีด้วย สำหรับท่านที่ไม่มีความรู้ด้านการอ่านงบเลย อาจจะมองว่ามันเป็นเรื่องลี้ลับ เป็นภาษาต่างด้าว อ่านแล้วถึงกับมึน เลยต้องปล่อยทิ้งไว้ตามเคย หรือ บางคนอาจจะมองว่ามันเป็นงานของนักบัญชี ที่ต้องอาศัยศิลปะชั้นสูงในการจัดทำ และมันไม่ได้แสดงถึงความเป็นไปของบริษัทเท่าไหร่

แท้จริงแล้วงบแสดงฐานะทางการเงินมีประโยชน์มาก เนื่องจากมันให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่นักลงทุนเพื่อให้สามารถวิเคราะห์ถึงผลประกอบการณ์และการดำเนินงานของบริษัทได้เป็นอย่างดี รวมถึงมันยังให้นักลงทุนได้เห็นถึงสภาพคล่อง หรือความสามารถในการจ่ายหนี้ของบริษัทอีกด้วย

รูปแบบของ Balance Sheet

แรกเริ่มเดิมทีในสมัยแรกๆ ของการจัดทำงบ ย้อนไปเมื่อหลายร้อยปี เป้าหมายจริงๆ คือ การเตรียมออกงบตอนสิ้นปีเพื่อตรวจสอบว่ารายการทางการเงินที่ถูกจัดเก็บทั้งปีถูกต้องหรือไม่ ในการเก็บรายการบัญชีต่างๆ จะเรียกว่า Double Entry Book-Keeping คือ เก็บรายการแยกเป็น Debit, Credit เอาง่ายๆ คือ อันไหนสินทรัพย์ก็เก็บไว้ช่องหนึ่ง อันไหนหนี้สินก็เก็บอีกช่องหนึ่ง สิ้นปีก็มาดูว่าทั้งสองช่องมันเท่ากันหรือไม่ ในที่นี้คือ ตัวเลขต้องเท่ากันจึงเรียกว่า ดับเบิ้ล เอนทรี่ บุ๊ค คี้ปปิ้ง

คอนเซ็ปต์มันง่ายนิดเดียว คือ นักบัญชีจะเก็บรายการต่างๆ แยกออกเป็น 2 ส่วน หรือ สองฝั่ง ส่วนแรกจะเป็นในส่วนของ “สินทรัพย์” (Asset) มันคือสิ่งที่บริษัทมี บริษัทเป็นเจ้าของ อาจจะเป็นเครื่องจักร โรงงาน อุปกรณ์ เงินสด สินค้าคงเหลือ ฯลฯ สิ่งที่บริษัทมีไว้ในการใช้เพื่อหารายได้เข้าบริษัท ส่วนที่สองจะเป็นส่วนของหนี้สิน (Liabilities) คือ สิ่งที่บริษัทติดค้าง หรือ พูดอีกนัยหนึ่งคือ แหล่งที่มาของเงินว่ามาจาก “การกู้ยืม” หรือ “จากทุน”

สินทรัพย์ = หนี้สิน + ทุน

สมการข้างต้น สื่อ ถึงงบแสดงสถานะทางการเงินได้เป็นอย่างดี เพราะบริษัทจะมีสินทรัพย์ได้เท่ากับแหล่งที่มาของเงินทุน ไม่ว่าจะกู้มา หรือจากทุนของเจ้าของ ไม่สามารถมีบริษัทใดที่จะมีสินทรัพย์มากกว่าแหล่งที่มาของเงินได้

เป้าหมายของงบนี้คือ ตรวจสอบการเก็บรายการบัญชีต่างๆ ว่าถูกต้องหรือไม่ เพราะตอนสิ้นปีงบออกมามันจะต้องดุลกัน คือฝั่งสินทรัพย์ จะเท่ากับหนี้สินบวกด้วยทุน เสมอ หากไม่เท่ากันนักบัญชีจะมีปัญหาทันที ด้วยกระบวนการต่างๆ เหล่านี้มันจึงไม่ได้ถูกออกแบบมาให้แสดงมูลค่าที่แท้จริงของบริษัท แต่เป็นแค่สิ่งที่จะวัดสถานะทางการเงินของบริษัท ณ วันสิ้นงวดงบการเงินในแต่ละรอบเท่านั้น

จบงวดสิ้นปี งบต้องออก

งบดุลมันจะแสดงถึงภาพถ่ายของบริษัท แสดงถึงฐานะ ณ วันที่ออกงบว่าบริษัทมีสถานะทางการเงินเป็นอย่างไร จงจำไว้เสมอว่างบที่ออกมานั้นแสดงถึงสถานะ ณ วันนั้นเท่านั้น แต่ภายหลังจากงบออกมาแล้วอาจจะเป็นคนละเรื่องเลยก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามตัวเลขอาจจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากจนถึงขนาดงบใช้การไม่ได้ หากบริษัทไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงภายในบริษัทอย่างมากมาย

แสดงตัวเลขยังไง?

ในงบแสดงฐานะทางการเงินที่นักบัญชีลงตัวเลขนั้น จะต้องใช้วิจารณะญาณพอสมควรในการเลือกค่าที่จะลงว่าจะใช้ “ราคาต้นทุน” “ราคากลาง” หรือ “ราคาตลาด” เพราะสินทรัพย์นั้นมูลค่าเปลี่ยนแปลงไปได้ตลอด และยังไม่รู้มูลค่าที่แท้จริง จนกว่าจะมีการขายสินทรัพย์ออกไปจากบริษัท ดังนั้น หน้าที่ของนักบัญชีจึงไม่ง่ายในการประเมินตัวเลขเหล่านั้นออกมา เพื่อแสดงมูลค่าที่เหมาะสมในงบดุล

โครงสร้าง Balance Sheet (งบแสดงสถานะทางการเงิน)

ส่วนใหญ่แล้วจะมีอยู่ 5 ส่วนหลักๆ โดยมาตรฐานบัญชีของไทย ซึ่งจะแยกงบออกเป็นสองฝั่งอย่างที่ได้เกริ่นนำไปข้างต้น คือ Debit , Credit ตามลำดับ

สินทรัพย์หมุนเวียน                    หนี้สินหมุนเวียน

สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน               หนี้สินไม่หมุนเวียน

                                                       ส่วนของผู้ถือหุ้น

——————————————————————————-

สินทรัพย์รวม (Debit)              หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้นรวม (Credit)

มาตรฐานบัญชีนี้ถูกใช้ไปทั่วโลก จริงๆ บ้านเราก็นำจากต่างประเทศมาใช้ แต่อาจจะมีแตกต่างกันไปบ้างแล้วแต่กฏหมายของแต่ละประเทศกำหนด

สินทรัพย์หมุนเวียน

คือสิ่งที่บริษัทสามารถเปลี่ยนสินทรัพย์เหล่านั้นเป็นเงินสดได้ภายในหนึ่งปี สินทรัพย์หมุนเวียนนั้นประกอบไปด้วย เงินสด สินค้าคงเหลือ ลูกหนี้การค้า เงินลงทุน ฯลฯ

สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน

ชื่ออาจจะสื่อบ้างเล็กน้อย แต่ความหมายคือ สินทรัพย์ที่บริษัทจะเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งปี เช่น พวกเครื่องจักร อุปกรณ์ โรงงาน อาคารสถานที่ ฯลฯ

หนี้สินหมุนเวียน

คือหนี้ที่บริษัทจะต้องจ่ายคืนภายในหนึ่งปี เช่น เจ้าหนี้การค้า เงินเบิกเกินบัญชี ฯลฯ

หนี้สินไม่หมุนเวียน

คือหนี้ที่บริษัทจะต้องภายคืนแต่เกินกว่าหนึ่งปี ส่วนใหญ่จะเป็นหนี้สินระยะยาว หรือเงินกู้ระยาวมาลงทุน ฯลฯ

ส่วนของผู้ถือหุ้น

ส่วนนี้แสดงถึงเงินที่เป็นส่วนของเจ้าของ หรือเงินส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งอาจจะแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ เช่น เงินจากหุ้นที่ชำระแล้ว คือ เงินของผู้ถือหุ้นที่จ่ายลงทุนเข้ามาในบริษัท เป็นเงินลงทุนระยะยาว ส่วนเกินมูลค่าหุ้น คือ เงินที่บริษัทได้รับจากผู้ถือหุ้นที่ถูกจ่ายเกินจากมูลค่าพาร์ (เดี๋ยวจะมีอธิบายเพิ่มเติมในภายหลัง) รวมถึงกำไรและขาดทุนสะสมที่บริษัทได้รับในแต่ละงวดจากการดำเนินกิจการ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ  เล่นหุ้นเป็นอาชีพ มันคล้ายการทำเหมือง

ให้เรามองว่าเงินในส่วนของผู้ถือหุ้นจะเป็นเงินลงทุนระยะยาวของบริษัท (Capital) ที่ผู้ถือหุ้นจะมีสิทธิ์มีเสียงเป็นเจ้าของบริษัทตามจำนวนหุ้นที่ถืออยู่ มีสิทธิ์ในสินทรัพย์ของบริษัทรองจากเจ้าหนี้

กำไรสะสม

จะอยู่ในส่วนของผู้ถือหุ้น กำไรในแต่ละงวดงบการเงิน (จากงบกำไรขาดทุน จะพูดถึงในภายหลัง) จะถูกนำเข้าไปบวกรวมในส่วนของกำไรสะสม ยิ่งนักลงทุนเห็นกำไรสะสมมาก แสดงถึงความมั่นคงของธุรกิจ และการดำเนินธุรกิจที่ดีของกิจการ หากมีขาดทุนสะสมให้ระมัดระวังในการลงทุน เพราะบริษัทจะไม่สามารถจ่ายปันผลได้เลยตามกฏหมาย หากมีขาดทุนสะสมอยู่

มูลค่าหุ้นที่ชำระแล้ว

ก็อยู่ในส่วนของผู้ถือหุ้นเช่นเดียวกัน ให้นึกภาพว่าจำนวนหุ้นในบริษัทมีจำกัด ดังนั้น คนที่ต้องการถือหุ้นก็ต้องจ่ายชำระเงินค่าหุ้นเข้ามา เงินก้อนนั้นบริษัทก็จะนำไปลงทุนต่อ จำนวนหุ้นเหล่านั้นสามารถเปลี่ยนมือไปได้โดยการนำหุ้นไปซื้อขายแลกเปลี่ยนกันที่ตลาดหลักทรัพย์นั่นเอง การออกหุ้นเพิ่มทุน จำนวนหุ้นในบริษัทจะเพิ่มขึ้น แน่นอนบริษัทได้เงินเข้าไปขยายกิจการต่อหรือลงทุน แต่นักลงทุนจะไม่ค่อยชอบนักเนื่องจากตัวหารกำไรเพิ่มขึ้น เงินปันผลอาจจะน้อยลงได้ ในทางกลับกันบริษัทอาจจะเลือกที่จะซื้อหุ้นคืน คือ ซื้อหุ้นจากนักลงทุนคืน เพื่อให้ตัวหารลดน้อยลง กำไรต่อหุ้นจะเพิ่มขึ้น แล้วผมจะพูดในรายละเอียดลำดับถัดไป

หุ้นสามัญ

หุ้นสามัญคือหุ้นที่นักลงทุนซื้อขายกันได้ปกติ และเป็นหุ้นที่นักลงทุนมีสิทธิ์มีเสียงในการโหวตในการประชุมบริษัท ออกเสียงในการบริหารจัดการต่างๆ ได้ นักลงทุนจะพบหุ้นสามัญเป็นปกติอยู่แล้ว จะแตกต่างจาก “หุ้นบุริมสิทธิ์” คือ เป็นหุ้นที่มีสิทธิ์พิเศษกว่าหุ้นสามัญตรงที่จะได้รับเงินปันผล ตายตัว หรือ ได้รับก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ แต่ไม่มีสิทธิ์ในการออกเสียงตอนประชุมผู้ถือหุ้น ในประเทศไทยหุ้นประเภทนี้ค่อนข้างหาได้ยาก

(เดี๋ยวมาต่อ….)